โลกจะเกิดบูรณภาพและดุลยภาพ ท่ามกลางความหลากหลาย มีปรกติสุขและความยั่งยืน เป็นอารยธรรมใหม่ที่จะผุดบังเกิดขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19

โลกหลังโควิด - โลก 7 N

โควิด-19ป้องกันการเกิดสงครามโลก สู่ทิศทางใหม่

ประเวศ วะสี

 

เมื่อโลกมีความเครียดจัด จะเกิดสงครามใหญ่

เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่(The Great Depression) เมื่อต้นทศวรรษ 1930ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีคนตายประมาณ ๖๐ ล้านคน หลังสงครามเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาบูมสุดๆการทำสงครามถูกใช้เป็นวิธีแก้วิกฤต เพราะส่งคนจนจำนวนหนึ่งไปตาย ลดความกดดันทางเศรษฐกิจขณะเดียวกันกระตุ้นเศรษฐกิจและการมีงานทำด้วยการผลิตอาวุธ และลดความแตกแยกทางการเมืองในชาติเพราะในยามสงครามผู้คนรวมตัวกันเพื่อเอาชนะศัตรู แม้ฟังดูร้ายกาจ และน่าสลดหดหู่เพียงใดที่การทำสงครามถูกใช้เป็นเครื่องมือแก้วิกฤตผลก็ไม่จีรัง

ก่อนโควิด-19 จะมา โลกเครียดจัดอยู่แล้ว

ความเหลื่อมล้ำอย่างสุดๆทั้งภายในและระหว่างประเทศ ทำให้โลกเครียดจัด สมทบด้วยความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจลัทธิ อุดมการณ์ ศาสนา สีผิว เกิดสภาพขัดแย้งที่รุนแรงยุ่งเหยิงจนไม่มีทางออก ดังที่เห็นได้ในตะวันออกกลางระดับความแค้นของโลกมุสลิมที่มีต่อการที่มหาอำนาจตะวันตกผลักดันให้มีการตั้งประเทศอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์พุ่งสุดขีดปรอทพร้อมที่จะทำให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย สงครามยิฮาร์ด ขับเครื่องบินชนตึกก่อการร้ายสากล หรือทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถ้ามี การพยายามสร้างและสะสมอาวุธนิวเคลียร์เป็นภัยที่คุกคามโลกทั้งใบ


 

ความเครียดในตัวมนุษย์เองก็พุ่งสูงและแสดงอาการในรูปต่างๆ ทางจิตประสาทและสังคม เช่น โรคซึมเศร้า การติดยาเสพติด การฆ่าตัวตายการฆ่าผู้อื่นตายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ เช่น การกราดยิงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ความกลัว ความวิตกกังวลความรุนแรง ยิ่งไปกระตุ้นสมองส่วนหลังหรือสมองสัตว์เลื้อยคลานให้กัมมันตะมากขึ้น ทำให้มนุษย์ทำอะไรๆตามสัญชาตญาณมากกว่าปรีชาญาณ ยิ่งเพิ่มความรุนแรงให้โลก

ความรุนแรงในโลก นอกจากความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งเช่น การฆ่ากันตายในสงครามโลกและสงครามอื่นๆ เป็นร้อยล้านคน ยังมีความรุนแรงอย่างเงียบ(Silent violence) ได้แก่ ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งก่อความทุกข์ยากและคร่าชีวิตประชาชนจำนวนมากกว่าจากความรุนแรงชนิดโจ่งแจ้งหลายเท่าตัว

โลกที่เครียดจัดขนาดนี้จะต้องระเบิดไปทางใดทางหนึ่งเช่น เกิดมิคสัญญีกลียุค หรือสงครามล้างโลกหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งโลกลดระดับความเครียดลง

โควิด-19มาช่วยป้องกันสงครามโลกครั้งใหญ่ สู่ทิศทางใหม่

เพราะวิกฤติโควิด-19คราวนี้ กระทบหมดทั้งโลกทุกมิติ และไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้แพ้


 

โลกยุคใหม่ หลังวิกฤติโควิด-19

ทำไมและอย่างไร

วิกฤติโควิด-19 สั่นสะเทือนโลกทั้งใบทุกมิติ ข้ามชาติ ข้ามศาสนา ข้ามลัทธิอุดมการณ์ ข้ามเผ่าพันธุ์ ก่อให้เกิดจิตสำนึกใหม่ระดับโลกเดิมแม้รุนแรงขนาดทิ้งระเบิดปรมาณูที่ประชาชนลูกเด็กเล็กแดงตายทันทีเป็นแสนคนก็ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นจิตสำนึกที่ใหญ่พอ เพราะสงครามมีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ แต่วิกฤตโควิด-19ทุกฝ่ายแพ้หมด ทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ระดับโลกที่ใหญ่พอที่จะทำให้โลกเปลี่ยน เมื่อจิตสำนึกของโลกเปลี่ยนโลกก็เปลี่ยนโลกใหม่คือโลกที่มีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness World)

โลกยุคใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 มีอิทัปปัจจยตาสู่สภาพใหม่ ที่สรุปได้เป็น ๗ใหม่ หรือ 7 N   ดังต่อไปนี้

. จิตสำนึกใหม่ (NewConsciousness)เป็นจิตสำนึกใหญ่ ที่หลุดออกจากสภาวะเดิมอันเล็กและคับแคบจากการที่เห็นโลกทั้งโลกทุกสิ่งทุกอย่างถูกกระทบกระเทือนจากไวรัสตัวเล็กนิดเดียวเพราะสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกว้างใหญ่ไพศาลจิตสำนึกใหญ่ทำให้หลุดเป็นอิสระจากการถูกบีบคั้นอยู่ในความคับแคบ เหมือนคนที่ออกจากคุกอันจำกัดและบีบบังคับออกมาสู่โลกกว้างทำให้เห็นความจริง มีความแจ่มแจ้ง มีความสุข มีศักยภาพ หรือเรียกว่ามีชีวิตจิตใจใหม่ที่ทำให้สิ่งใหม่อื่นๆเกิดตามมา

. การรับรู้ใหม่ (New Perception) การรับรู้เป็นฐานการคิด การรับรู้ที่ผิดนำไปสู่การคิดผิดๆ ความจริงคือสรรพสิ่งเชื่อมโยงเป็นทั้งหมดหรือองค์รวม(Wholeness) หนึ่งเดียวกัน การรับรู้แบบแยกส่วน คิดแบบแยกส่วนทำแบบแยกส่วน คือต้นเหตุของการเสียสมดุล และความรุนแรงในโลกยุคเก่า การรับรู้ใหม่ตามความเป็นจริงของธรรมชาติว่าสรรพสิ่งอยู่ในความเป็นทั้งหมดเดียวกัน จะทำให้ตระหนักรู้ว่ามนุษย์ทั้งผองพี่น้องกันอยู่ในองค์รวมหรือร่างกายเดียวกัน

. วิธีคิดใหม่ (New Thinking)วิธีคิดเก่าคือคิดแบบแยกส่วนวิธีคิดใหม่คือคิดแบบบูรณาการ(Integration) การแยกส่วนทำให้ขาดบูรณาภาพและเสียสมดุลการบูรณาการทำให้เกิดบูรณภาพและดุลยภาพ

๔. การทำใหม่ (New Action)การทำเก่าคือการทำแบบแยกส่วน การทำใหม่คือการพัฒนาอย่างบูรณาการ (Integrateddevelopment) การชำแหละออกเป็นส่วนๆ เช่น ชำแหละโค ชำแหละสุกร ทำให้สิ้นชีวิตชีวิตคือการเชื่อมโยง การพัฒนาคือการเชื่อมโยง หรือบูรณาการทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน

. ความมุ่งหมายใหม่ (New Purpose)ความมุ่งหมายใหม่คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล (Living Together)ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อมไม่ใช่การแข่งขัน การสร้างความมั่งคั่ง การเอาชนะแบบเก่าๆ ซึ่งนำไปสู่การแตกสลายทางสังคมและการเสียสมดุลการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลต้องเป็นสิ่งสูงสุดที่กำหนดระบบต่างๆ ให้สนอง เช่น ระบบเศรษฐกิจและการเมือง ไม่ใช่เอาระบบเศรษฐกิจที่ผิดๆ เป็นตัวตั้งอย่างที่แล้วมา แล้วไปทำให้การอยู่ร่วมกันแตกสลายหักพังการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจึงสำคัญสูงสุด ต้องถือการอยู่ร่วมกัน(Living Together)

. ระบบการอยู่ร่วมกันใหม่(New System of Living)ระบบเศรษฐกิจที่ผิดในยุคสมัยที่ผ่านมาอันเกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ขาดความคิดเชิงองค์รวมว่าทั้งหมดเป็นส่วนของร่างกายเดียวกันจะปล่อยให้ส่วนใดส่วนหนึ่งขาดโลหิตไปหล่อเลี้ยงมิได้ มีความเห็นผิดว่าระบบเศรษฐกิจคือการแข่งขันเสรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งทำให้สังคมแตกกระจาย (social disintegration) เหลื่อมล้ำ เป็นตะปุ่มตะป่ำไม่สมดุล บีบคั้น อย่างชวนเวทนา ลองดูสลัมคนจนในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง


 

สังคมยุคใหม่หลังโควิด-19ที่ใช้หลักคิดองค์รวม บูรณาการ และความมุ่งหมายใหม่ ว่าเป็นสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล(Living Together) จะมีการจัดระบบใหม่ ที่มีชุมชนแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลขนาดต่างๆ ให้เลือก ตั้งแต่ชุมชนเล็กสุดๆ มีคนไม่กี่คน ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ไปจนถึงชุมชนโลก (World Community) โดยแต่ละชุมชนมีความเป็นองค์รวม(Holistic) ของตัวเอง และทั้งหมดสัมพันธ์กันแบบchaordic

ตรงนี้ ควรทำความเข้าใจเรื่องส่วนย่อย (Parts)กับ องค์รวม (Whole) ซึ่งมีหลายระดับ

ส่วนย่อย                                              องค์รวม

สสารต่างๆ                                                   เซลล์

เซลล์หลายๆ เซลล์                                         อวัยวะ

อวัยวะหลายๆ อวัยวะ                                     ความเป็นคน

สสารต่างๆ (ประมาณ ๓๐๐ล้านอณู) เป็นส่วนย่อยเมื่อรวมอยู่ในเซลล์ เซลล์เป็นองค์รวม แต่เซลล์หลายๆ เซลล์กลับเป็นส่วนย่อยที่รวมอยู่ในอวัยวะอวัยวะเป็นองค์รวม อวัยวะหลายๆ อวัยวะกลับเป็นส่วนย่อยที่รวมอยู่ในร่างกายทั้งหมด ร่างกายทั้งหมดเป็นองค์รวม

เมื่อมีความเป็นองค์รวมจะมีคุณสมบัติใหม่อันมิใช่คุณสมบัติของส่วนย่อยผุดบังเกิด(Emerge) ขึ้น เช่น เซลล์มีคุณสมบัติใหม่คือมีชีวิตซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติของส่วนย่อยคือ สสาร หรืออวัยวะ เช่น สมอง และหัวใจ มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ที่มิใช่คุณสมบัติของส่วนย่อยคือเซลล์หรือองค์รวมของร่างกายทั้งหมดมีความเป็นคน ซึ่งมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์เหนือส่วนย่อยคืออวัยวะต่างๆ

ชุมชนขนาดเล็ก ก็มีความเป็นองค์รวมของตนเอง(Holistic)

ชุมชนขนาดเล็กหลายๆ ชุมชนอาจรวมเป็นองค์รวมขนาดใหญ่ขึ้นจะเรียกว่าท้องถิ่นหรืออะไรก็แล้วแต่

ท้องถิ่นขนาดเล็กหลายท้องถิ่นรวมเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ก็เป็นองค์รวมอีกขนาดหนึ่ง

แต่ละองค์รวมมีคุณสมบัติใหม่ผุดบังเกิดขึ้น

ในความเป็นองค์รวม เหมือนร่างกายของเราเมื่อมีความเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวย่อมเกิดความบรรสานสอดคล้อง(Harmony) ความสมดุล ความเป็นปรกติสุข เกิดภูมิคุ้มกัน และเกิดการก้าวข้ามข้อจำกัด(Transcendence) สภาวะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้บางทีก็เรียกว่า มิติทางจิตวิญญาณ(Spirituality)

Spirituality เป็นพลังชีวิตที่ทำให้มีปีติสุขและศักยภาพเหนือวัตถุ

ฉะนั้น ในชุมชนทั้งเป็นองค์รวมแต่ละขนาดจึงมีลักษณะ

·         Holistic

·         Harmony

·         สมดุล

·         ปรกติสุข

·         ภูมิคุ้มกัน

·         พลังทางจิตวิญญาณ หรือสภาพก้าวข้ามข้อจำกัด

เป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล (Living Together) เป็นปรกติสุขและมีศักยภาพอย่างยิ่ง

ชุมชนองค์รวม (Holisticcommunity) ขนาดต่างๆ เหล่านี้สัมพันธ์กันแบบ chaordic

ชุมชนองค์รวมขนาดต่างๆ ต่างเป็นอิสระ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครเข้ามาสัมพันธ์กันด้วยความสมัครใจโดยการเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดประโยชน์ร่วม

