คนบ้าปลูกต้นไม้

โสภณ เปียสนิท

.....................

        อ่านพบคำว่า “คนบ้าปลูกต้นไม้” เกิดความคิดถึงวันเก่าๆ ที่สมัยก่อนผมชอบอ่านเรื่องราวของเกษตรกรแบบไร่นาสวนผสม ประวัติบุคคลผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านทางด้านการเกษตร อ่านแล้วจึงเกิดความรักต้นไม้ รักการปลูกต้นไม้ รักป่า รู้คุณค่าของป่าต่อผู้คน ขณะที่ความเป็นจริงอยู่ในมุมที่ตรงกันข้าม ป่าค่อยๆ หมดไป

            อีกแง่มุมหนึ่ง พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกรทำไร่อ้อยไร่มันและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย โดยมีเป้าหมายปลูกเพื่อขาย แลกเป็นเงินมาซื้อหาของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของครอบครัว แม้ว่าผมจะมีประสบการณ์การทำเกษตรกับพ่อแม่น้อยมาก เพราะพ่อแม่พาผมไปฝากไว้ที่วัดเพื่อให้มีการศึกษา การศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในวัดหรือนอกวัดย่อมถือว่าเป็นการศึกษาที่จะพาคนเราให้พ้นจากความเป็นคน “เยิ่ง” หรือคนป่า แต่ผมได้เห็นการทำงานของพ่อแม่และงานการของเกษตรกรเพื่อนบ้านมาตั้งแต่เกิด

            ภาพที่อยู่ในความทรงจำอันเก่าแก่ตั้งแต่วัยเยาว์ของผมก็คือ ร้อนแล้งยากไร้แร้นแค้นกระเบียดกระเสียรชักหน้าไม่ถึงหลัง คำพูดเหล่านี้ผุดพรายขึ้นในใจเมื่อนึกถึงคำว่าเกษตรกร เมื่อมาพบคำว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” “ปราชญ์เกษตร” ผมจึงสนใจเป็นพิเศษว่า สิ่งใดที่ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นปราชญ์ขึ้นมาได้ อย่างน้อยๆ ปราชญ์เหล่านี้ย่อมต้องอยู่กันคนละมุมกับชาวบ้านในหมู่บ้านที่ผมเคยประสบมา

            จากการอ่านหนังสือหลายเล่มที่รวบรวมเอาชีวิตของปราชญ์เกษตรเหล่านั้น ได้ข้อสรุปว่า คนเหล่านั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากที่ห่างไกลบ้านเรือนของตน แล้วกลับคือสู่ถิ่นฐานบ้านเดิม หากไม่มีที่ดินมรดกก็หาซื้อที่ดินไว้เป็นของตนแล้วครุ่นคิดหาวิธีการการดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดินนั้นโดยยึดหลักการพึ่งตนเองให้ได้ ความคิดแรกสุดคือ “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน หรือ ทำอยู่ทำกิน” ทำอย่างไรก็ได้ให้มีอยู่มีกินโดยไม่ต้องพึ่งใคร แถมยังกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนบ้านเรือนเคียงจำนวนมากอีกด้วย

            ภูมิปัญญาที่คิดได้ว่า “อยู่อย่างไรให้มีกิน” จึงเป็นภูมิปัญญาขั้นแรกของคนที่อยู่บนแผ่นดินนี้ เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนปัจจัยสี่ “อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม” ปราชญ์เหล่านี้มองว่า ปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่ประการนี้หาได้จากป่า อาหารก็หากินจากป่า ที่อยู่อาศัยก็หามาจากป่า ยารักษาโรคก็หาจากป่า เครื่องนุ่งห่มก็หาเอาจากป่า ดั่งนั้น ปราชญ์ทุกคนจึงมีป่าของตนเอง ป่าที่ปลูกเอง เมื่อมีป่าก่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ในตนเองจาก “ดินน้ำแดด” ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

