รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT

ทฤษฎีหรือหลักการแนวคิด
แม็ค คาร์ธี (Mc Carthy, อ้างถึงใน ศักดิ์ชัย นิรัญทวี และไพเราะ พุ่มมั่น, 2542: 7-11) ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนนี้ขึ้นจากแนวคิดของโคล์ป (Kolb) โดยอธิบายว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของ 2 มิติ คือการรับรู้และกระบวนการจัดกระทำข้อมูล การรับรู้ของบุคคลมี 2
ช่องทาง คือผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม ส่วนการจัดกระทำกับข้อมูลที่รับรู้นั้น มี 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน คือการลงมือทดลองปฏิบัติและการสังเกตโดยใช้ความคิดอย่างไตร่ตรอง เมื่อลากเส้นตรงของช่องทางการรับรู้ 2 ช่องทาง และเส้นตรง ของการจัดกระทำข้อมูลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้มาตัดกัน แล้วเขียนเป็นวงกลมจะเกิดพื้นที่เป็น 4 ส่วน ซึ่งสามารถแทนลักษณะการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนทั้ง 4 แบบ คือ

แบบที่ 1 เป็นผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการ (Imaginative Learners)
ผู้เรียนจะรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและความรู้สึก และสามารถประมวลกระบวนการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นในสภาวะที่ตนเองได้เฝ้ามอง หรือได้รับการสะท้อนกลับทางความคิดจากที่ต่างๆ โดยสมองซีกขวาทำหน้าที่เสาะหาความหมายของสิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ ขณะที่สมองซีกซ้ายจะหาเหตุผลและความเข้าใจจากการวิเคราะห์ ผู้เรียนที่อยู่ในรูปแบบนี้ มักจะเกิดคำถามว่า ทำไม ต้องเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องเรียน แล้วเกี่ยวข้องกับตัวเขาหรือสิ่งที่เขาสนใจอย่างไร กลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการถกเถียง อภิปราย โต้วาที กิจกรรมกลุ่ม การใช้การเรียนแบบสหร่วมใจ และครูต้องให้เหตุผลก่อนเรียนหรือระหว่างเรียน กล่าวคือ 
มีการรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และใช้กระบวนการจัดกระทำข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างไตร่ตรอง

แบบที่ 2 เป็นผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์ (Analytic Learners)
ผู้เรียนจะรับรู้ในลักษณะของรูปธรรมและนำสิ่งที่รับรู้มาประมวลกลไกหรือกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะการมองสังเกต สมองซีกขวาจะเสาะหาประสบการณ์ที่สามารถผสมผสานการเรียนรู้ใหม่ๆ และต้องการความกระจ่างในองค์ความรู้ที่ได้มา ขณะที่สมองซีกซ้ายจะทำการวิเคราะห์หาความรู้ใหม่ จะเป็นกลุ่มที่ชอบถามข้อเท็จจริง มักจะเกิดคำถามว่า อะไร ผู้เรียนแบบนี้จะชอบการเรียนแบบดั้งเดิม ต้องการศึกษาหาความรู้ ความจริง ต้องการข้อมูลที่เหมาะสม ถูกต้อง แม่นยำโดยอาศัยข้อเท็จจริง ข้อมูล และข่าสาร มีความสามารถสูงในการนำเอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนาเป็น
ความคิดรวบยอด (Concept) ทฤษฎีหรือจัดระบบหมวดหมู่ความคิดได้ดี เด็กกลุ่มนี้จะยอมรับนับถือผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้จริงหรือผู้ที่มีอำนาจสั่งการเท่านั้น จะเรียนก็ต่อเมื่อรู้ว่าต้องเรียนอะไรและอะไรที่เรียนได้ สามารถเรียนได้ดีจากรูปธรรมสู่ความคิดเชิงนามธรรม ควรจัดการเรียนการสอนแบบบรรยาย การวิจัย การทำรายงาน หรือการวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวคือ 
มีการรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม และชอบใช้กระบวนการสังเกตอย่างไตร่ตรอง

