บทที่ 3.

หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาตามกฎหมายประเทศไทยและต่างประเทศ

จากแนวคิดและทฤษฎีตามที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 2 ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าสิทธิของผู้ต้องหาตั้งแต่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้นถือได้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกประเทศพึงมีเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาคดีอาญาให้ได้รับความเป็นธรรมและเป็นไปเพื่อนำตัวบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือผู้ต้องหามาไว้ในอำนาจรัฐและควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี รวมทั้งให้รัฐลงโทษหากผู้ต้องหานั้นกระทำผิดจริง การบังคับใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงควรใช้เท่าที่จำเป็นและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดจริง ดังนั้น จึงควรนำปัญหาการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญามาพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบหลักกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาของประเทศไทยกับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษและประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่น ดังต่อไปนี้  คือ

หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาของประเทศไทย

แนวคิดในการกำหนดนโยบายการดำเนินการและความสำคัญในการออกกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิมนุษยชน ความจำเป็นในการส่งเสริมและเคารพสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมอันเป็นมาตรการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย รัฐจะต้องดำเนินนโยบายการดูแลการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

จากการศึกษารายงานฉบับนี้ ผู้จัดทำขอนำเสนอดังนี้

3.1สิทธิตรวจสอบการจับกุมผู้ต้องหา

การจับ ถือว่าเป็นอำนาจสำคัญในการนำตัวผู้กระทำความ ผิดมาลงโทษแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นเรื่องที่สำคัญมากของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา วัตถุประสงค์ของการจับที่สำคัญ 4 ประการ (1) เพื่อนำตัวผู้ที่มีหลักฐานว่าน่าจะเป็นผู้กระทำผิดมาควบคุมหรือส่งฟ้องต่อศาล (2) เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิด (3) เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นไปข่มขู่พยานหรือยักย้ายหลักฐานและ(4) เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาตามที่กฎหมายกำหนด

 “การจับ” ตามความหมายของกฎหมาย หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย เอาอีกบุคคลหนึ่งควบคุมไว้ กักไว้ หรือขังไว้ เพื่อเอาคำให้การของเขา หรือเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาญาเพิ่มเติม องค์ประกอบสำคัญของการจับ ต้องประกอบด้วย เจตนาที่จะจับโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ และประกอบด้วยการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลไว้โดยประการที่กฎหมายบัญญัติ

นับแต่วันที่ 11 ต.ค.2545 การจับบุคคลต้องมีหมายศาลตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ.2545 โดยทางปฏิบัติจะมีการควบคุมผู้ต้องหาไว้ก่อน จึงไปขอหมายจับจากศาล จึงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

 บนสมมติฐานที่ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง (Presumption of innocence) การที่รัฐจะใช้อำนาจจับ และควบคุมตัวผู้ต้องหา อันเป็นการให้เสื่อมสิทธิและเสรีภาพนั้น จะต้องเป็นกรณีจำเป็นและการจับนั้นโดยหลักจะต้องมีหมายจับเสมอ การจับโดยไม่มีหมายจับจะต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ ไม่สามารถจะไปขอหมายได้ทันเท่านั้น และเมื่อผู้ต้องหาถูกจับมาแล้วก็จะสามารถควบคุมตัวได้ เฉพาะเท่าที่จำเป็นในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำผู้ต้องหาไป พบหน่วยงานที่เป็นกลาง คือศาล โดยเร็วที่สุด เพื่อที่ศาลจะได้พิจารณาถึงความชอบธรรมของการจับและการควบคุมที่ผ่านมานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุประการหนึ่งมาจากการที่ประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญากำหนดเหตุการณ์จับโดยไม่ต้องมีหมายไว้อย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นใน กรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้จับได้โดยไม่ต้องมีหมาย เพราะถือว่าเป็นผู้ มีอำนาจออกหมายได้เองอยู่แล้ว หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศไทย สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยง่าย และนิยมใช้วิธีจับผู้ต้องหามาควบคุมไว้โดยไม่จำเป็นเพื่อ ความสะดวกในการสอบสวน ซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและก่อให้เกิดความ เดือดร้อนเป็นอย่างมากนอกจากจะจับผู้ต้องหาได้โดยง่ายแล้ว พนักงานสอบสวนยังมีอำนาจที่จะควบคุมตัวผู้ ต้องหาไว้ได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องรายงานให้หน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมทราบหรือ ตรวจสอบ แม้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 จะกำหนดเป็นหลักไว้ว่าห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับเกิน 48 ชั่วโมงก็ตาม ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้สร้างมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ไว้โดยการ- วางข้อจำกัดสำหรับเหตุในการจับโดยไม่มีหมายไว้ให้เหลือเพียงกรณีเร่งด่วนที่มี ความจำเป็นเท่านั้นที่จะต้องจับโดยไม่ต้องมีหมาย

  เนื่องจากการอำนาจในการจับกุมเป็นอำนาจที่เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายตำรวจใช้บ่อยและเป็นปัญหามากที่สุด รวมทั้งข้อโต้แย้งในแง่ของการจับกุมหรือไม่จับกุม มีหมายจับหรือเข้าข้อยกเว้นให้มีอำนาจจับกุมได้โดยไม่มีหมายจับ โดยการจับกุมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การจับกุมโดยมีหมายจับ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66

        เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี  ในกรณีที่ความผิดอาญานั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี  ยังไม่เป็นเหตุออกหมายจับผู้กระทำความผิดได้ทันที  แต่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจต้องดำเนินการออกหมายเรียกเสียก่อน หากไม่มาตามหมายเรียกโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร จึงจะสามารถนำบทบัญญัติตาม มาตรา 66 วรรคสอง มาใช้โดยให้สันนิษฐานว่า บุคคลนั้นจะหลบหนี หรือด้วยเหตุว่ามีหลักฐานว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และมีเหตุอันควรหรือเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ซึ่งมีผลให้ออกหมายจับตามที่บัญญัติในมาตรา 66 (1) หรือ (2)4

เหตุออกหมายจับตามมาตรา 66 (2) โดยหลักก็น่าจะหมายถึง กรณีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีลงมา ซึ่งจะออกหมายจับได้ต้องเป็นกรณี “หลบหนี” หรือจะไป “ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน” หรือ “ก่อเหตุอันตรายประการอื่น” แต่มีข้อสังเกตว่ามาตรา 66 วรรคสอง ให้สันนิษฐานว่า “ผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” หรือ “ไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้อันสมควร” เป็นบุคคลที่ “จะหลบหนี” อันเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) นั้น ความผิดจะมีอัตรา โทษจำคุกเท่าใดก็ได้ เพราะข้อสำคัญไม่ได้อยู่ตรงอัตราโทษ แต่อยู่ตรงที่ว่าจะ “หลบหนี” หรือ “ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน” หรือ “ก่อเหตุอันตรายประการอื่น” หรือไม่ กรณีตามมาตรา 66(2) อัตราโทษจำคุกจะเท่าใดก็ได้ กล่าวคือ ตั้งแต่ประหารชีวิตลงมาโดย “เหตุออกหมายจับ” ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อาญามาตรา 66 ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า “หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ”  หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน ศาลอาจไม่ออกหมายจับแม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม ซึ่งพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจจะต้อง “นัดหมาย” หรือออก “หมายเรียก” บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือตามหมายเรียก พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจจึงจะมีอำนาจร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองหรือไม่

2.การจับโดยไม่มีหมายจับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78

            เหตุที่การจับกุมไม่จำต้องมีหมายจับตามมาตรา 78 นั้น ถือเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจ “พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ” จับบุคคลโดยไม่มีหมายจับได้เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอให้มีการออกหมายจับได้ โดยข้อยกเว้นตามมาตรา 78 นั้น อธิบายได้ดังนี้

            2.1.ข้อยกเว้นตามมาตรา 78 (1) เมื่อบุคคลผู้ถูกจับได้กระทำ “ความผิดซึ่งหน้า” ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อาญามาตรา 80 ได้แยกความผิดซึ่งหน้าออกเป็น 2 ประเภท คือ “ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง” กับ “ให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า”

            (ก) “ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง” ได้แก่ ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำความผิดหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ และการจับโดยไม่มีหมายจับเพราะการกระทำความผิดซึ่งหน้านั้น จะต้องทำการจับโดยทันทีต่อเนื่องจากการกระทำความผิดซึ่งหน้า และการจับกุมนั้นจะต้องยังไม่ขาดตอนและเป็นความผิดต่อเนื่อง ซึ่งลักษณะความผิด “ซึ่งเห็นกำลังกระทำ” และอาจจะเป็น “ความผิดต่อเนื่อง” ก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2539)

(ข) “ให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า” ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 80 วรรคสอง

ได้แก่ กรณีที่ผู้จับมิได้ “เห็น” หรือ “พบ” ซึ่งหน้า แต่เป็นกรณีที่เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ มีบุคคลถูกไล่จับดั่งผู้กระทำความผิดโดยมีเสียงร้องเอะอะ หรือเมื่อพบบุคคลแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น และมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธ หรือ วัตถุประสงค์อย่างอื่นสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีร่องรอยหรือพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น5

            2.2 ข้อยกเว้นตามมาตรา 78 (2) บัญญัติว่า “เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานสืบสวนฝ่ายตำรวจสามารถจับผู้ที่ “ตระเตรียม” กระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ แม้ว่าการตระเตรียมจะไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีเกิดการกระทำความผิด แต่เพื่อเป็นการจำกัดการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสืบสวนฝ่ายตำรวจ กฎหมายจึงได้ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า ผู้ที่จะถูกจับนั้นต้องมี เครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำผิด

2.3 ข้อยกเว้นตามมาตรา 78 (3) บัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุที่จะออก

หมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้” โดยมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นด้วยเหตุนี้ จึงจะจับกุมโดยไม่มีหมายจับได้ และมีความ จำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลหมายจับบุคคลนั้นได้ ซึ่งหากไม่ครบ องค์ประกอบทั้ง 3 ประการ  เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขอให้ศาลออกหมายจับ  หากมีเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(1) หรือ (2) หากยังไม่มีเหตุออกหมายจับ ควรนัดหมายหรือออกหมายเรียก หากไม่มาตามนัดหรือตามหมายเรียกก็ให้สันนิษฐานไว้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี ซึ่งเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) ได้

      2.4 ข้อยกเว้นตามมาตรา 78 (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างที่ถูกปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา 117 ที่ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่พบการกระทำดังกล่าวมีอำนาจจับผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นได้

