๘. สิงคาลกสูตร   ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น สิงคาลกะ คหบดีบุตร ลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์มีผ้าเปียก มีผมเปียก ประคองอัญชลีไหว้ทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้าคือทิศตะวันออก ทิศเบื้องขวาคือทิศใต้ ทิศเบื้องหลังคือทิศตะวันตก ทิศเบื้องซ้ายคือทิศเหนือ ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน

ครั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกะ คหบดีบุตรผู้ลุกขึ้นแต่เช้า ไหว้ทิศทั้งหลายอยู่ จึงถามว่าท่านไหว้ทิศทั้งหลายอยู่เพราะเหตุไร

สิงคาลกะ คหบดีบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บิดาของข้าพระองค์ก่อนจะตาย ได้กล่าวสอนไว้

ทิศ ๖

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คหบดีบุตร ในอริยวินัยคือธรรมเนียมแบบแผนของพระอริยะ เขาไม่ไหว้ทิศ ๖ กันอย่างนี้”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอริยวินัย เขาไหว้ทิศ ๖ กันอย่างไร ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ตามวิธีการไหว้ทิศ ๖ ในอริยวินัยเถิด”

“คหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลสคือกรรมเครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ และไม่ข้องแวะอบายมุขคือทางเสื่อม ๖ ประการแห่งโภคะทั้งหลาย อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากบาปกรรม ๑๔ ประการนี้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ปิดป้องทิศ ๖ ปฏิบัติเพื่อครองโลกทั้งสอง ทำให้เกิดความยินดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

กรรมกิเลส ๔

กรรมกิเลส ๔ ประการที่อริยสาวกละได้แล้ว  คือ

๑. กรรมกิเลสคือปาณาติบาต

๒. กรรมกิเลสคืออทินนาทาน

๓. กรรมกิเลสคือกาเมสุมิจฉาจาร

๔. กรรมกิเลสคือมุสาวาท

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

       “การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์

                การล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น และการพูดเท็จ

                เรียกว่า เป็นกรรมกิเลส

                บัณฑิตทั้งหลายไม่สรรเสริญ”

เหตุ ๔ ประการ

อริยสาวกไม่ทำบาปกรรมโดยเหตุ ๔ ประการ  คือ             

               ๑. ย่อมถึงฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก ทำบาปกรรม

               ๒. ย่อมถึงโทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง ทำบาปกรรม

               ๓. ย่อมถึงโมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา ทำบาปกรรม

               ๔. ย่อมถึงภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว ทำบาปกรรม

ส่วนอริยสาวก ไม่ทำบาปด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ

               ๑. ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ

               ๒. ย่อมไม่ถึงโทสาคติ

               ๓. ย่อมไม่ถึงโมหาคติ

               ๔. ย่อมไม่ถึงภยาคติ

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          “บุคคลใดละเมิดความชอบธรรม

                เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ

                ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม

                เหมือนดวงจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น

                          บุคคลใดไม่ละเมิดความชอบธรรม

                เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ

                ยศของบุคคลนั้นย่อมเจริญ

                เหมือนดวงจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น”

อบายมุข ๖ ประการ

อริยสาวกไม่ข้องแวะอบายมุข ๖ ประการ แห่งโภคะทั้งหลาย  คือ

๑. การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

๒. การหมกมุ่นในการเที่ยวไปตามตรอกซอกซอย ในเวลากลางคืน เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

๓. การเที่ยวดูมหรสพ เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

๔. การหมกมุ่นในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

๕. การหมกมุ่นในการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

๖. การหมกมุ่นในความเกียจคร้าน เป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

โทษแห่งสุราเมรัย ๖ ประการ

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาท มีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. เสียทรัพย์ทันตาเห็น

๒. ก่อการทะเลาะวิวาท

๓. เป็นบ่อเกิดแห่งโรค

๔. เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง

๕. เป็นเหตุให้ไม่รู้จักอาย

๖. เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา

โทษแห่งการเที่ยวกลางคืน ๖ ประการ

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการเที่ยวไปตามตรอกซอกซอย ในเวลากลางคืนมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตน

๒. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา

๓. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ

๔. เป็นที่สงสัย ของคนอื่นด้วยเหตุต่างๆ

๕. มักถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องไม่เป็นจริง

๖. ทำให้เกิดความลำบากมากหลายอย่าง

โทษแห่งการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการ

คหบดีบุตร การเที่ยวดูมหรสพมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. มีการรำที่ไหน ไปที่นั่น