แบบที่ 3 เป็นผู้เรียนที่ถนัดใช้สามัญสำนึก (Commonsense Learners) รับรู้ผ่านกระบวนการคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม แต่การประมวลผลนั้นผู้เรียนประเภทนี้จะต้องการการทดลอง หรือการกระทำจริง สมองซีกขวามองหากลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบขององค์ความรู้ไปสู่การนำไปใช้ ขณะที่สมองซีกซ้ายมองหาสิ่งที่จะเป็นข้อมูลเพิ่มเติม มักจะเกิดคำถามว่า อย่างไร ผู้เรียนมักสนใจกระบวนการปฏิบัติจริงและทดสอบทฤษฏีโดยการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยการวางแผนจากข้อมูล ข่าวสาร นำความรู้ที่เป็นนามธรรมมาสร้างเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น ใครเขาทำอะไรบ้างแล้ว? เด็กกลุ่มนี้ต้องการที่จะทดลองทำ ต้องการฝึกปฏิบัติ ต้องการเป็นผู้ปฏิบัติ (หากเป็นชั้นเรียนบรรยาย เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้ม
จะหลับเป็นกลุ่มแรก) ชอบใฝ่หาที่จะลงมือทำสิ่งที่มองเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้มานั้นว่าสามารถใช้ได้ในโลกของความเป็นจริงหรือไม่ สนใจนำความรู้มาสู่การปฏิบัติจริง และอยากรู้ว่า ถ้าจะทำสิ่งนั้น สิ่งที่ทำได้ทำอย่างไร รูปแบบการเรียนที่เหมาะสม คือ การทดลองให้ปฏิบัติจริง ลองลงมือทำจริง 
กล่าวคือ มีการรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม และชอบใช้กระบวนการลงมือทำ

แบบที่ 4 เป็นผู้เรียนที่ถนัดในการปรับเปลี่ยน (Dynamic Learners) ผู้เรียนที่สนใจค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จะรับรู้ผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรม
และผ่านการกระทำ สมองซีกขวาจะขยายความคิดให้กว้างขึ้น ขณะที่สมองซีกซ้ายเสาะหาการวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
และโดดเด่นขึ้น เป็นพวกที่ชอบตั้งเงื่อนไข มักเกิดคำถามว่า “ถ้าอย่างนั้น” “ถ้าอย่างนี้” “ถ้า……” หรือ IF ? ผู้เรียนแบบนี้ชอบเรียนรู้โดยการ
ได้สัมผัสกับของจริง ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองสนใจและค้นพบความรู้ด้วยตัวเอง ชอบรับฟังความคิดเห็นหรือคำแนะนำ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้น
มาประมวลเป็นความรู้ใหม่ เด็กกลุ่มนี้มีความสามารถที่จะมองเห็นโครงสร้างของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นรูปแบบ
ของความคิดที่แปลกใหม่เพื่อตนเองหรือผู้อื่น เด็กกลุ่มนี้จะมองเห็นอะไรที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง จะเรียนได้ดีที่สุดโดยใช้วิธีการสอนแบบค้นพบ
ด้วยตนเอง (Self Discovery Method) 
กล่าวคือ มีการรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และชอบใช้กระบวนการลงมือปฏิบัติ

จากแนวคิดของโคล์ปและแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานของสมองทั้งสองซีกที่ศึกษา แม็คคาร์ธีและคณะ ได้เสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้คำถามหลัก 4 คำถามคือ ทำไม (Why) อะไร (What) อย่างไร (How) และถ้า (If) ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนที่มีลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกันทั้ง 4 แบบ ให้สามารถใช้สมองทุกส่วนของตนในการพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ โดยแบ่งเส้นแห่งการเรียนรู้และเส้นแห่งกระบวนการจัดข้อมูลรับรู้เป็นสี่ส่วน โดยกำหนดให้แต่ละส่วนใช้แทนกิจกรรมการเรียนการสอน 4 ลักษณะ ดังนี้ 