คือแต่ละหน่วยเป็นอิสระไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร เข้ามาสัมพันธ์กันด้วยความสมัครใจ โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกิดประโยชน์ร่วมกัน

ที่เรียกว่า chaordicเพราะเมื่อไม่มีอำนาจควบคุม เริ่มต้นจะโกลาหลจนวิกฤต ไม่สามารถสลัดออกจากอำนาจของสมองส่วนหลังได้เพราะคิดเชิงอำนาจ สัมพันธภาพเชิงอำนาจ และโครงสร้างอำนาจ เมื่อโลกวิกฤตมากขึ้นๆ โควิดก็มากระชากจิตสำนึกอย่างแรงให้เปลี่ยนไปใช้สมองส่วนหน้า หรือสมองแห่งความเป็นมนุษย์

โลกยุคใหม่หลังวิกฤตโควิด-19จึงเป็นโลกแห่งการใช้สมองส่วนหน้า หรือสมองแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์ชาติจะใช้ศักยภาพสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์สร้างระบบแห่งการอยู่ร่วมกันใหม่(chaos) แต่ต่อมาจะจัดระเบียบลงตัวเอง(order) chaos + order = chaordic ความสัมพันธ์แบบนี้ให้ความสุข ความสร้างสรรค์และสันติอย่างยิ่ง

ต่างจากสัมพันธภาพเชิงอำนาจที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงเช่น ระหว่างศาสนา ลัทธิ อุดมการณ์ สีผิว อย่างที่เป็นไปในโลกปัจจุบัน

สัมพันธภาพใหม่แบบ chaordic เป็นการถอนตัวจากโครงสร้างอำนาจ ไปเป็นโครงสร้างเชิงธรรม(ชาติ) ที่เคารพความหลากหลายทุกชุมชนองค์รวมมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีในการอยู่ร่วมกันตามความเชื่อ คุณค่า ลัทธิ อุดมการณ์ของตนๆที่แตกต่างหลากหลายกันไป ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร

สังคมในระบบ chaordic จึงปราศจากความขัดแย้งในระบบความเชื่อ คุณค่า ลัทธิ อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมือง สีผิว ฯลฯ

ระบบการอยู่ร่วมกันใหม่นี้จึงสันติสมดุล ท่ามกลางความหลากหลายสุดประมาณ ความเป็นองค์รวมแต่ละระดับจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ที่ทำให้ก้าวข้ามข้อจำกัดในตัวเอง(Transcendent)


 

ธรรมชาติสร้างสมองส่วนหน้า(Prefrontalcortex) อยู่ตรงหลังหน้าผากซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์มีปรีชาญาณเหนือสัญชาตญาณอย่างสัตว์เลื้อยคลาน ที่ควบคุมโดยสมองส่วนหลังรอคอยให้มนุษย์ก้าวข้ามข้อจำกัด (Transcending) ในตัวเองมานานแล้วสมองส่วนหน้าทำให้มนุษย์มีศักยภาพสูงสุด

แต่มนุษย์ชาติก็ติดอยู่ในอำนาจสมองสัตว์เลื้อยคลานมานาน

. ยุคใหม่ของมนุษย์ชาติ(New Era of Mankind) วิกฤติโควิด-19 ส่งสัญญาณการสิ้นสุดของยุคเก่าที่ผิดธรรมชาติ เริ่มต้นสู่ยุคใหม่ที่มนุษย์หันมาใช้ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์เกิดจิตสำนึกใหม่ เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ ตามลำดับ N1N2 N3 N4 N5 จนกระทั่งถึง N6 สามารถสร้างระบบการอยู่ร่วมกันใหม่ที่ถือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลเป็นสิ่งสูงสุด ที่กำหนดระบบเศรษฐกิจ การเมืองและอื่นๆ ให้สนองตอบความมุ่งหมายของสิ่งสูงสุด ไม่ใช่เอาระบบเศรษฐกิจที่ผิดมาเป็นสิ่งสูงสุดแล้วผลักดันสังคมให้แตกกระจายและเสียสมดุลอย่างในยุคที่ผ่านไป

ดั่งนี้ โลกก็จะเกิดบูรณภาพและดุลยภาพท่ามกลางความหลากหลาย มีปรกติสุขและความยั่งยืน เป็นอารยธรรมใหม่ที่จะผุดบังเกิดขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19

ส่วนยุคใหม่ของมนุษยชาติจะมีชื่อเรียกว่าอะไรถ้ามนุษย์จำนวนมากได้สัมผัสคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ของความเป็นองค์รวม นามก็จะปรากฏขึ้นเอง

 

-----------------------------------------------------------