 3.การจับกุมโดยไม่มีหมายจับ ตามกรณี ป.วิ.อ.มาตรา 65

 ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานหรือตำรวจที่จะจับบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายในกรณีที่ได้ถูกจับตามหมายจับแล้วได้หลบหนีหรือมีผู้ช่วยให้หนี ผู้มีอำนาจในการจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 65 โดยไม่มีหมายจับ ก็คือ เจ้าพนักงานผู้ที่ได้เคยจับบุคคลนั้นตามหมายมาก่อนนั่นเอง แต่หากผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมอยู่วิ่งหนีไปซึ่งหน้า ก็สามารถจับได้โดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นการกระทำความผิดฐานหลบหนีจากที่คุมขังตาม ป.อ. 190 อันเป็น “ความผิดซึ่งหน้า” โดยหมายจับเดิมไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจาก ป.วิ.อ.มาตรา 68 บัญญัติว่า “หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้”  ดังนั้น ป.วิ.อ.มาตรา 65 จึงต้องให้อำนาจผู้จับตามหมายจับเดิมทำการจับได้โดยไม่ต้องมีการออกหมายจับใหม่อีก

4. การจับโดยไม่มีหมายจับในกรณีตามมาตรา 134 วรรค 5

     พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับได้ หากเป็นกรณีผู้ต้องหาที่ถูกเรียกมาโดยหมายเรียกและได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ผู้ต้องหายังไม่ได้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเห็นว่ามีเหตุออกหมายขังผู้ต้องหาได้หากเกิดกรณีผู้ต้องหาไม่ยอมไปศาลเมื่อพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจสั่งให้ผู้ต้องหานั้นไปศาลเพื่อให้ศาลออกหมายขัง โดยนำ ป.วิ.อ มาตรา 87 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่โดยไม่ต้องมีการจับผู้ต้องหาและศาลอาจดำเนินการตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจยังไม่มีอำนาจควบคุม เพราะอำนาจจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจับผู้ต้องหาแล้วเท่านั้นโดยมาตรา 134 วรรค 5  บัญญัติให้ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ

ขั้นตอนการออกหมายจับโดยพนักงานสอบสวนมีคำร้องขอฝ่ายเดียวให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยศาลจะเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบการจับของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายการจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ36

36รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28

3.2 สิทธิของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 บัญญัติว่า “พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง          แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ” นั่นคือ ระบบการสอบสวนคดีอาญาในประเทศไทยให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนเป็นอิสระและเด็ดขาด37 ทั้ง ป.วิ อ. มาตรา 120  ก็บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน  ซึ่งผลของการแบ่งแยกอำนาจการสอบสวนและการฟ้องร้องดำเนินคดีออกจากกันโดดเด็ดขาด ทำให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ปราศจากการตรวจสอบจากองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นทนายความ พนักงานอัยการหรือแม้แต่ศาล ต่างก็ไม่มีส่วนรับรู้หรือสามารถตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐานและการปฏิบัติต่อผู้ ต้องหาในชั้นสอบสวนได้ ทั้งในทางปฏิบัติพนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการสั่งฟ้องคดี38และดำเนินการว่าความในศาลตามฐานะทนายความของแผ่นดินก็ไม่มีโอกาสรู้เห็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจในการสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานเพราะกฎหมายไม่ให้อำนาจ คงมีหน้าที่เพียงพิจารณาข้อเท็จจริงไปตามสำนวน การสอบสวนที่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจจัดทำขึ้นเท่านั้น ระบบกฎหมายดังกล่าวทำให้พนักงานอัยการไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจรวบรวมไว้นั้นได้ ในประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรม เป็นผลในการสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการและส่งผลเสียต่อคดีของรัฐใน ชั้นพิจารณาของศาลได้ แม้ศาลจะเป็นผู้ตรวจสอบทั้งอำนาจการจับกุมของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจและเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี แต่สิทธิของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนก็อาจยังไม่ได้รับความคุ้มครองเท่าที่ควร39

37ณรงค์ ใจหาญ หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 1 พิมพ์ครั้งที่ 10กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2552 น.43

38คณิต ณ นคร หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   พิมพ์ครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2549 น.272-273

39ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ

พ.ศ.2547 ข้อ 41-42

สำหรับประเทศไทยนั้นจากการศึกษาจะเห็นว่า มีกฎหมายรองรับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาอยู่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ยังมีช่องว่างจากการที่ระบบกฎหมายของประเทศไทย ขณะเดียวกันหากพิจารณาสิทธิของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน จะพบว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 131 บัญญัติว่า “ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา”

แต่ในความเป็นจริงพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมากกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

ภารกิจของรัฐควรสร้างความเสมอภาคให้กับผู้ต้องหาและจำเลยด้วยการยกระดับให้อยู่ในสถานะที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหายในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ซึ่งจะทำให้กระบวนการค้นหาความจริงในระบบกล่าวหามีประสิทธิภาพ การยึดมั่นในหลักความยุติธรรมและการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยเป็นสิ่งควรกระทำอย่างยิ่ง  บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเดิมไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้พนักงานตำรวจฝ่ายตำรวจมีหน้าที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา   บางกรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจละเลยการรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหา แม้ว่าผู้ต้องหาจะได้กล่าวอ้างพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนก็ตาม แต่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจมักไม่เรียกพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นมาประกอบการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจอาจตั้งประเด็นเพื่อตัดพยานทั้งหมดด้วยการบันทึกในการสอบสวนปากคำผู้ต้องหาและอ้างว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนแต่ประสงค์จะเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น เมื่อถึงชั้นพิจารณาของศาล จึงปรากฏในชั้นเบิกความว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจคนเดียวกันกลับยอมรับว่า ในชั้นสอบปากคำ ผู้ต้องหาได้ระบุพยานบุคคลที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไว้ แต่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจบางคนอาจจะแนะนำให้ผู้ต้องหานำพยานทั้งหมดที่มี และเสนอข้อเท็จจริงในชั้นศาลด้วยตนเอง โดยแนะนำให้ผู้ต้องหาไม่ต้องให้การในชั้นสอบสวน ทำให้ผู้ต้องหาจะต้องสูญเสียสิทธิและเสรีภาพเป็นอย่างมากในระหว่างกระบวนการพิจารณา

3.3 สิทธิในการมีทนายความของผู้ต้องหา

      ทนายความถือเป็นอาชีพสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้เองโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจที่ไม่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเองได้ จำต้องรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการซึ่งทำหน้าที่ของทนายแผ่นดินตามกฎหมายเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีและว่าความในศาล ทนายความเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คือ เข้ามาว่าความแก้ต่างให้แก่คู่ความไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ทนายความเป็นผู้ประกอบอาชีพกฎหมายโดยอิสระ ทนายความจะให้คำปรึกษาหรือดำเนินคดีแทน โดยคิดค่าบริการจากลูกความ ทนายความจึงเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นผู้รู้กฎหมาย และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคู่ความในการดำเนินคดีในศาล การกระทำของทนายในศาลมีผลเท่ากับคู่ความทำเอง   โดยส่วนใหญ่แล้วทนายความจะปฏิบัติงานทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย โดยหน้าที่หลักของทนายความที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหา คือ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เข้าร่วมการสอบปากคำ  ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหา รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี และว่าความแก้ต่างให้แก่ผู้ต้องหา

ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการจัดหาทนายความได้ถ้าในคดีที่ผู้ต้องหามีอัตราโทษประหารชีวิตและไม่มีทนายความหรือคดีที่ผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปี  ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและไม่มีทนายความหรือคดีที่ผู้ต้องหามีอัตราโทษจำคุก  ไม่มีทนายความและต้องการให้รัฐจัดหาทนายความให้

กระบวนการส่งเสริมสิทธิแก่ผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาเมื่อผู้ต้องหาถูกจับกุมในขั้นตอนแรกพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาจากรายชื่อทนายความที่มี อยู่ในเขตท้องที่นั้น  ขั้นตอนต่อมาทนายความปฏิบัติหน้าที่และยื่นคำขอรับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายและขั้นตอนสุดท้ายผู้แทนกระทรวงยุติธรรมพิจารณาเบิกจ่ายรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1  บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้  ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้

จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่เป็น “สิทธิเด็ดขาด” ที่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจต้องถือปฏิบัติ ทั้งในความเป็นจริงจากผลการวิจัยพบว่า “การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบปากคำ แต่ในทางปฏิบัติ การสอบปากคำผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนนั้นมีการใช้ “ช่องว่าง”ของกฎหมายจนอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหา ซึ่งถือว่ากระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาที่ไม่เข้าใจและไม่ทราบสิทธิในการมีทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวน ทำให้การสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมายและขาดความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมส่งผลกระทบถึงอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีของพนักงานอัยการและขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากการดำเนินคดีในชั้นสอบสวนนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง40และมีผลสืบเนื่องถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล ถ้าการสอบสวนไม่เป็นธรรมก็จะทำให้ผู้ต้องหาตกเป็น ฝ่ายที่เสียเปรียบในชั้นพิจารณาด้วย ในหลายประเทศจึงกำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายในระหว่างการสอบสวนรวมทั้งให้ทนายสามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องหาในทุกขั้นตอนของการสอบสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการให้การของผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นขั้นตอนที่อาจมีการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมบีบบังคับให้ผู้ต้องหาต้องให้การไปในทางที่ขัดกับความ ประสงค์ของผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวนเองก็อาจจะหลีกเลี่ยงวิธีการแสวงหาหลักฐานเพื่อ พิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาโดยเลือกใช้วิธีที่ง่ายและสะดวกกว่าโดยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต คดีที่มีอัตราโทษจำคุกหรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อ หา ก่อนเริ่มถามคำให้การพนักงานสอบสวนจะต้องถามผู้ต้องหาก่อนว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่ มีรัฐจะจัดหาให้ ถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต คดีที่มีอัตราโทษจำคุกหรือคดีที่จำเลยมีอายุ ไม่เกิน 18 ปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาศาลจะต้องถามผู้ต้องหาก่อนว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีรัฐจะจัดหาให้

40ทัศนีย์ อังสนานนท์ (2536)  การสอบสวนซ้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำ นวยความยุติธรรมทางอาญาของประเทศ

ไทยมีหลายฉบับ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงขอยกเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อสารนิพนธ์ในครั้งนี้  ดังนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ (อังกฤษ: procedural law) ของประเทศไทย เป็นหนึ่งในบรรดาประมวลกฎหมายของประเทศไทย โดยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ขั้นตอน ในการอำนวยความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำ เนินคดีอาญา ไว้ทุกขั้นตอนโดยเฉพาะสิทธิผู้ต้องชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในการดำ เนินคดีอาญา ดังนี้

การรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาชั้นก่อนพิจาณาคดีตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ชั้นสอบสวนถือเป็นชั้นก่อนพิจารณาคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนจะทำ การสอบปากคำ พยาน สอบถามคำ ให้การผู้ต้องหา และแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อส่งมอบสำนวนการสอบสวนต่อให้พนักงานอัยการดำ เนินการฟ้องร้องคดี ซึ่งในขั้นตอนการสอบสวนนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้วางหลักคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาไว้ดังนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1

