รูปแบบการเรียนแบบการประสานหน้าแนวคิด
หรือ โมเดลซิปปา (CIPPA Model)

ทฤษฎีหรือหลักการแนวคิด
รูปแบบการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง:โมเดลซิปปา (Cippa  Model) หรือรูปแบบการประสานห้าแนวคิด พัฒนาขึ้น
โดยรองศาสตราจารย์ทิศนา แขมมณี อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำเอาแนวคิดส่วนหนึ่งจากประสบการณ์
ในการสอนที่สามารถใช้ได้ดีและให้ผลในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างดีมาประสานกันเกิดเป็นแบบแผนขึ้น แนวคิดดังกล่าวได้แก่
  
1. แนวคิดการสร้างความรู้ 
2. แนวคิดกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ 
3. แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้
4. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
5. แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนความรู้


จากการนำแนวคิดข้างต้นมาจัดการเรียนการสอนพบว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนได้ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสังคม เนื่องจากหลักการของโมเดลซิปปายึดหลักการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ให้มากที่สุด มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและได้เรียนรู้จากกันและกัน  มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ร่วมกับการผลิตผลงาน ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยให้นักเรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตามแนวคิด Constructivism ของ Lev Vygotsky (1896-1934) และ Jean Piaget (1896–1980) (ทิศนา แขมมณี, 2542)


รองศาสตราจารย์ทิศนา แขมมณี ผู้คิดค้นโมเดลซิปปา จาก https://www.edu.chula.ac.th/node/989


จากแนวคิดทั้ง 5 ข้างต้น ทำให้เกิดแนวคิด "CIPPA" ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด โดยการให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง สามารถสรุปเป็นหลักซิปปา (CIPPA) ได้ดังนี้

  1. C มาจากคำว่า Construction of knowledge หลักการสร้างความรู้ หมายถึง การให้ผู้เรียนสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism 
    ที่เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นประสบการณ์เฉพาะตนในการสร้างความหมายของสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา
  2. I มาจากคำว่า Interaction หลักการปฏิสัมพันธ์ หมายถึง การให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งตามทฤษฎี Construc-
    tivism และ Cooperative Learning เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคมที่บุคคลจะต้องอาศัยและพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิด
    การเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกัน โดยผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคล
    และแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม
  3. P มาจากคำว่า Process Learning หลักการเรียนรู้กระบวนการ หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่างๆ เพราะทักษะกระบวนการเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสาระ (Content) ของการเรียนรู้ โดยผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้
    ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ เช่นกระบวนการคิด กระบวนการทำงาน กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม ฯลฯ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ตลอดชีวิต รวมทั้งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้านสติปัญญาอีกทางหนึ่
  4. P มาจากคำว่า Physical participation/Involvement หลักการมีส่วนร่วมทางร่างกาย หมายถึง การให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดยการทำกิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางกาย กล่าวคือ การเรียนรู้ต้องอาศัยการเรียนรู้การเคลื่อนไหวทางกายจะช่วยให้ประสาทการรับรู้ตื่นตัวและรับรู้ได้ดี ดังนั้นในการสอนจึงจำเป็นต้องมีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องเคลื่อนไหวที่หลากหลาย และเหมาะสมกับวัยและความสนใจของผู้เรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการรับรู้และเรียนรู้
  5. A มาจากคำว่า Application หลักการประยุกต์ใช้ความรู้ หมายถึง การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ กล่าวคือ การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงหรือการปฏิบัติจริงจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งขึ้น กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้ เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านแล้วแต่ลักษณะของสาระและกิจกรรมที่จัดนอกจากนี้ การนำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน


โมเดลซิปปา จาก http://my-education-stuff2018.blogspot.com/2018/03/7.html


วัตถุประสงค์ของรูปแบบ      
มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริงโดยการให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองผนวกกับอาศัยความร่วมมือจากกลุ่ม นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ จำนวนมาก อาทิ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม การปฏิสัมพันธ์สังคม และกระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นต้น


กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก CIPPA นี้สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ
รูปแบบหนึ่งที่มีการนำเสนอไว้และได้มีการนำไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 7 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม
เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน 

ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่
เป็นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่างๆ ผู้สอนอาจจัดเตรียมแหล่งข้อมูลมาให้ผู้เรียนหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้

ขั้นที่ 3 การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความเดิม
เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หามาได้ ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม
เป็นขั้น
ที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนเองให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อื่น ไปพร้อมๆ กันกับการรับความรู้ความเข้าใจจากผู้อื่น

ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้
เป็นขั้นของการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย

ขั้นที่ 6 การปฏิบัติ และ/หรือการแสดงผลงาน
เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้ ช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์และช่วยให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติหรือแสดงผลงานตามข้อความรู้ที่ได้ 

ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้
เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำในเรื่องนั้นๆ อาจจะมีการนำเสนอผลงานหลังจากการประยุกต์อีกครั้งก็ได้หรืออาจไม่มีการนำเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นำมารวมแสดงในขั้นตอนท้ายหลังขั้นการประยุกต์ใช้ก็ได้

ขั้นที่ 1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of knowledge) โดยผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (Interaction) และฝึกฝนทักษะกระบวนการต่างๆ (Process learning) อย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนแต่ละขั้นตอนช่วยให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมหลากหลายที่มีลักษณะให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ และทางสังคม อย่างเหมาะสม (Physical participation) ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ (Application) จากกระบวนการดังกล่าวทำให้เป็นรูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA


ผลที่ผู้เรียนจะได้รับ
- ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจดีขึ้น สามารถอธิบาย ชี้แจงและตอบคำถามได้ดี
- ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

- นักเรียนได้เทคนิคการแก้ปัญหาหลากหลายวิธี โดยสามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
- ช่วยพัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นกลุ่ม การสื่อสาร และความใฝ่รู้
 และวิเคราะห์สถานการณ์แก้ปัญหาได้
ถูกต้อง

- สามารถนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดหรือเป็นเครื่องตรวจสอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ว่า กิจกรรมนั้นเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือไม่
โดยนำเอากิจกรรมในแผนการสอนมาตรวจสอบตามหลัก CIPPA



ลักษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ CIPPA
การจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควรออกแบบกิจกรรมโดยให้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้ง 4 ด้านคืิอ ทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์

1.เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางด้านกาย (Physical Participation) คือ ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทการรับรู้ของผู้เรียนตื่นตัวพร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน

2. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) คือ ให้ผู้เรียนเกิดความเคลื่อนไหวทางสติปัญญา 
เกิดความท้าทายในการคิด ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความจดจ่อในการคิด สนุกที่จะคิด โดยเนื้อหาที่จัดเตรียมจะต้องไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปสำหรับ
ผู้เรียน ดังนั้นผู้สอนจึงต้องหาประเด็นที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดหรือลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

3. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) คือ ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทต่างๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางสังคม
ซึ่งจะส่งผลถึงการเรียนรู้ทางด้านอื่นๆ ด้วย 

4.  เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Participation) คือ กิจกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดความหมายต่อตนเอง มักจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียนโดยอาจเกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียนทั้งทางตรงหรือใกล้ตัวผู้เรียน

วิธีการที่จะจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับ CIPPA Model สามารถทำได้โดยครูอาจเริ่มต้นจากแผนการสอนที่มีอยู่แล้ว และนำแผนดังกล่าวมาพิจารณาตาม CIPPA Model หากกิจกรรมตามแผนการสอนขาดลักษณะใดไป ก็พยายามคิดหากิจกรรมที่จะช่วยเพิ่มลักษณะดังกล่าวลงไป
หากแผนเดิมมีอยู่บ้างแล้ว ก็ควรพยายามเพิ่มให้มากขึ้น เพื่อกิจกรรมจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อทำเช่นนี้ได้จนเริ่มชำนาญแล้ว ต่อไปครูก็จะสามารถวางแผนตาม CIPPA Model ได้อย่างไม่ยากนัก


การจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปา (ทิศนา แขมมณี, 2542, หน้า 26) 
จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/56910183.pdf 



บทบาทผู้สอนและผู้เรียน
บทบาทผู้สอน
1.การเตรียมการสอน
   - ศึกษาและวิเคราะห์เรื่องที่จะสอน
   - ศึกษาแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย
   - วางแผนการสอน (กำหนดวัตถุประสงค์ วิเคราะห์เนื้อหาออกแบบกิจกรรม กำหนดวิธีประเมินผล)
   - จัดเตรียมสื่อ วัสดุการเรียน เอกสาร แหล่งข้อมูล เครื่องมือประมวลผลการเรียน ห้องเรียนหรือสถานที่

2. การสอน
    - สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียน
    - กระตุ้นผู้เรียนให้สนใจกิจกรรม
    - จัดกิจกรรมตามแผน ปรับให้เหมาะสมตามสถานการณ์จรืง รวมถึงให้คำแนะนำ สังเกตและบันทึกพฤติกรรมและกระบวนการ

3. การประเมิน
    - เก็บรวบรวมผลงานและประเมินผลงานนักเรียน
    - ประเมินผลการเรียนรู้ตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนการสอน


บทบาทผู้เรียน

- ทบทวนความรู้เดิมและมีส่วนร่วมแสวงหาความรู้ใหม่
- ศึกษาและลงมือทำกิจกรรม เพื่อทำความเข้าใจ กลั่นกรอง แยกแยะ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างความหมายให้แก่ตนเอง
- สรุปและจัดระบบความรู้ที่สร้างสรรค์ขึ้น
- นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต
- แสดงพฤติกรรมที่จำเป็นในการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น เช่น เข้าร่วมกิจกรรมอย่างกะตือรือร้น ให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในกิจกรรมต่างๆ รับฟัง พิจารณา ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แสดงความสามารถของตนและยอรับความสามารถของผู้อื่น ตัดสินใจแก้ไขปัญหา เรียนรู้จากกลุ่มและช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้


การวัดและการประเมินผล 
ครูจะเตรียมเครื่องมือการวัด อาทิ แบบฝึกหัด แบบทดสอบ แบบสังเกตการทำงานและการตอบคำถาม เพื่อวัดผลการจัดกิจกรรม โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์กรเรียนรู้และเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้


ข้อเสนอแนะ
- ครูต้องจัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมให้เหมาะสม เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนใช้เวลาในการสรุปความรู้แตกต่างกัน
- ครูต้องจัดสรรเนื้อหาและเวลาให้เหมาะสม คอยกระตุ้น ให้คำแนะนำ และเสริมแรงให้ผู้เรียนตลอดการจัดกิจกรรม
- ครูควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการทำงานกลุ่มอย่างพี่ถ้วน
- ครูควรมีการซักถามและสรุปเพื่อจัดระเบียบความรู้ และให้นัเรียนมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- ครูควรเพิ่มโจทย์ปัญหาที่หลากหลายในขั้นประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงต่อไป


สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ 
- ความพร้อมด้านห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ อุปกรณ์เทคโนโลยี รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้นักเรียนสามารถค้นคว้า ดำเนินกิจกรรมไปอย่างสะดวก เรียบร้อย และบรรลุเป้าหมาย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยน ติดตาม และเสนอแนะจากผู้สอน


อ้างอิงข้อมูลจาก : เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563
https://en.wikipedia.org/wiki/Constructivism_(philosophy_of_education)
https://sites.google.com/site/krutubtib/withi-elea-thaksa-kar-sxn/rup-baeb-kar-reiyn-kar-sxn-doy-yud-phu-reiyn-pen-sunyklang-model-sip-pa-cippa-model-hrux-rup-baeb-kar-prasan-hna-naewkhid-doy-this-na-khaem-mni
http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/56910183.pdf


ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนโดยโมเดลซิปปา :