[review] รีวิว SEE (2019) TV Series an Apple Original สายตาแห่งอนาคต ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ทุนสร้างตอนละ 15 ล้าน US แนวหลังเหตุการณ์วันสิ้นโลก แอ็กชั่นดรามาไซไฟ จาก Apple Original

ว่าด้วยเรื่องราวในโลกอนาคต ซีรีส์มีการเกริ่นนำเรื่องที่น่าสนใจว่าด้วยหลังจากเหตุการณ์ไวรัสฆ่าชีวิตแพร่ระบาดในศตวรรษที่ 21 ประชากรมนุษย์โลกมีจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 2 ล้านคน มนุษย์ที่รอดชีวิตต้องสูญเสียการมองเห็น หลายศตวรรษต่อมาการมองเห็นเป็นเพียงเรื่องเล่าขาน กระทั่งการเอ่ยถึงถือเป็นเรื่องนอกรีต แต่ในเผ่าหนึ่งแม่คนหนึ่งดันให้กำเนิดเด็กทารกที่มองเห็นได้ถึงสองคน เป็นที่ต้องการของราชินีผู้โหดร้าย ดังนั้น Baba Voss (Jason Momoa) ต้องปกป้องลูกของเขาและเผ่าของเขาจากนักล่าแม่มดที่ราชินีส่งมา

แม้จะเป็นหนังที่พูดถึงอนาคตที่ห่างออกไปมากกว่า 500 ปี แต่หนังก็นำเสนอในมุมที่ว่าเมื่อโลกล่มสลายไปด้วยไวรัสทำลายล้างโลก ที่เหลือรอดชีวิตทั้งหมดก็ตาบอด รวมไปถึงทายาทที่เกิดมาหลังจากนี้ทุกคนก็ล้วนแต่มองไม่เห็น ทำให้วิทยาการองค์ความรู้และทุกอย่างหยุดชะงัก หนังสือจึงหมดความหมาย ทุกอย่างที่เคยศิวิลัยก็ค่อย ๆ เสื่อมสลายพังทลายลง ทุกอย่างที่เคยศิวิไลซ์ ก็เดินเข้าสู่ยุคมืดแห่งความป่าเถื่อน จากที่เคยมีอาวุธทำลายล้างร้ายแรงเหลือเพียงมีด ธนู ขวาน หอกซัดแบบง่าย ๆ เหมือนยุคอารยธรรมแจกเริ่ม การแต่งตัวก็ ง่ายเย็บด้วยหนังสัตว์หรือผ้าแบบง่าย ๆ การสื่อสารยังใช้สัญลักษณ์เช่นใช้ควันไฟ การมัดปมเชือก การส่งข่าวโดยอาศัยสัตว์ การรบกันระหว่างเผ่าเพื่อแย่งชิงแรงงานทรัพยากร การนับถือเทพเจ้าโดยเฉพาะสุริยเทพ เทพแห่งแสงสว่าง เทพแห่งไฟ นับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ คติความเชื่อเรื่องโชคลางการทำนาย ในหนังเรื่องนี้นำเสนอออกมาได้ดี แล้วย้อนกลับไปตั้งคำถามที่สำคัญมากว่า ถ้าหากเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงขีดสุดแล้ว แต่เมื่อวันใดวันหนึ่งมันล่มสลายลงมนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร

เนื่องจากมนุษย์สูญเสียคุณสมบัติด้านการมองเห็นไปแต่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างทดแทน เช่นบางคนมีสัมผัสที่ 6 บางคนมีประสาทการรับรู้ด้วยจมูกดีมาก มากขนาดที่ว่า รับกลิ่นไปได้ไกลถึงหลายกิโลและสามารถแยกแยะกลิ่นที่ได้สัมผัสว่ามีกลิ่นของอะไรบ้าง บางคนมีสัมผัสการได้ยินที่ดีมาก ได้ยินไปด้วยไกลหลายกิโลและแยกแยะเสียงที่ได้ยินว่าเป็นเสียงของอะไร บางคนมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด สัญชาตญาณของนักฆ่า ซึ่งผมมองว่า ไอเดียที่ทำให้มนุษย์ตาบอดนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะสามารถเล่นอะไรได้หลายอย่าง แต่ละอย่างที่นำเสนอออกมาผมถือว่าดี

เรื่องหลักก็คือครอบครัวหนึ่งหนีการตามล่าของทีมล่าแม่มดของพระราชินี และเมื่อเด็กที่สายตาเป็นปกติดีโตขึ้น พวกเขาแม้จะถูกสั่งให้ปิดเป็นความลับแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้ ในขณะที่เดินทางหลบหนีพวกเขาได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่คน ในยุคนั้นไม่ได้เห็น เขาได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ในขณะเดียวกันคนที่มองไม่เห็นก็เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกันด้วยเช่นกัน และเพื่อไปค้นหาความหมายที่สำคัญบางสิ่งบางอย่าง เด็กสองคนจึงมีความคิดนอกคอกความคิดกบฏและความคิดที่ต้องการจะหาความเป็นตัวตนกับสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตนเอง จนทำให้เด็ก 2 คนต้องขัดแย้งกับพ่อแม่ที่มองไม่เห็น ถือเป็นความขัดแย้งใหญ่ที่สำคัญของเรื่อง

หนังได้แสดงให้เห็นว่าแม้ คนที่มีประสาทตาดีมองเห็นได้ทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่เขามีนั้น กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถสู้สัญชาตญาณของการมองไม่เห็นได้ เพราะ เมื่อไหร่ที่ไม่มีแสงคนที่ตาดีก็แทบจะไม่มีความหมายและคุณค่าอะไรเลย หนังแสดงในปรัชญาที่สูงมากว่า "แม้จะมองเห็นแต่ก็มืดบอด"ได้

อีกปรัชญาหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในโลกที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ล่มสลายไปแล้ว อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเครื่องจักรยังหลงเหลืออยู่ เครื่องจักรตัวนั้นก็จะกลายเป็นตัวแทนของเทพเจ้าไป เทพเจ้านี้สามารถทำเรื่องนี้ให้มันก็ได้ ในขณะเดียวกันก็สร้างความหายนะให้มนุษย์ได้ด้วย

หนังทำให้เห็นคุณงามความดีของหนังสือ แต่หนังสือก็ยังมีมุมที่เลวร้ายทำลายล้างด้วยเช่นกัน ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ก็น้อยลงเท่านั้น

หนังมีการลงทุนสูง อุปกรณ์ประกอบฉากถือว่าดียิ่งใหญ่อลังการ คอมพิวเตอร์กราฟิกเนียนมาก และจุดดีสุด ๆ ก็คือการเลือกโลเคชั่นในการถ่ายทำแต่ละสถานที่สวยงดงามมาก มันพอ ๆ กับโลเคชั่น The Rord of The Rings

บท Action สวยงาม เวลาที่ Baba Voss (Jason Momoa) ร่ายรำเพลงดาบและวิธีการต่อสู้นั้นงดงามมาก ด้วยลักษณะของเขา ส่งผลเติมให้ตัวละครนี้ดีมาก เหสะมาก วิธีการฆ่ากันมีความโหดร้ายรุนแรง เลือดสาด ระดับ 18+

สำหรับใครที่ชื่นชอบ Jason Momoa จากบทกษัตริย์แห่งท้องทะเล เป็นทุนอยู่แล้ว บอกเลยว่าคุณจะกรี๊ดเขาในเรื่องนี้มากกว่าอีก

ถึงอย่างไรก็ตาม Series มีอยู่ด้วยกัน 8 ตอนตอนละประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง ทำให้มีการดำเนินเรื่องที่มีจุดน่าเบื่ออยู่หลายจุด บางจุดค่อนข้างช้าและอืดอาด ถ้าไม่มีสาย Action ที่นาน ๆ จะมีสักทีนึงมาช่วยรับรองว่าดูไปหลับไปได้เลย

See ได้คะแนนความชื่นชอบจากนักวิจารณ์ใน Lotten Tometoes ไปได้ไม่ดีนักเพียงแค่ 44 % แต่พอมามองฝั่งคนดูกับให้ความชื่นชอบเป็นอย่างมากให้คะแนนไปถึง 84 % สิ่งนี้บ่งบอกเราได้ว่า หากเราเป็นคนดูทั่วไป ที่ดูแล้วไม่ต้องคิดไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากมาย ปล่อยตัวปล่อยใจ เอาความสนุกความเพลิดเพลิน ที่ผู้กำกับกับคนเขียนบทต้องการเล่าเรื่องก็เพียงพอแล้ว

และตอนนี้ก็รอชม Season 2 แทบไม่ไหว

8/10

@วาทิน ศานติ์ สันติ

#MovieStationReview #สถานีหนัง

#TVSeries #แนวหลังวันสิ้นโลก #See2019 #AnAppleOriginal