 เป็นหลักทั่วไปในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา กล่าวคือ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขัง มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติของผู้ต้องหา หรือบุคคลอื่นใดที่ผู้ต้องหาไว้ใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวในโอกาสแรก และผู้ถูกจับและผู้ต้องหายังมีสิทธิ  (1) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะ (2) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ของตนได้ในชั้นสอบสวน  (3) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติตามสมควร และ(4) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเจ็บปวด โดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิใน (1) – (4)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78

กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับบุคคลใดได้ต่อเมื่อมีหมายจับหรือเมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น ในกรณีที่เจ้าพนักงานจะจับโดยไม่มีหมายจับหรือคำ สั่งศาลต้องถือเป็นข้อยกเว้นจริงๆ เนื่องจากไม่ว่าการจับหรือการค้น ล้วนแล้วแต่กระทบกระเทือนถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลทั้งสิ้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83

กำหนดให้ ในการจับบุคคลใดเจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำ การจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำ การของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้ถูกจับ เว้นแต่สามารถพาไปที่ทำ การของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้นก็ให้นำ ไปที่ทำ การของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไปในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้ถูกจับต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ถูกจับทราบ และหากมีหมายจับให้แสดงแก่ผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบ และปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำ เนินการได้โดยสะดวก และไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำ ให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้จับดำ เนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84

เป็นการกำหนดซ้ำ เพื่อย้ำ ให้เจ้าพนักงานต้องแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับอีกครั้ง เพื่อให้ผู้ถูกจับทราบสิทธิของตนและสามารถใช้สิทธิที่มีได้อย่างถูกต้อง กล่าวคือ เมื่อเจ้าพนักงานจับผู้ถูกจับไปยังที่ทำ การของพนักงานสอบแล้วพนักงานมีหน้าที่แจ้งข้อหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับเจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องแจ้งและอ่านหมายจับให้ผู้ถูกจับทราบ และมอบบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้นและเมื่อได้ดำ เนินการแจ้งตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานตำรวจ แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามมาตรา 7/1 และจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อญาติหรือผู้ที่ผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุม และสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87

วางหลักห้ามมิให้ควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้เกินกว่าความจำ เป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี... ในกรณีความผิดลหุโทษ ต้องนำ ตัวผู้ถูกจับไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อผลัดฟ้องฝากขัง ให้ผู้ถูกจับอยู่ในอำนาจศาล ไม่ใช่อยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1

 กำหนดให้ในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หรือ ในคดีทีผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อนเริ่มถามคำ ให้การ พนักงานสอบสวนต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีพนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้ สำ หรับคดีที่มีอัตราโทษจำ คุก ก่อนเริ่มถามคำ ให้การ พนักงานสอบสวนต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้พนักงานสอบสวนจัดหาทนายความให้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/3

เป็นการประกันสิทธิของผู้ต้องหาในการมีทนายความอยู่ด้วยในระหว่างการสอบสวน (Right to Counsel หรือ Right to Access to a Lawyer) รวมถึงสิทธิการมีบุคคลที่ตนไว้วางใจอยู่ร่วมในการสอบสวนได้ ทังนี้เพื่อป้องกันมิให้พนักงานสอบสวนกระทำ การอันมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งคำ ให้การของผู้ต้องหานั้นเอง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4

เป็นการบัญญัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องแจ้งสิทธิให้แก่ผู้ต้องหาทราบ เพื่อที่ผู้ต้องหาจะได้ทราบว่าตนมีสิทธิใดบ้าง เพื่อทำ ให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างถูกต้องและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวนได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ เจ้าพนักงานสอบสวนต้องแจ้งแก่ผู้ต้องหาก่อนถามคำ ให้การดังนี้

(1) ผู้ต้องหามีสิทธิจะให้การหรือไม่ก็ได้ (Right to Remain Silent) และถ้อยคำ ที่ผู้ต้องหาพูดอาจใช้เป็นพยานปรักปรำ ผู้ต้องหาได้ในชั้นพิจารณาคดี

(2) ผู้ต้องหามีสิทธิจะมีทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจอยู่รวมด้วยตลอดเวลาที่ทำ การสอบสวน (Right to Counsel หรือ Right to Access to a Lawyer) ซึ่งการแจ้งสิทธิดังกล่าวนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาก่อนสอบปากคำ ทุกครั้ง หากพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิย่อมมีผลให้ถ้อยคำ ใดๆ ที่ผู้ต้องหาได้ให้ไว้แก่พนักงานสอบสวน ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้  ซึ่งการแจ้งสิทธิดังกล่าวนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาก่อนสอบปากคำ ทุกครั้ง หากพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิย่อมมีผลให้ถ้อยคำ ใดๆ ที่ผู้ต้องหาได้ให้ไว้แก่พนักงานสอบสวน ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้

 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (5)

กำหนดวัตถุประสงค์ของสภาทนายความในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ประชาชนไว้ว่า สภาทนายความมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 81 (1)  และตามมาตรา 78 ได้กำหนดให้ ประชาชนผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายต้องเป็นผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการต่อสู้คดี คือ มิได้มีแต่คนรวยเท่านั้นที่สามารถต่อสู้คดีได้ หากแต่คนยากจนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมก็มีสิทธิ และความชอบธรรมในการต่อสู้คดีเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักอาวุธที่เท่าเทียม (Equality of Arms)

หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law)

  ระบบ Common Law หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี หรือระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งให้ความสำคัญกับจารีตประเพณี ทั้งมีแนวคิดว่าคำพิพากษาของศาลเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย เมื่อตัดสินชี้ขาดแล้วก็กลายเป็นหลักการ เมื่อมีคดีความที่มีลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นก็ต้องใช้หลักของคดีแรกเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินชี้ขาดและเป็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบกฎหมายและระบบการค้นหาความจริงในคดีอาญา โดยการค้นหาความจริงในคดีอาญาเป็นการต่อสู้ระหว่างคู่ความ ศาลมีหน้าที่ควบคุมกฎเกณฑ์มิให้คู่ความเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันไม่ต่างจากคดีแพ่ง โดยจะไม่เข้าไปแทรกแซงการสืบพยานหรือการค้นหาความจริง และปรับบทกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติแล้วจากคณะลูกขุน  ในที่นี้จะนำเสนอหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาประเทศอเมริกา และประเทศอังกฤษ  เนื่องจากเป็นประเทศที่น่าสนใจศึกษา  ดังต่อไปนี้

1.1 สิทธิตรวจสอบการจับกุมผู้ต้องหา

โดยพื้นฐานแล้วบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเองการจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว เป็นการนำตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐด้วยการถูกจับกุมจึงต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าที่จำเป็น เพราะกระทบต่อชื่อเสียง หน้าที่การงานหรือแม้แต่การดำรงชีพของผู้ถูกจับกุม จึงควรปฏิบัติตามกฎหมายที่รับรองตามรัฐธรรมนูญและวิธีปฏิบัติของแต่ละประเทศ  ดังจะนำเสนอต่อไปนี้

    ประเทศสหรัฐอเมริกา

องค์กรตำรวจของสหรัฐอเมริกาที่บังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลกลางภายใต้การกำกับของกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ  หลักประกันที่สำคัญที่สุดในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา คือกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (Amendments) มาตรา 1-10 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า Bill of Rights การที่รัฐธรรมนูญสหรัฐซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของ สหพันธรัฐ (Federal Constitution) สามารถเข้าไปมีบทบาทในการให้หลักประกันแก่ ผู้ต้องหาในคดีอาญาแต่ละขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมของทุกๆ มลรัฐนั้นก็เนื่องจาก ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา (U.S. Supreme Court)  เป็นองค์กรที่มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ  ในลักษณะขยายความให้เข้าไปคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันสามารถกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ตำรวจและอัยการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ศาลสูงสุดได้วางไว้ในเรื่อง การจับและการควบคุมตัวทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทั้งในระดับสหพันธรัฐและมลรัฐ41

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาในบทแก้ไขเพิ่มเติม ที่ 4 ค.ศ. 1791 (The Fourth Amendment) ได้วางหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาไว้อย่างชัดเจน  สิทธิของประชาชนที่จะมีความมั่นคงปลอดภัยในร่างกาย  เคหสถาน เอกสาร และสิ่งของจากการจับและยึดโดยไม่มีเหตุอันควร  จะต้องมีการสาบานหรือปฏิญาณตน และหมายจะต้องระบุให้แน่ชัดถึงสถานที่จะถูกค้น บุคคลที่จะถูกขังและสิ่งของที่จะถูก

41กิตติพงษ์ กิตยารักษ์   กระบวนการยุติธรรมบนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. 2543 น.129-130

ค้น บทบัญญัติดังกล่าวระบุเงื่อนไขในการจับ ไว้ว่าจะกระทำมิได้เว้นแต่มีเหตุอันสมควร (Probable cause) แต่ก็ไม่ได้กำหนดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการออกหมาย

 ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงแรก ตำรวจออกหมายเองและต่อมาเปลี่ยนแปลงให้อัยการออกหมาย ในที่สุดศาลฎีกาได้ตัดสินไว้ในคดีหนึ่งว่าหมายที่อัยการออกนั้น ไม่ชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้การจับ การค้น ไม่มีผล ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้มีอำนาจออกหมายนั้นต้องเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ศาลฎีกาเห็นว่า อัยการนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจได้ดีเท่ากับศาล ฉะนั้นอำนาจในการออกหมาย จึงควรเป็นองค์กรที่เป็นกลาง คือศาลเท่านั้น ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา หมายจับ หมายค้นจึงต้องออกโดยศาล เท่านั้น42

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญในบทแก้ไขเพิ่มเติมที่ 4 ของสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “เหตุอันสมควร” (Probable cause)  แต่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาได้เคยตัดสินวางบรรทัดฐานไว้ในคดี Carroll V.United States,267 U.S. 132,162 (1935) ว่า จะถือว่ามี Probable causeได้ต่อเมื่อข้อเท็จจริงและ กรณีแวดล้อมที่เจ้าพนักงานทราบและซึ่งได้มาจากข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างมีเหตุผลนั้น มีความเพียง พอที่จะทำให้วิญญูชนเชื่อว่าความผิดได้กระทำลงหรือกำลังกระทำอยู่ และผู้ถูกจับกุมได้กระทำหรือ กำลังกระทำความผิดนั้น (ในกรณีจับ) และความผิดได้กระทำลงหรือกำลังกระทำความผิดนั้น และ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นอาจถูกค้นพบได้จากสถานที่หรือตัวบุคคลที่จะถูกค้น

ส่วนมาตรฐานการพิสูจน์ในการขอออกหมายจับในประเทศสหรัฐอเมริกา การพิจารณา Probable cause เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความน่าจะเป็นหรือความน่าจะเป็นเช่นนั้นมากกว่าไม่เป็น (Probability) และในการขอให้ศาลออกหมายจับ เจ้าพนักงานต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามี Probable cause อันประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้ คือ