๒. มีการขับร้องที่ไหน ไปที่นั่น

๓. มีการประโคมที่ไหน ไปที่นั่น

๔. มีเสภาที่ไหน ไปที่นั่น

๕. มีการบรรเลงที่ไหน ไปที่นั่น

๖. มีเถิดเทิงที่ไหน ไปที่นั่น

โทษแห่งการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ๖ ประการ

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. ผู้ชนะย่อมก่อเวร

๒. ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป

๓. เสียทรัพย์ทันตาเห็น

๔. ถ้อยคำที่เป็นพยานในศาล ก็เชื่อถือไม่ได้

๕. ถูกมิตรอำมาตย์ ดูหมิ่น

๖. ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายผู้นี้เป็นนักเลงการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงดูภรรยาได้

โทษแห่งการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖ ประการ

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการคบคนชั่วเป็นมิตรมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. เขามีนักเลงการพนันเป็นมิตรสหาย

๒. เขามีนักเลงเจ้าชู้เป็นมิตรสหาย

๓. เขามีนักเลงเหล้าเป็นมิตรสหาย

๔. เขามีคนหลอกลวงเป็นมิตรสหาย

๕. เขามีคนโกงเป็นมิตรสหาย

๖. เขามีโจรเป็นมิตรสหาย

โทษแห่งความเกียจคร้าน ๖ ประการ

คหบดีบุตร การหมกมุ่นในความเกียจคร้านมีโทษ ๖ ประการนี้ คือ

๑. มักอ้างว่า ‘หนาวเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

๒. มักอ้างว่า ‘ร้อนเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

๓. มักอ้างว่า ‘เวลาเย็นเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

๔. มักอ้างว่า ‘เวลายังเช้าเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

๕. มักอ้างว่า ‘หิวเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

๖. มักอ้างว่า ‘กระหายเกินไป’ แล้วไม่ทำการงาน

เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความเสื่อมสิ้นไป

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          “เพื่อนในโรงสุราก็มี

                เพื่อนดีแต่พูดก็มี

                เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ผู้ใดเป็นเพื่อนได้

                ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้

                เหตุ ๖ ประการนี้ คือ

                             (๑) การนอนตื่นสาย (๒) การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

                             (๓) การผูกเวร         (๔) ความเป็นผู้ก่อแต่เรื่องเสียหาย

                             (๕) การมีมิตรชั่ว      (๖) ความตระหนี่จัด

                ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศ

                คนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว

                มีมารยาทและความประพฤติชั่ว

                ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ

                จากโลกนี้และจากโลกหน้า

                เหตุ ๖ ประการนี้ คือ

                             (๑) นักเลงการพนันและนักเลงหญิง

                             (๒) นักเลงสุรา        (๓) ฟ้อนรำขับร้อง

                             (๔) นอนหลับในกลางวัน เที่ยวกลางคืน

                             (๕) การมีมิตรชั่ว      (๖) ความตระหนี่จัด

                ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศ

                ผู้ใดเล่นการพนัน ดื่มสุรา

                ล่วงละเมิดหญิงผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น

                คบแต่คนเลว และไม่คบหาคนเจริญ

                ผู้นั้นย่อมเสื่อมดุจดวงจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น

                ผู้ใดดื่มสุรา ไร้ทรัพย์

                ไม่ทำงานเลี้ยงชีพ เป็นคนขี้เมาหัวทิ่มบ่อ

                ผู้นั้นจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ

                จักทำความมัวหมองให้แก่ตนทันที

                คนชอบนอนหลับในกลางวัน

                ไม่ลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาประจำ

                ไม่สามารถครองเรือนได้

                ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลย

                หนุ่มสาวที่ละทิ้งการงาน

                โดยอ้างว่า ‘เวลานี้หนาวเกินไป

                เวลานี้ร้อนเกินไป เวลานี้เย็นเกินไป’ เป็นต้น

                ส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษ

                ไม่ใส่ใจความหนาว ความร้อน ยิ่งไปกว่าหญ้า

                ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข

มิตรเทียม

คหบดีบุตร คน ๔ จำพวกนี้ เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม คือ

๑. คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว

๒. คนดีแต่พูด

๓. คนพูดประจบ

๔. คนที่เป็นเพื่อนชักนำในทางเสื่อม

คหบดีบุตร คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว เธอพึงทราบว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

(๑) เป็นผู้ถือเอาประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว

(๒) เสียน้อย ปรารถนาจะได้มาก

(๓) เมื่อตัวเองมีภัยจึงทำกิจของเพื่อน

(๔) คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์

คหบดีบุตร คนดีแต่พูด เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑. กล่าวต้อนรับด้วยเรื่องที่เป็นอดีตไปแล้ว

๒. กล่าวต้อนรับด้วยเรื่องที่ยังมาไม่ถึง

๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้

๔. เมื่อมีกิจเกิดขึ้นเฉพาะหน้าก็แสดงความขัดข้อง

คหบดีบุตร คนพูดประจบ เธอพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑. เพื่อนทำชั่ว ก็คล้อยตาม

๒. เพื่อนทำดี ก็คล้อยตาม

๓. สรรเสริญต่อหน้า

๔. นินทาลับหลัง

คหบดีบุตร คนที่เป็นเพื่อนชักชวนไปในทางเสื่อม พึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑. เป็นเพื่อนที่ชักชวนให้หมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

๒. เป็นเพื่อนที่ชักชวนให้หมกมุ่นในการเที่ยวไปตามตรอกซอกซอยในเวลากลางคืน

๓. เป็นเพื่อนเที่ยวดูการเล่น

๔. เป็นเพื่อนที่ชักชวนให้หมกมุ่นในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

คหบดีบุตร คนที่เป็นเพื่อนชักชวนไปในทางเสื่อม พึงทราบว่า ไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการนี้แล”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                           “บุคคลที่ไม่ใช่มิตรแท้ ๔ จำพวกนี้ คือ

                             (๑) มิตรที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นอย่างเดียว

                             (๒) มิตรดีแต่พูด (๓) มิตรพูดประจบ

                             (๔) มิตรชักนำในทางเสื่อม

                บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล

                เหมือนคนเว้นทางมีภัยเฉพาะหน้าเสียฉะนั้น”

มิตรมีใจดี

คหบดีบุตร คน ๔ จำพวกนี้ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรมิตรแท้ คือ

๑. มิตรมีอุปการะ

๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

๓. มิตรแนะนำประโยชน์

๔. มิตรมีความรักใคร่

               คหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ คือ

               ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

               ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว

               ๓. เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้

               ๔. เมื่อมีกิจที่จำเป็นเกิดขึ้น ก็ช่วยโภคทรัพย์ให้ ๒ เท่าของทรัพย์ที่ต้องการในกิจนั้น

               คหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรมีใจดีโดยเหตุ ๔ ประการ คือ

               ๑. บอกความลับแก่เพื่อน

               ๒. ปิดความลับของเพื่อน

               ๓. ไม่ละทิ้งในยามอันตราย

               ๔. แม้ชีวิตก็อาจจะสละเพื่อประโยชน์ของเพื่อนได้

               คหบดีบุตร มิตรแนะนำประโยชน์ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรมีใจดีโดยเหตุ ๔ ประการ คือ

               ๑. ห้ามมิให้ทำความชั่ว

               ๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี

               ๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

               ๔. บอกทางสวรรค์ให้

               คหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ เธอพึงทราบว่า เป็นมิตรมีใจดี โดยเหตุ ๔ ประการ คือ

               ๑. ไม่พอใจความเสื่อมของเพื่อน

               ๒. พอใจความเจริญของเพื่อน

               ๓. ห้ามปรามคนที่นินทาเพื่อน

               ๔. สนับสนุนคนที่สรรเสริญเพื่อน

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                “บุคคลที่เป็นมิตรมีใจดี ๔ จำพวกนี้ คือ

                          (๑) มิตรมีอุปการะ (๒) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

                          (๓) มิตรแนะนำประโยชน์ (๔) มิตรมีความรักใคร่

                บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว

                พึงเข้าไปคบหาโดยความจริงใจ

                เหมือนมารดาคบหาบุตรผู้เกิดแต่อกฉะนั้น

                บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

                ย่อมสว่างโชติช่วงดังดวงไฟ

                เมื่อบุคคลสะสมโภคทรัพย์อยู่ดังตัวผึ้งสร้างรัง

                โภคทรัพย์ของเขาก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น

                ดุจจอมปลวกที่ตัวปลวกก่อขึ้นฉะนั้น

                คฤหัสถ์ในตระกูล ผู้สามารถ

                ครั้นรวบรวมโภคทรัพย์ได้อย่างนี้แล้ว

                พึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน

                คือส่วนหนึ่งใช้สอย ๒ ส่วนใช้ประกอบการงาน

                ส่วนที่ ๔ เก็บไว้ด้วยหมายใจว่าจะใช้ในยามมีอันตราย

                จึงผูกมิตรไว้ได้”

ฉทิสาปฏิจฉาทนกัณฑ์  ว่าด้วยการปิดป้องทิศ ๖

อริยสาวกเป็นผู้ปิดป้องทิศ ๖ เป็นอย่างไร

คหบดีบุตร เธอพึงทราบทิศ ๖ นี้ คือ พึงทราบว่า มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้าพึงทราบว่า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา พึงทราบว่า บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลังพึงทราบว่า มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย พึงทราบว่า ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่างพึงทราบว่า สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน

คหบดีบุตร บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าโดยหน้าที่๕ ประการ คือ

๑. ท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ

๒. จักทำกิจของท่าน

๓. จักดำรงวงศ์ตระกูล

๔. จักประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะเป็นทายาท

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า บุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา

๔. หาภรรยา หรือสามีที่สมควรให้

๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันสมควร

คหบดีบุตร ศิษย์พึงบำรุงอาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา โดยหน้าที่ ๕ประการ คือ

๑. ลุกขึ้นยืนรับ

๒. เข้าไปคอยรับใช้

๓. เชื่อฟัง

๔. ดูแลปรนนิบัติ

๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา ศิษย์บำรุงด้วยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. แนะนำให้เป็นคนดี

๒. ให้เรียนดี

๓. บอกความรู้ในศิลปวิทยาทุกอย่างด้วยดี

๔. ยกย่องให้ปรากฏในมิตรสหาย

๕. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย

คหบดีบุตร สามีพึงบำรุงภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังโดยหน้าที่ ๕ประการ คือ

๑. ให้เกียรติยกย่อง

๒. ไม่ดูหมิ่น

๓. ไม่ประพฤตินอกใจ

๔. มอบความเป็นใหญ่ให้

๕. ให้เครื่องแต่งตัว

ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง สามีบำรุงด้วยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. จัดการงานดี

๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงดี

๓. ไม่ประพฤตินอกใจ

๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้

๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง

คหบดีบุตร กุลบุตรพึงบำรุงมิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายโดยหน้าที่๕ ประการ คือ

๑. การให้

๒. กล่าววาจาเป็นที่รัก

๓. ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์

๔. วางตนสม่ำเสมอ

๕. ไม่พูดจาหลอกลวงกัน

มิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้าย กุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. ป้องกันมิตรผู้ประมาทแล้ว

๒. ป้องกันทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว

๓. เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้

๔. ไม่ละทิ้งในยามอันตราย

๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ตระกูลของมิตร

คหบดีบุตร นายพึงบำรุงทาสกรรมกร ผู้เป็นทิศเบื้องต่ำโดยหน้าที่๕ ประการ คือ

๑. จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง

๒. ให้อาหารและค่าจ้าง

๓. ดูแลรักษายามเจ็บป่วย

๔. ให้อาหารมีรสแปลก

๕. ให้หยุดงานตามโอกาส

ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำ นายบำรุงด้วยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. ตื่นขึ้นทำงานก่อนนาย

๒. เลิกงานเข้านอนทีหลังนาย

๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้

๔. ทำงานให้ดีขึ้น

๕. นำคุณของนายไปสรรเสริญ

คหบดีบุตร กุลบุตรพึงบำรุงสมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน โดยหน้าที่๕ ประการ คือ

๑. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา

๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา

๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา

๔. เปิดประตูต้อนรับ

๕. ถวายปัจจัยเครื่องยังชีพ

สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน กุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยหน้าที่ ๖ ประการ คือ

๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันดีงาม

๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๕. อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

๖. บอกทางสวรรค์ให้

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          “มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า

                อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา

                บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง

                มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย

                ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง

                สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน

                คฤหัสถ์ในตระกูลผู้มีความสามารถ พึงไหว้ทิศเหล่านี้

                บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

                เป็นคนละเอียดและมีไหวพริบ

                มีความประพฤติเจียมตน

                ไม่แข็งกระด้าง เช่นนั้น ย่อมได้ยศ

                คนขยัน ไม่เกียจคร้าน

                ย่อมไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย

                คนมีความประพฤติไม่ขาดตอน๓-

                มีปัญญาเช่นนั้น ย่อมได้ยศ

                คนชอบสงเคราะห์

                ชอบสร้างไมตรี รู้เรื่องที่เขาบอก๔-

                ปราศจากความตระหนี่ เป็นผู้ชอบแนะนำ

                ชี้แจงแสดงเหตุผล เช่นนั้น ย่อมได้ยศ

                          ทาน(การให้) เปยยวัชชะ(วาจาเป็นที่รัก)

                อัตถจริยา(การประพฤติประโยชน์) ในโลกนี้

                และสมานัตตตา(การวางตนสม่ำเสมอ)

                ในธรรมนั้นๆ ตามสมควร

                          สังคหธรรมเหล่านี้แลช่วยอุ้มชูโลก

                เหมือนลิ่มสลักเพลาคุมรถที่แล่นไปไว้ได้ฉะนั้น

                          ถ้าไม่มีสังคหธรรมเหล่านี้

                มารดาหรือบิดาก็ไม่พึงได้การนับถือ

                หรือการบูชาเพราะบุตรเป็นเหตุ

                แต่เพราะบัณฑิตเล็งเห็นความสำคัญของสังคหธรรมเหล่านี้

                ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านี้จึงถึงความเป็นใหญ่และเป็นผู้น่าสรรเสริญ”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สิงคาลกะ คหบดีบุตร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

เรียบเรียงโดย ดร.ศักดิ์ ประสานดี

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสูตร เล่มที่  ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เรื่อง ที่   ๘. สิงคาลกสูตร

ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ ข้อที่  ๒๔๒ – ๒๗๔