ส่วนที่ 1 คือ บูรณาการประสบการณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของตน ใช้คำถามนำกิจกรรม คือ ทำไม (Why)
ส่วนที่ 2 คือ สร้างความคิดรวบยอด ใช้คำถามนำกิจกรรม คือ อะไร (What)
ส่วนที่ 3 คือ ปฏิบัติและเรียนรู้ตามลักษณะเฉพาะตัว ใช้คำถามนำกิจกรรม คือ ทำอย่างไร (How)
ส่วนที่ 4 คือ บูรณาการประยุกต์กับประสบการณ์ของตน ใช้คำถามนำกิจกรรม คือ ถ้า (If)

รูปวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT จาก https://www.sites.google.com/site/prapasara/xbrm-khwam-hlak-hlay-thang-chiwphaph/dr-bernice-mccarthy?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

ผู้คิดค้นเชื่อว่า เราจำเป็นต้องสอนเด็กโดยใช้วิธีการสอนทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว 4 อย่างเท่าๆ กัน เพราะในชั้นเรียนหนึ่งๆ มักจะมีผู้ถนัดการเรียนรู้ทั้ง 4 แบบ ดังนั้นครูจำเป็นต้องใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมทั้ง 4 แบบ อย่างเสมอภาคกัน เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดความสนุกสนานตามรูปแบบ
การเรียนรู้ที่ตนถนัด จากการหมุนเวียนรูปแบบการสอนทั้ง 4 อย่างนี้ ทำให้นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถด้านอื่นที่ตนไม่ถนัดด้วยวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังมีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอย่างน้อย ร้อยละ 25 ของเวลาที่ท้าทายพวกเขาส่วนเวลาที่เหลืออาจไม่เป็นที่ต้องใจเท่าไรในการจัดแผนการสอนแบบ 
ในการจัดการเรียนการสอนแบบ 
4 MAT นั้น ครูต้องเข้าใจการทำงานและความถนัดของสมองส่วนบนที่แบ่งเป็นซีกซ้ายกับซีกขวา กล่าวคือ
สมองซีกซ้ายจะถนัดในเรื่องรายละเอียด ภาษาความจำ การจัดลำดับ วิเคราะห์ และเหตุผล ส่วนสมองซีกขวาถนัดในเรื่องการมองภาพรวมจินตนาการ อารมณ์ความรู้สึก การเคลื่อนไหว มิติสัมพันธ์ ศิลปะ และสุนทรียภาพ เพื่อที่จะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม
ดำเนินสลับกันไปเพื่อที่จะให้สมองทั้งสองซีกได้ทำงานอย่างสมดุล



วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 
 
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้สมองทุกส่วน ทั้งซีกซ้ายและซีกขวาอย่างเต็มที่ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นการพัฒนา
พหุปัญหาทั้ง 8 ด้าน ตามที่กล่าวไว้ในทฤษฎีการเรียนรู้ของ Gardner 


ลักษณะเด่นของรูปแบบการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 
จะช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ตามกรอบความแตกต่างระหว่างบุคคล ได้แก่
1. การนำเสนอประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กับผู้เรียน
    1.1 การเสริมสร้างประสบการณ์ (สมองซีกขวา)
    1.2 การวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ได้รับ (สมองซีกซ้าย)
2. การเสนอเนื้อหาสาระข้อมูลแก่ผู้เรียน (Presentation)
    2.1 การบูรณาการประสบการณ์สร้างความคิดรวบยอด (สมองซีกซ้าย)
    2.2 การพัฒนาเป็นความคิดรวบยอด (สมองซีกซ้าย)
3. การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาความคิดรวบยอด
    3.1 ปฏิบัติตามขั้นตอน (สมองซีกซ้าย)
    3.2 การนำเสนอผลการปฏิบัติงาน (สมองซีกขวา)
4. การนำความคิดรวบยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ (Application)
    4.1 การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้พัฒนางาน (สมองซีกซ้าย) 
    4.2 การนำเสนอผลงานการเผยแพร่ (สมองซีกขวา)



กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ

แมคคาร์ธี เสนอแนวทางการพัฒนาวงจรการสอนให้เอื้อต่อผู้เรียนทั้ง 4 แบบ โดยกำหนดวิธีการใช้เทคนิคพัฒนาสมองซีกซ้ายซีกขวา ดำเนินกิจกรรมตามเข็มนาฬิกาไปจนครบทั้ง 4 ช่วง 4 แบบ (Why - What - How - If) แต่ละช่วงจะแบ่งเป็น 2 ขั้น โดยจะเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียน
ได้ใช้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาสลับกันไป มีขั้นตอนดำเนินการ 8 ขั้นดังนี้ (ศักดิ์ ชัย นิรัญทวี และไพเราะพุ่มมั่น, 2542: 11-16; เธียร พานิช, 2542: 3-5)

ช่วงที่ 1 แบบ Why? / สร้างประสบการณ์เฉพาะของผู้เรียน
ขั้นที่ 1 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ผู้สอนเริ่มจากจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนตอบคำถามได้ว่า ทำไม ตนจึงต้องเรียนรู้เรื่องนี้

ขั้นที่ 2 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์
หรือสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้และยอมรับความสำคัญของเรื่องที่เรียน

ช่วงที่ 2 แบบ What? / พัฒนาความคิดรวบยอดของผู้เรียน
ขั้นที่ 3 (กระตุ้นสมองซีกขวา)
เมื่อผู้เรียนเห็นคุณค่าของเรื่องที่เรียนแล้ว ผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความคิดรวบยอดขึ้นด้วยตนเอง

ขั้นที่ 4 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย)
เมื่อผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดหรือแนวคิดพอสมควรแล้ว ผู้สอนจึงกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความคิด
ของตนให้กว้างและลึกซึ้งขึ้น โดยการให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย การเรียนรู้ในขั้นที่ 3 และ 4 นี้ทำให้ผู้เรียน
สามารถตอบคำถามได้ว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อะไร


ช่วงที่ 3 แบบ How? / การปฏิบัติและการพัฒนาแนวคิดอกมาเป็นการกระทำ

ขั้นที่ 5 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย)
ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้ ความคิดที่ได้รับจากการเรียนรู้ในขั้นที่ 3-4 มาทดลองปฏิบัติจริงและศึกษาผลที่เกิดขึ้น

ขั้นที่ 6 (กระตุ้นสมองซีกขวา)
จากการปฏิบัติในขั้นที่ 5 ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับจุดเด่นจุดด้อยของแนวคิด ทำให้ความเข้าใจแนวคิดนั้นกระจ่างขึ้น ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตน โดยการนำความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้หรือปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างชิ้นงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง โดยคำถามหลักที่ใช้ในขั้นที่ 5-6 นี้ก็คือ จะทำอย่างไร

ช่วงที่ 4 แบบ If? / เชื่อมโยงการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดเป็นความรู้ที่ลุ่มลึ
ขั้นที่ 7 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) เมื่อผู้เรียนได้สร้างสรรค์ชิ้นงานของตนตามความถนัดแล้ว ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงผลงานของตน ชื่นชมกับความสำเร็จและเรียนรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการปรับปรุงงานของตนให้ดีขึ้นและนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

ขั้นที่ 8 (กระตุ้นสมองซีกขวา) เป็นขั้นขยายขอบข่ายของความรู้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดแก่กันและกันและร่วมกันอภิปรายเพื่อการนำการเรียนรู้ที่ได้ไปเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและอนาคต คำถามหลักในการอภิปรายก็คือ ถ้า..? ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดประเด็นใหม่สำหรับผู้เรียนในการเริ่มต้นวัฏจักรของการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ต่อไป



ผลที่ผู้เรียนจะได้รับ

ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่เรียน เกิดความรู้ความเข้าใจและนำความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้ต่อได้ โดยสามารถสร้างผลงานความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ อีกจำนวนมาก