(1) ต้องมีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานรู้และทำให้เจ้าพนักงานเชื่อโดยสุจริตเพียงพอว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และบุคคลที่ถูกออกหมายจับเป็นผู้กระทำ

(2) ต้องมีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่วิญญูชนทั่วๆ ไป พอที่จะเห็นได้ว่าเป็นไป

42เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ในรายงานการสัมมนาเรื่อง “การปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน” 25 สิงหาคม 2533 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย น.30-31

ได้ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและบุคคลที่จะถูกออกหมายจับเป็นผู้กระทำความผิดเพราะฉะนั้นการพิสูจน์ Probable cause จะต้องพิสูจน์ทั้งสองประการ โดยพิสูจน์ว่า เจ้าพนักงานเชื่อและคนทั่วไปก็เชื่อเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานว่ามีการกระทำความผิด

เกิดขึ้นและบุคคลที่ จะถูกออกหมายจับเป็นผู้กระทำ หากเจ้าพนักงานเชื่อโดยสุจริตแต่คนอื่นไม่เชื่อก็ตามก็ถือว่ายังไม่มี Probable cause แต่การพิสูจน์ Probable cause ในการจับจะต้องพิสูจน์โดยพยานหลักฐานและพยานหลักฐานที่จะนำมาสนับสนุน Probable cause นั้นมิใช่จะได้ทุกอย่าง แต่จะต้องมีน้ำหนักเฉพาะ กล่าวคือ ต้องเป็นพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ และต้องเป็นพยานที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานหรือน้ำหนักของพยานหลักฐานดังกล่าวขึ้นอยู่กับ

(1) เป็นข้อมูลโดยตรง (direct information) คือเจ้าพนักงานได้รู้เห็นมาด้วยตัวเอง เช่น เห็น คนร้ายอยู่ในบ้าน จึงไปขอหมายจับจากศาล

(2) เป็นข้อมูลบอกเล่า (hearsay information) พยานบอกเล่าแม้จะมีน้ำหนักน้อยในชั้น สืบพยาน แต่ในชั้นที่เจ้าพนักงานอ้างอิงเพื่อขอหมายจับถือว่าเพียงพอ เพราะไม่ใช่การพิสูจน์ความผิด แต่จะต้องแสดงความน่าเชื่อถือกับความมีน้ำหนักของพยานว่า (1) ได้ข้อมูลมาอย่างไร (2) มีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างไร

จะเห็นได้ว่าในเรื่องการจับ การค้น ของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้นศาลได้เข้ามามีบทบาทใน การตรวจสอบทุกขั้นตอน เมื่อมีการจำกัดเสรีภาพของบุคคล ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบอำนาจของฝ่ายบริหาร ว่าได้กระทำไปโดยถูกต้อง หรือโดยชอบธรรมหรือไม่

ในสหรัฐอเมริกา ตำรวจจะต้องพาผู้ต้องหาที่อยู่ในความควบคุมไปพบศาลโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้ ศาลได้มีโอกาสเข้ามาตรวจสอบถึง “เหตุอันควรสงสัย” (Probable cause) โดยเฉพาะในการจับที่ไม่มี หมายจับ ส่วนในกรณีที่จับโดยมีหมายจับ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ศาลตรวจสอบถึงความจำเป็นที่จะ ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ในช่วงที่ตำรวจนำผู้ต้องหามาศาลที่เรียกว่า Initial Appearance นี้เองที่ศาลจะ พิจารณาว่า ผู้ต้องหาสมควรจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8(The Eight Amendments)บัญญัติรับรองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยเกี่ยวกับเรื่องการประกันตัวไว้ โดยกำหนดห้ามมิให้เรียกหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว"ที่สูงเกินไป” (excessive)

ศาลสูงสุดของสหรัฐได้วางหลักไว้ในคดี Miranda v. Arizona ซึ่งเป็นที่มาของหลัก Miranda Rule หรือ Miranda Warning นั่นคือ ตำรวจต้องแจ้งเตือนหรือแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจุบกุม 4 ประการ คือ (1). ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การ (2.) หากผู้ถูกจับให้การ คำให้การนั้นสามารถใช้เป็นหลักฐานในคดีได้ ( 3)  มีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ และมีสิทธิขอให้ทนายความอยู่ร่วมในการสอบปากคำ (4) . หากผู้ถูกจับไม่มีทนายความ ผู้ถูกจับมีสิทธิขอให้รัฐจัดหาทนายความให้

ส่วนพยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นหรือการจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือที่ค้นหรือยึดมาได้เนื่องจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ศาลสหรัฐวางหลักว่าพยานเช่นนี้รับฟังไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อต้นตอหรือแหล่งกำเนิดที่ทำให้ได้พยานมาเป็นสิ่งที่ไม่ชอบแล้ว พยานนั้นก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไปด้วย เปรียบเสมือนผลไม้อันเกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลนั้นย่อมเป็นพิษร้ายด้วย ตามหลักดอกผลของต้นไม้มีพิษ (fruit of poisonous tree) ถ้าศาลยอมรับฟังพยานที่ได้มาโดยวิธีนี้แล้วย่อมส่งเสริมให้ตำรวจใช้วิธีการนอกกฎหมายแสวงหาพยานหลักฐานมาประกอบคดีซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง43

ประเทศอังกฤษ

การจับตามกฎหมายอังกฤษ อาจแบ่งได้เป็นการจับโดยมีหมายจับและการจับโดยไม่มีหมายจับ กรณีที่เป็นการจับโดยมีหมาย ตำรวจจะต้องยื่น information และสาบานต่อศาลว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่ระบุว่าเป็นผู้กระทำผิด ศาล magistrate จะเป็นผู้พิจารณาออกหมายจับตามหลักในมาตรา 125 ของ The Magistrate Court Act 1980 ถ้าเห็นว่าที่อยู่ของผู้ถูกจับไม่แน่นอนที่จะออกหมายเรียกได้

ส่วนการจับโดยไม่มีหมายจับ เป็นไปตาม Police and Criminal Evidence Act 1984 (เรียกโดยย่อว่า PACE) ทั้งนี้ การจับโดยไม่มีหมายจับอาจแยกได้สองกรณี คือ กรณีในวรรคแรก ตาม มาตรา 24 กำหนดให้ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษหนักกว่านั้น โดยถือว่าเป็น ความผิดที่อาจจับได้ (are stable offence) และปรากฏว่าพบผู้กระทำผิดกำลังกระทำความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นกระทำ

43เสียงชัย สุมิตรวสันต์ “การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาก่อนที่จะประทับฟ้องโดยองค์กรศาล” น.45-46

ความผิดมาแล้วหรือกำลังจะกระทำความผิด ตำรวจมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ในกรณีที่สองสำหรับความผิดที่มิใช่ความผิดที่อาจจับได้ มาตรา 25  PACE ให้อำนาจ

ตำรวจ จับโดยไม่มีหมายในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ต้องหาซึ่งได้กระทำความผิด หรือพยายามกระทำความผิด เป็นผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือให้ชื่อ ที่อยู่อันเป็นเท็จ

หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นได้ บอกชื่อหรือที่อยู่เป็นเท็จหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเป็นต้องจับผู้นั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น หรือทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่น อำนาจตามมาตรา 25 เป็นอำนาจโดยเฉพาะของตำรวจ ราษฎรหรือเจ้าพนักงานของรัฐอื่นไม่อาจอาศัยมาตรา 25 นี้จับได้

เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและตำรวจจับตัวผู้ต้องหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นการจับโดยมี หมายจับหรือไม่ก็ตาม เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าเขาควรจะต้องถูกจับกุม ต่อไป หรือในกรณีที่พยานหลักฐานไม่พอฟังได้ว่าเขากระทำความผิดจริงก็ต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับไป ทันที ถ้าในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพิจารณาแล้วว่าผู้ถูกจับได้กระทำความผิดจริง เจ้าพนักงานตำรวจ ก็ต้องตัดสินใจว่าควรจะควบคุมตัวเขาไว้จนกว่าจะส่งตัวให้ The Magistrate” Court หรือจะอนุญาตให้ ประกันตัวไป (Bail) โดยมีเงื่อนไขว่าเขาต้องมาปรากฏตัวในวันที่พิจารณาคดี

1.2 สิทธิของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน

     ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งผู้ต้องหาอาจเป็นผู้ที่ยังไม่ถูกจับกุมก็ได้ เมื่อผู้ต้องหาถูกจับกุมในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา และจากการที่ต้องมีการสอบสวนผู้ต้องหาคดีอาญาจำเป็นต้องมีบทบัญญัติสิทธิตามกฎหมายอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของแต่ละประเทศ ดังนี้

              ประเทศสหรัฐอเมริกา

       องค์กรตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายรัฐบาลกลาง โดย (1) สำนักงานตำรวจศาลแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S.Marshal Office) มีอำนาจในการจับกุมบุคคลตามหมายจับ เคลื่อนย้ายและคุมขังนักโทษของรัฐบาลกลาง คุ้มครองพยานในคดีองค์กรอาชญากรรม อีกทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น เช่นตำรวจเมือง ตำรวจท้องที่ตำรวจมลรัฐ เป็นต้น (2) สำนักงานสอบสวนไปรษณีย์ (U.S. Postal Investigation Service) มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางไปรษณีย์ (3) สำ นักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau Investigation: F.B.I.) มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีการจารกรรมข้อมูล การก่อการร้าย ความผิดต่อความมั่นคง ความผิดต่อสิทธิและเสรีภาพ การฆาตกรรมและการทำ ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง การฉ้อโกงทางไปรษณีย์การชิงทรัพย์

และลักทรัพย์ในธนาคารของรัฐบาลกลาง การจับคนเรียกค่าไถ่และการขนส่งคนหรือทรัพย์สินที่ถูกลักมาระหว่างมลรัฐและจัดบริการแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นต่างๆ เช่น การตรวจสอบพยานวัตถุ โดยมีขอบเขตอำนาจการสอบสวนครอบคลุมการ

บังคับใช้กฎหมาย ทั้งหมดที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นหรืออาจเป็นคู่กรณีตาม กฎหมายของรัฐบาลกลางเท่านั้น (4) หน่วยงานคุ้มครองศุลกากรและชายแดน (Custom and Border Protection: CBP) มีหน้าที่รับผิดชอบคุ้มครองชายแดนเพื่อป้องกันการก่อการ

ร้าย การลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศ ( 5) หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (Immigration and Customs Enforcement: ICE) มีหน้าที่รับผิดชอบการสอบสวนคดีการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ส่งคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยของคนในชาติและดำ เนินการประสานงานสอบสวนระหว่างประเทศเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ (6) หน่วยงานสอบสวนกิจการลับ (The Secret Services) มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีปลอมแปลงเงินตราและการใช้เงินตราปลอม 