            เมื่อมีที่ดินเป็นของตนเอง แดดไม่ต้องห่วงมีอยู่ แล้วมีน้ำหรือไม่ ถ้าไม่มีน้ำต้องหาแหล่งน้ำให้ได้ ปราชญ์เกษตรทั้งหมดที่ผมอ่านพบมักจะมีแหล่งน้ำในที่ของตนเอง ไม่มีอยู่เองตามธรรมชาติก็ต้องจัดหาจัดทำให้เกิดแหล่งน้ำขึ้นจนได้ ปราชญ์บางคนเช่น ลุงชาลี มาระแสง ขุดบ่อน้ำด้วยมือโดยใช้เวลาอยู่สิบกว่าปี จนมือแตกและด้านจนลูบหน้าไม่ได้ ระหว่างระยะเวลาสิบกว่าปีนั้นมิใช่น้อย ชีวิตต้องผ่านเรื่องราวของความยากลำบากต่างๆ นานาเป็นหินลองทองคอยทดสอบอยู่ตลอดเวลาลุงชาลี อดทน อดอยาก อดออม ทุกประการ แม้กระทั่งคำสบประมาทด่าว่ากล่าวหาชนิดสาดเสียเทเสียก็ต้องผ่านให้ได้ ขั้นที่สุดของความอดทนทางวาจาของเพื่อนบ้านคือ “หมอนี่มันบ้า”

            ถึงตรงนี้จึงคิดได้ว่า กว่าจะเป็นปราชญ์เกษตรได้ ต้องมีความมุ่งมั่นมานะพยายามอย่างยิ่งยวด คล้ายกับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของคนที่จะเป็นปราชญ์เกษตร ระยะเวลายาวนานสิบกว่าปีของพ่อชาลี มาระแสงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใช่แล้ว ปราชญ์เกษตรต้องมีความมุ่งมั่นอดทนพยายามอย่างสูงสุด

            อีกประการ คมแห่งความคิด เกษตรกรต้องเป็นคนช่างคิดช่างวางแผนระยะสั้นระยะยาว ดูเหมือนว่าไม่ยาก ไม่ง่ายอย่างไรชอบกล สำหรับหนทางการก้าวไปสู่ปราชญ์ อาจจักกล่าวได้ว่า ต้องรู้วิธีทำเรื่องยากให้มันง่าย ดังคำกล่าวของคุณโจน จันได ที่ว่า “ชีวิตมันต้องง่าย ถ้ามันยากแสดงว่ามันผิดพลาดแล้ว” จำคำนี้ไว้ใช้ในยามชีวิตคับขันก็ดีเหมือนกัน เมื่อเราก้าวเข้าสู่ชีวิตที่มันยากย่ำแย่ถึงที่สุด นึกถึงคำนี้ขึ้นมาได้ อาจพบทางออกจากความยุ่งยากขึ้นมาในทันทีก็ได้

            คิดง่ายเช่นอะไรดีในหมู่เกษตรกร เช่น “กินอะไรปลูกอันนั้น” นี่ก็ง่ายสุดแล้ว จากข้อคิดนี้ทำให้ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อสิ่งของจากตลาด บางคนคิดข้อนี้ไม่ออกหลงทางไปตามวิถีเกษตรปัจจุบัน คือปลูกเชิงเดี่ยว กลุ่มปราชญ์เกษตรเรียกว่า “เสาเดียวค้ำฟ้า” เช่นบางคนมีที่ 100 ไร่ ปลูกอ้อยทั้งร้อยไร่เพื่อสะดวกต่อการจัดการ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วนำไปขายเข้าโรงงาน ได้เงินก้อนมาแล้วค่อยนำไปจับจ่ายซื้อสินค้าที่จำเป็น เมื่อหักลบกลบหนี้ บางปีมีกำไรมากมาย บางปีขาดทุน บางปีเสมอตัว

            การได้กำไรค่อยๆ น้อยลงไปทุกปี ตามเงื่อนไขหลายประการ ดินฟ้าอากาศ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกษตรกรบางรายคิดค้นหาสาเหตุว่า ทำไมกำไรน้อยลง เหตุใดกำไรมาก เหตุใดจึงขาดทุน คิดได้แล้วจึงเร่งคิดหาหนทางแก้ไข สังเกตเห็นว่า เกษตรกรต้องเป็นคนมีความรู้ครอบคลุมหลายศาสตร์หลากสาขาวิชา จึงประสบความสำเร็จได้