การวัดและการประเมินผล
ครูจะเตรียมเครื่องมือการวัด อาทิ แบบฝึกหัด แบบทดสอบ แบบสังเกตการทำงานและการตอบคำถาม เพื่อวัดผลการจัดกิจกรรม โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์กรเรียนรู้และเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้


ข้อดี
- ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน เนื่องจากมีกิจกรรมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
- ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ซ้ำซาก และกิจกรรมมีความยืดหยุ่น ตามความถนัดของและความสนใจของทั้งครูและนักเรียน  
- ทำให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายในช่วงกิจกรรมที่ตนเองถนัด และรู้สึกท้าทายในกิจกรรมที่คนอื่นถนัด ทำให้มีความพึงพอใจต่อการเรียน
- ช่วยพัฒนาจิตใจและเจตคติของผู้เรียน เช่น การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหา - การมีความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นในการเรียน
- สามารถพัฒนาทักษะของผู้เรียนที่แตกต่างกันให้ได้ใช้สมองในการเรียนรู้ในทุก ๆ ส่วน เพื่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้ได้อย่างเต็มที่
- เป็นรูปแบบที่ผู้สอนเปิดโอกาสแก่ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นและข้อชี้แจง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมความคิดและมุมมองตลอดจนวิธีคิดของนักเรียนให้กว้างไกลและทันสมัยขึ้น  
- เป็นรูปแบบที่มุ่งให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความรู้และความเข้าใจที่เท่าเทียมกัน



ข้อเสนอแนะ

- ผู้สอนจำเป็นจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อทฤษฎี หลักการ และขั้นตอนการจัดการเรียนรู้อย่างละเอียด เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียน
การสอนได้ตรงตามหลักการพัฒนาสมองและความแตกต่างของนักเรียนและสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะสอน
- ก่อนการจัดการเรียนรู้ผู้สอนควรมีการชี้แจงรายละเอียดของการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ เพื่อที่นักเรียนจะได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ใน
การจัดกิจกรรมในแต่ละขั้นและมีเป้าหมายในการเรียนมากขึ้น
- ผู้สอนต้องจัดกิจกรรมให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนเกิดการเชื่อมโยงของสมองซีกซ้ายและซีกขวา
- ผู้สอนต้องวางแผนเวลาในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้งให้เหมาะสม เพื่อที่จะไม่ใช้เวลามากเกินไปหรือน้อยเกินไปในบางขั้นตอน
- ผู้สอนควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนในห้องเรียนให้มากที่สุดและจะต้องมีความต่อเนื่อง
- ผู้สอนต้องสามารถปรับเปลี่ยน ประยุกต์ เชื่อมโยงปัญหาตามสภานการณ์ได้
- ต้องมีความพร้อมทั้งในด้านกิจกรรม สื่อการ สอน อุปกรณ์การสอน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ของนักเรียน
- สามารถนำไปผสมผสานร่วมกับกลยุทธ์อื่นได้เป็นอย่างดีเช่น อาจนำวิธีนี้มาใช้ร่วมกับการเรียนแบบสหร่วมใจ (Cooperative Learning) 
- อาจเกิดการล่าช้าของการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนให้โอกาสผู้เรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นการควบคุมเวลาในการใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นไปได้ยาก


สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
- ความพร้อมด้านห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์เทคโนโลยี รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้นักเรียนสามารถค้นคว้า ดำเนินกิจกรรมไปอย่างสะดวก เรียบร้อย และบรรลุเป้าหมาย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยน ติดตาม และเสนอแนะจากผู้สอน


อ้างอิงข้อมูลจาก : เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563

http://parnzyis.blogspot.com/2018/02/53-4-mat.html
http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2016/11070/1/TC1333.pdf
https://sites.google.com/site/prapasara/xbrm-khwam-hlak-hlay-thang-chiwphaph
https://www.mydnathailand.com/%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2_Und_8_Und_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87_Und_Dr_Dot__Und_Howard_Und_Gardner
http://d8899.blogspot.com/2013/05/4-mat_4.html



ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนโดยโมเดล 4MAT :