ส่วนองค์กรตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายมลรัฐ ได้แก่ สำนักงานตำรวจมลรัฐ (State Police Department) มีอำนาจหน้าที่เหมือนตำรวจทั่วไปซึ่งบังคับใช้กฎหมายในเขตมลรัฐของตน โดยองค์กรตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายท้องที่ชนบทได้แก่ สำนักงานนายอำเภอ (The Sheriff Office) ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พลเรือน มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับตำรวจทั่วไปและองค์กรตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายเทศบาล ได้แก่ สำนักงานตำรวจเทศบาล มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนและสอบสวนคดีอาชญากรรมทุกประเภทที่เกิดในเขตเมืองนั้นๆ เท่านั้น  ด้านองค์กรตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายหน่วยงานตำรวจพิเศษ เช่น ตำรวจสนามบิน ตำรวจสาธารณะ ตำรวจขนส่ง ตำรวจโรงเรียน ตำรวจมหาวิทยาลัย ตำรวจที่พักอาศัย เป็นต้น หน่วยงานตำรวจพิเศษ

เหล่านี้มีขอบเขตอำนาจจำกัดด้านภูมิศาสตร์และการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจมหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่เหมือนตำรวจทั่วไป หากแต่สามารถใช้อำนาจจับกุม ค้น พกพาอาวุธปืนได้ภายในเขตพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมื่อออกนอกเขตมหาวิทยาลัยตำรวจเหล่านั้นจะหมดอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายทันที     

พนักงานอัยการมีอำนาจในการสั่งให้พนักงานสอบสวนของสำนักงานอัยการไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมโดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์บางอย่าง เช่น คดีองค์กรอาชญากรรมคดีเจ้าพนักงานคอรัปชั่น คดีอาญาเกี่ยวกับบริษัท คดีเกี่ยวกับยาเสพติด และเข้าร่วมควบคุม ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีสำคัญ อีกทั้งให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุม ค้นสถานที่ เมื่อพบหลักฐานแห่งคดีพร้อมทั้ง

จัดการเรื่องหมายจับและหมายค้นให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

กระบวนการสอบสวนแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่

 (1) การสอบสวนเบื้องต้น คือ เมื่อมีการแจ้งความว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้น ตำรวจสายตรวจจะเป็นเจ้าหน้าที่แรกที่ออกไปยังที่เกิดเหตุและทำ หน้าที่สอบสวนเบื้องต้น โดยตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทำ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุสอบปากคำ พยานเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณของคนร้าย ยานพาหนะและทิศทางของคนร้ายเพื่อสกัดจับ และจับกุมผู้กระทำผิด

 (2) การสอบสวนต่อเนื่อง คือ การดำ เนินการสอบสวนต่อเนื่องจากการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับร่องรอยหลักฐานที่จะนำ ไปสู่การระบุตัวผู้รกระทำผิดและผู้ร่วมกระทำผิด จากนั้นทบทวนหลักฐาน วิธีการต่างๆ ในคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปแบบหรือแผนของการประกอบอาชญากรรม โดยวิเคราะห์ความสำคัญของพยานหลักฐานและข่าวสารที่ได้มาในแง่ความถูกต้องของกฎหมายร่วมด้วย อีกทั้งต้องสืบเสาะหาพยานบุคคล ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อจะได้ทราบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ควรมีการสอบสวนต่อไปอีกหรือไม่

 (3) การเตรียมคดีคือ การตรวจสอบ ทบทวน และประเมินพยานหลักฐานทั้งหมดและรายงานเกี่ยวกับคดีอาจมีการสอบปากคำ เพิ่มเติม และช่วยเหลือพยานในการเตรียมตัวไปให้การในชั้นศาล และเตรียมรายงานฉบับสุดท้ายเพื่อส่งต่อให้พนักงานอัยการดำ เนินการต่อไป

ด้านกระบวนการดำเนินคดีอาญาก่อนที่จะถูกจับ และหลังการถูกจับ กระบวนการประกันตัว การขึ้นศาล การพิพากษาคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากผู้เสียหายเข้าการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแล้ว ทางตำรวจก็จะสืบหาพยาน สอบสวนเพื่อหาหลักฐานมาประกอบ เพื่อให้เข้าองค์ประกอบของข้อหา (Elements of Crime) เมื่อตำรวจได้หลักฐานครบ ก็จะเขียนคำร้อง ขอให้ศาลเซ็นเพื่อออกหมายจับ หมายค้น และหลังจากจับ (Arrest) ผู้ต้องหาได้แล้ว ตำรวจมีเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ในการส่งผู้ต้องหาขึ้นศาล โดยผ่านสำนักงานอัยการที่จะเป็นโจทก์ เพราะเป็นกฎหมายอาญา (Criminal Law) ดังนั้น รัฐบาลจึงเป็นโจทก์แทน เมื่อมีผู้กระทำผิดละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ที่มีโทษทั้งจำและปรับ ส่วนคดีแพ่ง หมายถึงผู้เสียหายที่เป็นบุคคลทั่วไป ฟ้องร้องอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเพียงอย่างเดียว ในระหว่าง 48 ชั่วโมงนี้ ตำรวจก็จะสืบสวน สอบถามผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีข้อแก้ตัว หรือเหตุผลอะไรที่ได้กระทำผิดในข้อหานั้นๆ เพื่อทำรายงานส่งอัยการฟ้องศาลภายใน 48 ชม. ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ ฉะนั้น ถ้าหากถูกจับในวันศุกร์ และไม่มีเงินมาวางประกัน ก็ต้องนอนในคุกทั้งเสาร์และอาทิตย์ จนกว่าจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลในวันอังคาร และก่อนที่จะมีการไต่สวน ตำรวจจะแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ฟัง เรียกว่า Miranda Rights ดังนี้44

1. You have the right to remain silent. Do you understand? คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูดหรือให้การใดๆ คุณเข้าใจไหม (ผู้ต้องหาต้องตอบให้ชัดเจนว่า Yes (เข้าใจ) หรือ No (ไม่เข้าใจ) ไม่ใช่พยักหน้า

2. Anything you say may be used against you in court. Do you understand? อะไรที่คุณให้การกับตำรวจ สามารถนำไปใช้ที่ศาลได้ คุณเข้าใจไหม  ตอบ Yes หรือ No เช่นกัน

3. You have the right to an attorney during questioning. Do you understand? คุณมีสิทธิ์ที่จะให้ทนายความของคุณอยู่ด้วย ในการระหว่างการไต่สวน คุณเข้าใจไหม Yes หรือ No

4. If you cannot afford an attorney, one will be appointed for you, before any questioning. Do you understand? ถ้าคุณไม่สามารถว่าจ้างทนายความได้ ทางการจะหาทนายความให้ ก่อนที่จะมีการไต่สวน คุณเข้าใจไหม ต้องตอบ Yes หรือ No

44คิด ฉัตรประภาชัย  “กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาของสหรัฐอเมริกา Criminal Justice System in the U.S.A”  ออนไลน์  สืบค้นได้จากhttp://www.sereechai.com/index.php/2013-05-01-06-34-27/2013-05-01-07-29-38/8142-2018-08-10-03-36-28  วันที่สืบค้น 20-1-2562

จากนั้นแล้ว ตำรวจจะถามว่า Do you want to talk about what happened? ท่านมีอะไรจะพูดไหม ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นอย่างไร

จากนั้นตำรวจจะให้โอกาสผู้ต้องหาโทรศัพท์หาใครก็ได้ 3 ครั้ง  เช่น โทรหาญาติ ทนาย หรือเพื่อน เพื่อมาเยี่ยม หาหนทางช่วยเหลือ หรือประกันตัว แต่ก่อนที่จะอนุญาต

ให้โทรศัพท์ได้นั้น ตำรวจจะทำการถ่ายรูป พิมพ์นิ้วมือ ตรวจสอบประวัติ ว่ามีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วยหรือไม่ กระบวนการนี้เรียกว่า Booking หลังจากเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะมีการตีค่าประกันตัว ซึ่งมีมาตรฐานการคิดวงเงินประกันอย่างชัดเจน ว่าคดีอะไร มีค่าประกันตัวเท่าไหร่ แต่สามารถขออุทธรณ์จากคณะกรรมการ เพื่อขอลดวงเงินประกัน  เช่น คดีโกง ฉ้อฉล (Embezzlement) ถือเป็นคดีร้ายแรง (Felony) จะมีค่าประกันตัว $45,000.-

ในขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาอาจจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางค่าประกัน แต่ต้องสัญญาว่าจะมาขึ้นศาล ตามวันเวลาที่กำหนดให้  โดยตำรวจที่ให้ดุลยพินิจนี้ จะออกใบสั่ง “Notice to Appear” ซึ่งการปล่อยตัวชั่วคราวนี้ เรียกว่า “Release on Own Recognizance”

ขั้นตอนต่อไปของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เรียกว่า  “Arraignment” เพื่อเรียกตัวมาขึ้นศาล แจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนนี้ อัยการกับทนายความของผู้ต้องหา พร้อมด้วยผู้ต้องหา จะมีการเจรจาขอลดหย่อนข้อกล่าวหาบ้าง หรือออมชอม (Plea Bargain) เช่น จากคดีร้ายแรงลดมาเป็นคดีลหุโทษ หากผู้ต้องหายอมรับผิดจะไม่ต้องสืบพยานต่อไป แต้ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรืออัยการไม่ยอมออมชอมหรือลดหย่อน ถ้าเป็นคดีร้ายแรง (Felony) ผู้ต้องหาจะถูกตัดสินโดยคณะลูกขุน แต่หากเป็นคดีลหุโทษ (Misdemeanor) ผู้ต้องหามีสิทธิ์ขอเลือกตัดสินโดยผู้พิพากษา (Trial by Judge) หรือคณะลูกขุน (Trial by Jury) ก็ได้

เมื่อไม่มีการยอมความ กระบวนการต่อไปคือ การไต่สวนขั้นต้น “Preliminary Hearing” โดยผู้พิพากษาจะพิจารณาหลักฐานที่อัยการนำเสนอต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าผู้ต้องหาน่าจะเป็นคนที่กระทำความผิด มีหลักฐานอ้างอิง Probable Cause เพียงพอที่สามารถนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการตัดสินเอาผิดได้

ขั้นตอนต่อไป คือ “Pre-Trial Motion” โดยตำรวจ อัยการ ทนายความของจำเลย และจำเลย จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษา ซึ่งทนายความฝ่ายจำเลยจะเห็นหลักฐานต่างๆ ของอัยการ ที่จะนำมาใช้ในชั้นไต่สวน ว่าบางอย่างอาจไม่สมควรให้นำมาใช้ได้ โดยอาจจะนำพยานมายืนยัน เช่น ตำรวจมิได้มีหมายค้น แต่เข้าไปค้นบ้าน และนำเอาหลักฐานที่เก็บได้มาใช้ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้ที่ชั้นศาลได้ (Exclusionary Rule) เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของอเมริกามีพื้นฐานการใช้ระบบ Presumption of innocence and beyond reasonable doubt คือ ศาลจะตั้งสันนิษฐานว่า ผู้ถูกกล่าวหานั้นบริสุทธิ์ก่อน และจะต้องถูกพิสูจน์ทราบว่ามีความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยเท่านั้น