            ปราชญ์เกษตรทั้งหลายจึงสรุปแนวคิดออกมาว่า การปลูกพืชผสมผสานเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะค่าใช้จ่ายของเกษตรกรมีมาหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลของแต่ละคนในครอบครัว ค่าเล่าเรียนของลูกๆ ค่าอาหาร ค่าของกินของใช้ในครอบครัว ดังนั้นเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย การทำเกษตรแบบผสมผสานจึงเป็นทางรอดที่ถูกต้อง และมิใช่เพียงแค่ปลูกพืชผักเท่านั้น ต้องเลี้ยงสัตว์ประกอบไปด้วย การเลี้ยงสัตว์ทำให้เกษตรกรมีแหล่งอาหารโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำหรือสัตว์บก แถมยังได้ปุ๋ยมูลสัตว์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นมูลวัวควาย มูลเป็ดไก่ มูลหมู มูลแพะแกะ เป็นต้น บางรายสรุปจากการสังเกตไว้ว่า “ขี้หมูเลี้ยงใบ ขี้ไก่เลี้ยงหัว ขี้วัวเลี้ยงผล” หมายถึงขี้หมู่ใช้เลี้ยงพืชที่ต้องการใบ ขี้ไก่ใช้เลี้ยงพืชที่มีหัว ขี้วัวใช้เลี้ยงพืชที่ให้ผล

            คำของพ่อหลวง สอนไว้ในศาสตร์พระราชา ว่าให้ “ปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง” ป่าสามอย่างคือ ไม้ผล ไม้ใช้สอย ไม้เศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลประโยชน์จากการปลูกป่าทั้งสามอย่างแล้ว ยังได้ประโยชน์อย่างที่สี่ นั่นคืออากาศดี เป็นศาสตร์ของพระราชาที่คิดค้นไว้แก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งควรช่วยกันปฏิบัติตามสืบทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

            จากศาสตร์ของพระราชาเกษตรกรบางรายนำไปปฏิบัติและคิดค้นเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งลงไปอีก กลายเป็นการปลูกแบบคอนโดเก้าชั้น ตามแนวคิดของลุงนิล ปราชญ์เกษตรแห่งทุ่งตะโก ชุมพร ให้ปลูก เริ่มจากปลูกพืชน้ำเช่นบัว ผักกะเฉด ผักบุ้ง ปลูกพืชหัว ปลูกผักชนิดต่างๆ ปลูกไม้พุ่ม ปลูกไม้ระดับผลระดับกลาง ปลูกไม้ระดับสูงเช่นไม้สัก พยุง ยางนา ตะเคียน และไม้เถาว์เช่น หวาย เสาวรส การปลูกหลากหลาย ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ และนำไปสู่การแปรรูปจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อการค้าขาย

            ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การทำเกษตรแบบโคกหนองนาโมเดล หมายถึงว่า การปรับเปลี่ยนที่ดินให้มีความแตกต่างหลายระดับ ส่วนสูงเรียกโคกใช้เป็นที่อยู่อาศัย ป้องกันน้ำท่วม หนองส่วนที่ต่ำใช้เป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง นาพื้นที่ติดกับหนองเพื่อใช้น้ำทำนาได้สะดวก หมายถึงให้ทุกพื้นที่ทำโคกหนองนาเพื่อความมั่นคงแห่งการดำรงอยู่ ยามน้ำหลากมา แต่ละบ้านก็ยังอยู่รอดได้เพราะมีโคกไว้อยู่อาศัย ยามน้ำแล้งก็มีหนองน้ำไว้สำรองใช้สอยได้ไม่ขาดแคลนจนเกินไป มีนาสำหรับปลูกข้าวไว้กินตลอดปี