ขั้นตอนต่อไปคือ การไต่สวนโดยใช้คณะลูกขุน จำนวน12 คน (Trial

by Jury)  โดยมีการนำสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลย มีการซักถาม แย้งหลักฐานและพยานซึ่งกันและกัน (Cross examination) โดยผู้พิพากษา จะอธิบายและอ้างอิงกฎหมายที่จำเลยถูกกล่าวหา และองค์ประกอบของคดี และนำส่งคณะลูกขุนไปห้องรับรองเพื่อพูดคุยพิจารณาลงมติ (Deliberation) ว่าผู้ต้องหาถูกหรือผิดตามที่ถูกกล่าวหา จนกว่าจะได้มติเป็นเอกฉันท์ ว่าผู้ต้องหาผิดจริง ในข้อหาอะไรบ้าง โดยลูกขุนทั้ง 12 คน ต้องลงมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินว่าผิด แต่ถ้าหากมีคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็ถือว่าจำเลยไม่ผิด แล้วรายงานแจ้งผู้พิพากษาบนบัลลังก์ ผู้พิพากษาก็จะแจ้งกำหนดการฟังการระวางโทษ มากน้อยเท่าไร และในระหว่างนี้ อาจจะให้หรือไม่ให้ประกัน เผื่อทางจำเลยอาจมีความจำนงต้องการยื่นอุทธรณ์ก็เป็นได้

 ประเทศอังกฤษ

องค์กรตำรวจของอังกฤษเป็นหน่วยงานตำรวจซึ่งรับผิดชอบงานสอบสวนคดีภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจและขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ออกหมายเรียก ประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราว ออกใบแจ้งเตือน ดำเนินการต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตำแหน่งไม่ต่ำกว่าสารวัตร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการสถานีตำรวจที่บุคคลดังกล่าวถูกจับกุม และ มีความเป็นอิสระในการทำ งานตามพระราชบัญญัติตำรวจและศาลชั้นต้น ค.ศ. 1994 มาตรา 5 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการตำรวจในท้องถิ่นจำนวน 17 คน ซึ่ง 9 คน มาจากการแต่งตั้งโดยสภาท้องถิ่น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น 3 คน และกรรมการอิสระ 5 คน แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนพนักงานอัยการมีหน้าที่พิจารณาสำนวนการสอบสวนภายใต้หลักเหตุผล 2 ประการ คือ สำนวนการสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษผู้ต้องหาได้หรือไม่และการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ และร่วมพิจารณาสำนวนการสอบสวนที่ยังไม่สมบูรณ์

พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ในการรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับพนักงานสอบสวน แต่ไม่มีอำนาจในการสอบสวนหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำแนะนำ โดยการทำงานระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเป็นไปในลักษณะการประสานความร่วมมือกันเท่านั้น

กระบวนการสอบสวนของประเทศอังกฤษ หากต้องการสอบปากคำผู้ต้องหาอาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายอื่นๆ ร่วมทำ หน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำ เนินการตามมาตรการบังคับอื่นๆ เช่น ตำรวจสายตรวจ ตำรวจสืบสวน ทำ หน้าที่จับกุมและ

บันทึกข้อมูลสถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น หากพบว่าการกระทำ นั้นเป็นความผิดจะต้องทำการแจ้งเตือนบุคคลนั้นให้รู้ตัวก่อนที่จะถูกตั้งคำถามและทำการสอบถามเพิ่มเติมและมีสิทธิที่จะแจ้งต่อบุคคลนั้นว่าอาจถูกฟ้องร้องได้และในระหว่างการสอบสวนต้องมีการบันทึกถ้อยคำ เป็นลายลักษณ์อักษรและนำถ้อยคำ นั้นแจ้งต่อผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการและผู้ต้องหารายอื่นที่ถูกซัดทอดหากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องผู้ต้องหาได้แล้วจะต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปให้พนักงานควบคุมตัว (custody officer) ทำการตรวจสอบการจับกุมและพิจารณาว่าจะควบคุม

ผู้ต้องหาหรือปล่อยตัวชั่วคราว และเตรียมความพร้อมในการสอบสวนแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนเพื่อความสะดวกในการสอบปากคำผู้ต้องหา และพยานในที่เกิดเหตุและนำตัวผู้ต้องหาส่งสถานีตำรวจที่กำหนด (designed police station) ทั้งนี้การควบคุมตัวผู้ต้องหาในสถานีตำรวจและการนำตัวไปศาลเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานประจำ ห้องควบคุมผู้ต้องหา (detention officer) ในการควบคุมผู้ต้องหาหากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมนำตัวผู้ต้องหาส่งสถานีตำรวจทั่วไปซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจที่กำหนดจะควบคุมได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง และต้องรีบนำตัวส่งสถานีตำรวจที่กำหนดต่อไป

ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา ณ สถานีตำรวจที่กำหนดจะควบคุมได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หากมีความจำ เป็นที่จะต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปต้องให้ผู้กำกับการตำรวจของสถานีนั้นลงนามขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 12 ชั่วโมง ก่อนครบกำหนดระยะเวลา หากจำ เป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาพนักงานสอบสวน (investigator) จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปยังศาลแขวงเพื่อขออนุญาตให้ศาลสั่งขยายเวลาการควบคุมได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 96

ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจะนำสำนวนการสอบสวนซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปพบพนักงานอัยการเพื่อขอคำแนะนำ ในการรวบรวมพยานหลักฐานและแจ้งข้อหาภายในระยะเวลาควบคุมตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจะต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการภายในระยะเวลาที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้เพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นฟ้องคดีหรือไม่ฟ้องคดีต่อไป

1.3 สิทธิการมีทนายความของผู้ต้องหา

สิทธิที่จะปรึกษาทนายความมีรากศัพท์มาจากคำว่า Counsel หมายถึงการให้คำปรึกษาและมีวิวัฒนาการมาจากสหราชอาณาจักรอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1600 ถึง 1700 การดำเนินคดีอาญาในศาลจะไม่มีการแต่งตั้งทนายความให้แก่จำเลย เนื่องจากต้องการให้จำเลยพูดกับผู้พิพากษาโดยตรง ต่อมาสังคมและมนุษย์เปลี่ยนไปข้อเท็จจริงทางคดีมีเทคนิคและความสลับซับซ้อนมากขึ้น  ทั้งมีแนวคิดเรื่องหลักอาวุธที่เท่าเทียมกัน (Equality of Arms) ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาจึงเริ่มมีการบัญญัติสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะปรึกษาหรือมีทนายความไว้ในรัฐธรรมนูญของหลายประเทศรวมทั้งบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องจัดหาทนายความให้เข้ามาช่วยเหลือจำเลยคดีอาญาทั้งก่อนและระหว่างพิจารณาคดีในบางกรณี

 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญถึงสิทธิของประชาชน หากกระบวนพิจารณาหรือกระบวนการใดที่ละเมิดสิทธิของประชาชนจะไม่ได้รับความคุ้มครองหรือรับรอง ศาลสหรัฐอเมริกาจะนำหลักการไม่รับฟังพยานหลักฐานหรือที่เรียกว่าบทตัดพยานมาใช้บังคับอย่างเคร่งครัด โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานใดที่ได้มาโดยฝ่าฝืนสิทธิเสรีภาพจำเลยตามรัฐธรรมนูญย่อมนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือลงโทษของจำเลยไม่ได้ เป็นการยับยั้งไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจกระทำการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ สิทธิที่จะปรึกษาทนายความตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อที่ 6 ซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่า ในการดำเนินคดีอาญาทั้งปวง จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทนายความในการแก้ต่างคดีเพื่อการให้ได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรม ตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อที่ 14 ในช่วงแรก ศาลได้ตีความในเรื่องสิทธิที่จะปรึกษาทนายความไว้อย่างแคบ ในปี ค.ศ. 1942  คดี Betts v. Brady ศาลวินิจฉัยว่าคดีอาญาที่ไม่ใช่คดีโทษอุฉกรรจ์ รัฐไม่จำต้องจัดหาทนายความให้จำเลยที่ยากจนยกเว้นจะมีพฤติการณ์พิเศษที่เห็นว่าควรจัดหาทนายความให้ แต่ต่อมาเมื่อปีค.ศ.1963 ในคดี Gideon v. Wainwright ศาลได้ตีความรับรองสิทธิที่จะปรึกษาทนายความอย่างกว้างมากขึ้นโดยวางหลักว่าคดีอาญาที่จำเลยมีฐานะยากจนไม่มีทนายความและต้องการทนายความ รัฐจะต้องจัดหาทนายความให้จำเลย และ ในปี ค.ศ. 1972 ในคดี Agersinger v. Hamlin ได้วินิจฉัยว่าศาลต้องจัดหาทนายความให้แก่จำเลยเมื่อจำเลยร้องขอหากเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก แม้จะไม่ใช่ความผิดอาญาอุกฉกรรจ์45

คำพิพากษาในสหรัฐอเมริกามีเหตุผลวินิจฉัยเรื่องสิทธิที่จะได้ รับการพิจารณาของจำเลยจะไร้ประโยชน์หากไม่สามารถเข้าใจถึงสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยมีทนายความ แม้กระทั่งสามัญชนที่มีความชาญฉลาดและมีการศึกษาก็อาจไม่มีความชำนาญในศาสตร์ทางด้านกฎหมาย หากบุคคลนั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาก็ไม่มีความสามารถเพียงพอว่าการฟ้องคดีนั้นถูกต้องหรือ ไม่และบุคคลดังกล่าวก็ไม่คุ้นเคยกับกฎเกณฑ์ว่าด้วยพยานหลักฐาน และไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเตรียมข้อต่อสู้ จึงต้องการคำแนะนำจากทนายความในทุกขั้นตอนในการดำเนินคดี  (Powell v. Alabama, 287 U.S. 45 (1932) )

ดังนั้นในคดีอุกฉกรรจ์ทุกประเภทหากจำเลยต้องการทนายความแต่ไม่มีความสามารถหาทนายความได้ เองเนื่องจากยากจน ศาลต้องจัดหาทนายความให้จำ เลย (Gideon v.Wainwright, 372 U.S. 335 (1963) และมีการตีความสิทธิที่จะปรึกษาทนายความไว้อย่างกว้างว่าการพิจารณาในระบบกล่าวหากระบวนพิจารณาคดีย่อมไม่เกิดความยุติธรรมจนกระทั่งมีการจัดหาทนายความให้จำเลย และเป็นหน้าที่ของศาลต้องจัดหาทนายความแก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถที่จะจัดหาทนายความเองได้ แม้เป็นคดีอาญาไม่ร้ายแรงแต่หากถูกลงโทษถึงจำคุก  (Scott v. Illinois, 422 U.S. 367 (1979) และสิทธิที่จะปรึกษาทนายความของจำเลยนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดอาญา ตามหลักการได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญข้อ 14 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องแจ้งสิทธิการมีทนายความให้ผู้ต้องหาทราบและจัดหาทนายความให้ในชั้นสอบสวน (Brewer v. Williams, 430 U.S.387 (1967))

45Caroline Wolf Harlow “Defense Counsel in Criminal Case” Bureau of Justice Statistics Special Report November 2000 ,NCJ179023 P. 2

นอกจากนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังมีการให้หลักประกันสิทธิการมีทนายความของผู้ต้องหา และจำเลยในคดีอาญาตามกฎหมายอื่นอีก เช่น การให้หลักประกันตามแบบของ Federal Rule of Criminal Procedure, Rule 44 ซึ่งพิจารณาให้หลักประกันว่าในกรณีจำเลยปรากฏตัวในศาลโดยปราศจากทนายความศาลจะเป็นผู้แนะนำจำเลยให้ทราบถึงสิทธิการมีทนายความ และสิทธิการตั้งทนายความเป็นตัวแทนในการดำเนินคดีอาญาในทุกขั้นตอน นอกจากนี้จำเลยจะตัดสินใจดำเนินคดีโดยตนเองหรือจำเลยสามารถจัดหาทนายความเองได้46

     ประเทศอังกฤษ

กฎหมายในอังกฤษและเวลส์และสอดคล้องกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้แก่ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าต้องการทนายความ เพื่อช่วยเหลือขณะที่อยู่ที่สถานีตำรวจ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ประเทศอังกฤษมีรูปแบบของทนายความตามสัญญา (Contracted scheme) เป็นทนายความปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีอาญา (CDS) และได้รับการอบรมฝึกฝนจนมีประสบการณ์ทางด้านคดีอาญา ซึ่งคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย (LSC) ได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมายของเอกชนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในโครงการ CDs สำนักงานกฎหมายที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่จะต้องทำสัญญาการว่าจ้างกับ คณะกรรมการฯ สัญญาดังกล่าวเรียกว่า “General Criminal Contract” ในสัญญาการว่าจ้างมีกำหนด ระยะเวลาคราวละ 3 ปี และ 1 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในเรื่องคุณสมบัติของสำนักงานกฎหมายแต่ละ แห่ง ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2001 เป็นต้นไป สำนักงานกฎหมายที่เข้าทำสัญญาต้องอยู่ ภายใต้การควบคุมคุณภาพมาตรฐานของการให้คำปรึกษาและการดำเนินคดีตามข้อกำหนดในสัญญา ที่เรียกว่า “Legal Aid Franchise Quality Assurance Standard, (LAFQAS)47และจะต้องมี การประเมินผลการปฏิบัติงานว่าได้คุณภาพตามมาตรฐานหรือไม่ สำนักงานที่ได้รับสัมปทานเต็ม รูปแบบ (Full Franchise) มีสิทธิเข้าทำสัญญาคราวละ 3 ปี และสำนักงานที่ได้รับสัมปทานชั่วคราว มีสิทธิเข้าทำสัญญาคราวละ

46Carol J. Defrances and Marka F.X Litras ,Indigent Defense Service In Large  Counties,1999 Bureau of Justice Statistics Bulletin November 2000 ,NCJ 184932  P. 2

47Legel Service Commission “General Criminal Contract :Contract Documentation Overview” July 2003 P.15-16

1 ปี สำนักงานกฎหมายที่เข้าทำสัญญาทั้ง 2 ประเภทนี้ จะได้รับค่าตอบ แทนในการปฏิบัติหน้าที่โดยการเหมาจ่ายเป็นรายคดี และให้เบิกค่าจ้างเป็นรายเดือนต่อคณะกรรมการฯโดยตรงสัญญาว่าจ้างที่คณะกรรมการฯ ได้จัดทำขึ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้

1.         All Classes Contract สัญญาประเภทนี้สำนักงานกฎหมายที่เข้าทำสัญญาต้องตกลงรับภาระงานทั้งหมด ทุกขั้นตอนของการดำเนินคดีอาญา โดยการจัดเตรียมที่ปรึกษาทางกฎหมายและทนายความแก้ต่างให้แก่จำเลย เริ่มตั้งแต่การดำเนินคดีในชั้นสอบสวน การดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลสูง รวมถึงการดำเนินคดีที่อยู่ในเรือนจำในชั้นที่มีคำพิพากษาแล้ว

2.         Prison Law Contract สำนักงานกฎหมายที่เข้าทำสัญญาต้องรับภาระงานเฉพาะการดำเนินคดีที่อยู่ในเรือนจำในชั้นที่มีคำพิพากษาแล้ว หรือในชั้นของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ใหม่ ซึ่งรวมถึงกรณีที่นักโทษได้รับการปล่อยหรือปล่อยออกจากเรือนจำโดยมีทัณฑ์บนด้วย

3.         Criminal Cases Review Commission Contract (CCRC) สำนักงานกฎหมายที่เข้าทำสัญญาต้องรับภาระงานเฉพาะการดำเนินคดีที่ถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการตรวจสอบคดีอาญา (CCRC) การดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ การทบทวนคำพิพากษาและคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน

สำนักงานกฎหมายของเอกชนที่ตกลงเข้าทําสัญญากับคณะกรรมการฯ (ILSC) เรียกว่า “สำนักงานทนายความตามสัญญา” (Contracted Solicitor's office) ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้กำหนด คุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือต่อสู้คดีอาญาไว้ภายใต้สัญญา และมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการให้บริการ

สำนักงานทนายความตามสัญญา ได้จัดเตรียมที่ปรึกษากฎหมายและทนายความเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านกฎหมาย และให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้ดำเนินคดีอาญา ซึ่ง สามารถแบ่งแยกลำดับการให้ความช่วยเหลือออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้48

1.Advice and Assistance เป็นการให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดย ทั่วไป เช่น การให้คำปรึกษาแนะนำ การเจรจา การขอความคิดเห็นจาก

48"Legal Services Commission, "A Practical Guide To Criminal Defence Services." April 2003,

ทนายความ (Barrister) สำหรับการเตรียมคดี

2. Advocacy Assistance เป็นขั้นตอนการเตรียมคดีของทนายความก่อนเริ่มเข้าสู่

กระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น (Magistrates Court) หรือ ศาลสูง (Crown Court) ซึ่งรวมถึง การเป็นตัวแทนแก้ต่างคดีให้แก่นักโทษที่ถูกกล่าวหาว่าผิดวินัยก่อนเข้าสู่การควบคุมในเรือนจำ การขออภัยโทษให้แก่นักโทษที่ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต

3.Representation เป็นการให้ความช่วยเหลือในการเป็นตัวแทนแก้ต่างคดีอาญาในชั้น พิจารณาคดีของศาล อย่างไรก็ตามการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินคดีมีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางด้านการเงิน (Means Test) ของผู้ขอใช้บริการ กล่าวคือ ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะยากจน หรือมีรายได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย (Lsc) ได้กำหนดไว้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ หากผู้ขอใช้บริการไม่ได้เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน หรือมีรายได้และทรัพย์สินเกินกว่าที่กำหนด ต้องให้เงินช่วยเหลือแก่กองทุนสาธารณะตามอัตราที่คณะกรรมการฯ กำหนด ซึ่งทนายความจะพิจารณาตรวจสอบ คุณสมบัติทางด้านการเงินของผู้ขอใช้บริการจากรายได้ในปัจจุบันและทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ รวมถึงเงินสด เงินลงทุน บัญชีเงินฝากธนาคาร ทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ เช่น เครื่องประดับ ฯลฯ ยกเว้น บ้านที่อยู่อาศัยซึ่งมีราคาต่ำกว่า 100,000 ปอนด์ เครื่องตกแต่งบ้าน เครื่องมือเครื่องใช้ในการ ประกอบอาชีพ และเงินโบนัส ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางาน (Job Seekers Act 1995) และหากผู้ขอใช้บริการมีคู่สมรส ต้องนำรายได้คู่สมรสมารวมพิจารณาด้วย

2. หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาของประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law)

เป็นระบบกฎหมายที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกและได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมัน เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบประมวล และมิได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล ระบบกฎหมายดังกล่าวจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย และระบบศาลมักจะใช้วิธีพิจารณาโดยระบบไต่สวน และศาลจะไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนๆ โดยมีหลักสำคัญคือการให้ประชาชนทุกคนสามารถรู้กฎหมายที่ตนและผู้พิพากษาต้องเคารพและปฏิบัติตาม โดยที่กฎหมายนั้นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น คำพิพากษาใหม่อาจจะตัดสินเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิม โดยว่าหลักเกณฑ์หรือให้เหตุผลเสียใหม่ได้ ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ได้แก่ ไทย เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น ในที่นี้จะนำเสนอหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศต้นแบบในระบบประมวลกฎหมายที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย  ดังต่อไปนี้

2.1 สิทธิตรวจสอบการจับกุมผู้ต้องหา

เหตุที่คดีอาญาอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบ (Examination Principle) การบังคับใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรใช้ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น โดยต้องคำนึงถึงดุลยภาคระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นสำคัญ ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาของรัฐควรมีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกันด้วย ดังนั้นการที่จะเอาบุคคลไว้ในอำนาจรัฐโดยปราศจากเหตุอันสมควรอย่างแท้จริง ย่อมเป็นการใช้อำนาจรัฐที่คุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลอันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ประเทศฝรั่งเศส

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของฝรั่งเศสนั้นเป็นต้นแบบของระบบการพิจารณาแบบไต่สวน และจัดตั้งองค์กรอัยการขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อแยกองค์กรที่ใช้อำนาจสอบสวนฟ้องร้องออกจากอำนาจพิจารณาพิพากษา เพื่อมิให้การใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องอยู่ภายใต้องค์กรตุลาการเพียงองค์กรเดียว โดยองค์กรที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาชั้นก่อนพิจารณาได้แก่ ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาไต่สวนจะมีดุลสัมพันธ์ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกันกับตุลาการซึ่งเป็นผู้อำนวยความยุติธรรม อันประกอบด้วยพนักงานอัยการ และผู้พิพากษาไต่สวน ในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบสวนดังนี้

(1) การสอบสวนความผิดซึ่งหน้า (L’enquête de flagrance or L’enquête de

flagrante délit) เป็นการสอบสวนที่ให้อำนาจตำรวจฝ่ายคดีในการสอบสวนและใช้มาตรการบังคับเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐานได้เนื่องจากเหตุผลของความเร่งด่วนในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การสอบสวนซึ่งหน้าของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีนี้จะถูกจำกัดการใช้อำนาจ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล เช่น การสอบสวนความผิดซึ่งหน้าทำได้เฉพาะในการกระทำความผิดอุกฤษฏ์โทษ (Crimes) และความผิดมัชฌิมโทษ (Délis) ที่มีโทษจำคุกเท่านั้น โดยเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีต้องรีบแจ้งให้อัยการทราบทันที ซึ่งหากอัยการอาจเดินทางไปในสถานที่เกิดเหตุด้วยตนเองได้ การควบคุมตัวจะกระทำได้กับบุคคลที่มีหลักฐานแสดงว่าบุคคลนั้นเข้าร่วมกระทำความผิดเท่านั้น โดยมีระยะเวลาควบคุมตัว 24 ชั่วโมง และการขยายเวลาควบคุมตัวจะต้องขออนุญาตอัยการ