            พัฒนาไปสู่ธนาคารน้ำใต้ดิน ให้ทุกพื้นที่ทำธนาคารน้ำทั้งระบบเปิดคือมีสระ เพื่อกักเก็บน้ำลงสู่ใต้ดิน และธนาคารน้ำระบบปิด คือขุดหลุมลึกหนึ่งเมตร กว้างหนึ่งเมตร มีช่องระบายอากาศตรงกลาง ถมกลับด้วยเศษวัสดุขนาดใหญ่เช่นหินก้อนใหญ่ ขวดน้ำเปล่า ยางรถยนต์เหลือใช้ หินก้อนเล็ก ปิดทับด้วยวัสดุมีรูพรุนให้น้ำผ่านได้ง่าย กันเศษดินขนาดเล็กอุดรูน้ำลง เพื่อให้น้ำไหลลงได้สะดวก แบบนี้เรียกว่าธนาคารน้ำระบบปิด ขุดไว้หลายจุดเพื่อให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ง่าย เป็นการเติมน้ำลงใต้ดิน ไม่ปล่อยให้ไหลลงไปรวมกับลำน้ำใหญ่ ซึ่งเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ถ้ากักเก็บเติมลงใต้ดินได้จะเป็นข้อดีมากกว่าเสีย เพื่อเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้งได้

            กลับมากล่าวถึง “คนบ้าปลูกต้นไม้” ทำให้ผมคิดถึงดาบวิชัย หรือร้อยตรีวิชัย แห่งหมู่บ้านปรางค์กู่ ปลูกต้นไม้คนเดียวกว่าสามล้านต้น ปลูกแล้วสนุก ปลูกแล้วมัน ปลูกในที่ตัวเองปลูกในที่สาธารณะเท่านั้นยังไม่พอ แนะนำเชิญชวนคนอื่นๆ ที่รู้จักมาช่วยกันปลูกต้นไม้ไปเรื่อย กลายเป็นกลุ่มนักปลูกต้นไม้ ปัจจุบันต้นไม้ตามแนวถนนแห่งอำเภอปรางค์กู่ตลอดแนวยาวเต็มไปด้วยต้นไม้ของดาบวิชัย ชาวบ้านที่ผ่านไปมาหากต้องการนำผลิตผลจากต้นไม้ไปใช้สอยมักจะยกมือไหว้ขออนุญาตดาบวิชัยเสมอ

            คนบ้าปลูกต้นไม้อีกสายหนึ่งเป็นสายของพ่อคำเดื่อง ภาษี แห่งบุรีรัมย์ ครั้งหนึ่งมีศิษย์ถามว่า ปลูกต้นไม้ตรงไหนดีที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป พ่อคำเดื่องตอบทันที “ตรงไหนจอบขุดลงไปได้ให้ปลูกตรงนั้นแหละ” เจ้าของแนวคิดว่า ปลูกต้นไม้สิบล้านต้นเป็นเรื่องง่าย ท่ามกลางกระแสการเบิกงบประมาณจำนวนมากของทางราชการไปทำโครงการให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ เล่นเอาฝ่ายราชการที่ขอเบิกงบประมาณหน้าหงายไปเล็กน้อย พ่อคำเดื่องบอกว่า ขอให้ชาวบ้านปลูกคนละต้น ชาวบุรีรัมย์สิบล้านคน ปลูกครั้งเดียวได้สิบล้านต้นทันที นี่ยังไม่ได้คิดว่า ถ้าให้ปลูกสักคนละห้าต้นสิบต้นนะ ครั้งเดียวหลายล้านต้นฟรี โดยไม่ต้องเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินเลย

            ศิษย์คนหนึ่งของพ่อคำเดื่อง ชื่อ คำนึง เจริญศิริ ปัจจุบันกลายเป็นกำลังหลักของการปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้ในที่ของตัวเองจำนวนมากจนเป็นอุโมงค์ต้นไม้ มีเวลาก็ยังเชิญชวนคนอื่นๆ ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ ทั้งในที่ของตนเอง และพื้นที่สาธารณะจนกลายเป็นกลุ่มเป็นก้อน “คนบ้าปลูกต้นไม้” ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

            นี่ยังไม่ได้กล่าวถึง ปราชญ์เกษตรคนสำคัญผู้ก่อตั้ง ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง อาจารย์ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ยังไม่ได้กล่าวถึงโจน จันได ปราชญ์เกษตรผู้สร้างบ้านดิน จนกลายเป็นกระแสปลุกบ้านดินทั่วราชอาณาจักร สองคนนี้ เคยจับมือกันทำงานเกษตรเพื่อผู้อื่นด้วยกัน จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ “ยักษ์กับโจน” ร่วมมือกันทำงานเพื่อพ่อหลวง เพื่อแผ่นดินด้วยการประกาศศาสตร์พระราชให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (0)