(2) การสอบสวนเบื้องต้น (L’enquête préliminaire) การสอบสวนประเภทนี้จะมีมาตรการบังคับที่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาน้อยกว่าการสอบสวนความผิดซึ่งหน้า กล่าวคือ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องถูกสอบสวน ดังนั้น การสอบสวนนี้จึงมีได้ในทุกฐานความผิด โดยอาจเริ่มต้นจากอัยการได้รับคำร้องทุกข์ คำกล่าวโทษและส่งเรื่องมาให้เจ้าพนักงานฝ่ายคดีทำการสอบสวน หรือเจ้าพนักงานฝ่ายคดีแจ้งคำร้องทุกข์ คำกล่าวโทษไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายคดีอาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายคดีทำการสอบสวนได้ (3) การสอบสวนโดยผู้พิพากษาไต่สวน (L’instruction préparatoire) เป็นลักษณะเฉพาะของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศฝรั่งเศสที่มีผู้พิพากษาเข้ามาสอบสวนคดีอาญา การไต่สวนของผู้พิพากษาไต่สวนเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่การไต่สวนจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้มีการเริ่มคดีอาญาแล้วและอัยการขอให้สอบสวนเท่านั้น ผู้พิพากษาไต่สวนไม่สามารถเริ่มทำการสอบสวนโดยลำพังได้

ผู้พิพากษาไต่สวน (jurisdiction d’ Instruction) จะปฏิบัติหน้าที่ในศาลไต่สวนอันประกอบด้วยศาลไต่สวนขั้นที่หนึ่ง (The First Degree Investigating Jurisdiction) และศาลไต่สวนขั้นที่สอง (The Second Degree Investigating Jurisdiction) อำนาจหน้าที่ของศาลไต่สวน คือ ทำหน้าที่สอบสวน (Investigate) เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำ มาฟ้องต่อศาลว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะนำไปสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลตัดสินคดี (jurisdiction de judgment) หรือไม่ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการตรวจสอบคดีที่อัยการยื่นฟ้องผู้กระทำความผิดมายังศาล

ลักษณะดุลยสัมพันธ์ในการตรวจสอบและกำกับดูแลการสอบสวนระหว่างตำรวจฝ่ายคดีโดยอัยการและผู้พิพากษาไต่สวน ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของฝรั่งเศสดังนี้ (1) ตำรวจฝ่ายคดีปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การอำนวยการของอัยการ (2) ตำรวจฝ่ายคดีอยู่ภายใต้การสอดส่องดูแลของอธิบดีอัยการและภายใต้การควบคุมของผู้พิพากษาไต่สวน และ (3) เมื่อเปิดการไต่สวนคดีขึ้นแล้ว ตำรวจฝ่ายคดีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของผู้พิพากษาไต่สวน และส่งข้อมูลตามคำร้องของผู้พิพากษาไต่สวน

การตรวจสอบและกำกับดูแลดังกล่าวทำให้เกิดความโปร่งใสในการสอบสวนคดีอาญา และทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดมีน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการสอบสวนที่ให้อำนาจตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนแต่เพียงองค์กรเดียวเป็นผู้ปฏิบัติงานและกำกับดูแลการสอบสวน49

ประเทศญี่ปุ่น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Keisatsuchou Nation  Police Agency) ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานสอบสวนในคดีอาญา โดยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของญี่ปุ่นได้บัญญัติรับรองเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของ ประเทศญี่ปุ่น มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลจะไม่ถูกจำกัดสิทธิในชีวิตและเสรีภาพ..” (No person shall be deprived of life or liberty) ซึ่งมาตรา 31 นี้เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของ ประชาชน ซึ่งถือว่ารัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นฉบับนี้ให้ความสำคัญและเป็นหลักประกันแก่สิทธิ มนุษยชนชั้นมูลฐานแก่ประชาชนมาก” กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศญี่ปุ่นนั้น โดยหลักแล้วมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้การพิจารณาคดีอาญาเป็นไปเพื่อความยุติธรรมและรวดเร็ว พร้อมคงไว้ซึ่งความสงบสุข ของสังคมและรักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของบุคคล

การจับและการควบคุมตัวนั้นโดยหลักการแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ พนักงานอัยการจะต้องทำการสอบสวนคดีอาญาอย่างกว้างขวางด้วยตนเองก่อนจะใช้วิธีบังคับโดยการจับกุมผู้กระทำความผิด และการจับผู้กระทำความผิดจะใช้เมื่ออยู่ภายใต้พฤติการณ์พิเศษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 197 เท่านั้น

49อุทัย อาทิเวช. “ตำรวจกับการสอบสวนคดีอาญาในประเทศฝรั่งเศส”, บทบัณฑิตย์,

เล่ม 62, ตอน 4, น. 73.

แม้ว่าโดยพฤติการณ์เจ้าหน้าที่อาจจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วนำมาควบคุมตัวได้ก็ตาม แต่ เจ้าหน้าที่ในองค์กรยุติธรรมมักจะไม่ใช้วิธีการบังคับ ตราบใดที่การสอบสวนคดีอาญาสามารถ กระทำได้โดยไม่ต้องจับและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดโดยหลักผู้กระทำความผิดจะถูกจับเมื่อมีหมายจับซึ่งออกโดยผู้พิพากษาที่มีอำนาจเท่านั้นและ ผู้พิพากษาจะออกหมายจับเมื่อมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าบุคคลต้องสงสัยเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 199,เจ้าหน้าที่ซึ่งจะขอให้ศาลออกหมายจับได้จะต้องเป็นพนักงานอัยการเท่านั้น

2.2 สิทธิของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน

เมื่อเกิดการกระทำความผิดอาญาขึ้น เจ้าพนักงานตำรวจเป็นด่านแรกที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องสืบสวนหาข้อมูล รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยานตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และจับกุมผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนสอบสวนจนเป็นที่พอใจของพนักงานสอบสวนแล้วก็จะมีการสรุปสำนวนทำความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการต่อไป

ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส  ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบคนแรกคือเจ้าพนักงานตำรวจ (gendarmerie) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศฝรั่งเศสก็คล้ายคลึงกับของประเทศไทยและประเทศทั้งโลก คือ มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งวัตถุพยานและพยานบุคคล การสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศฝรั่งเศสกระทำร่วมกันกับพนักงานอัยการ ( procurers) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ  โดยเจ้าพนักงานตำรวจของประเทศฝรั่งเศสจะทำการสอบคำให้การของพยานแล้วจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและให้พยานลงลายมือชื่อ หากสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจควบคุมตัว (garde à vue) ไว้ได้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนี้สามารถขยายอีก 24 ชั่วโมงเพื่อทำการสอบสวนและสอบคำให้การ ทั้งนี้ได้โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานอัยการ เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบตามกฎหมาย นอกจากนี้ผู้ต้องหายังมีสิทธิที่จะได้รับคำปรึกษาจากทนายความด้วย อย่างไรก็ดี ในคดีบางประเภทผู้ต้องหาอาจได้สิทธิในการได้รับคำปรึกษาจากทนายความหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 12-72 ชั่วโมง  ส่วนคดีอุกฉกรรจ์ คือ คดีอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป หลังจากระยะเวลาในการควบคุมตัวของเจ้าพนักงานตำรวจสิ้นสุดลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การสอบสวนโดยผู้พิพากษา (juge d’instruction)แต่ทั้งนี้ผู้พิพากษาที่จะทำการสอบสวนจะต้องได้รับคำร้องขอจากพนักงานอัยการ (requisitoire introductive) เสียก่อนจึงจะมีอำนาจในการสอบสวน ซึ่งคำร้องดังกล่าวนี้เป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการ เมื่อได้รับคำร้องแล้วผู้พิพากษามีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งที่ใช้เพื่อพิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

ในการทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้พิพากษากับพนักงานอัยการ นอกจากนี้ในคดีที่มีความซับซ้อน หรือคดีที่ไม่อาจทำการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาในการควบคุมตัว (garde à vue) หรือคดีที่พนักงานอัยการประสงค์จะให้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ในระหว่างทำการสอบสวน การสอบสวนโดยผู้พิพากษาจะมีข้อได้เปรียบเนื่องจากผู้พิพากษาที่ทำการสอบสวนจะมีอำนาจกระทำการบางอย่างเป็นพิเศษนอกเหนือจากที่พนักงานอัยการมี เช่น การออกหมายจับ หมายค้น หมายอายัด การเฝ้าติดตามด้วยอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ การร้องขอความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ หรือการขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวผู้ต้องหา50

การสั่งให้จิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสภาพจิตใจของผู้ต้องหาและจัดทำรายงานเสนอได้ รายงานนี้จะถูกเก็บแยกไว้ต่างหากจากสำนวนการสอบสวน (dossier) การรวบรวมข้อมูลของผู้ต้องหา รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว(personnalité) ประวัติทางครอบครัว การศึกษา การทำงานงานอดิเรก เป็นต้น

 ประเทศญี่ปุ่น

รัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นฉบับ ค.ศ.1946 เริ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนโดยในมาตรา 34 นั้น บุคคลจะไม่ถูกจับกุม หรือถูกควบคุมโดยปราศจากเหตุอันควรและทันทีที่ผู้ถูกจับกุมถูกควบคุมตัวจะต้องถูกนำตัวไป ปรากฏต่อศาลเพื่อแสดงเหตุแห่งการจับกุมและควบคุมตัวการจับต้องมีหมายและต้องระบุถึงความผิดอันเป็นสาเหตุของการจับ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ถูกจับกุม

50Richard Vogler, A world view of criminal justice, 23 (2005). 11 Maximo Langer, Global Perspective on Criminal Procedure

         

เพราะการกระทำผิดซึ่งหน้า เช่นเดียวกับการค้นก็จะต้องมีหมายระบุถึงสถานที่และสิ่งของที่จะตรวจค้นและอายัดไว้อย่างชัดเจน

การดำเนินคดีอาญาของประเทศญี่ปุ่นจะเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะมีบทบัญญัติว่าด้วยการจับกุม การสอบสวน การควบคุมตัว เช่น ตราบใดที่ สามารถทำการสอบสวนได้โดยไม่ต้องจับและควบคุมตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานอัยการก็จะต้องทำการสอบสวนด้วยตนเองก่อน51ผู้กระทำความผิดจะถูกจับเมื่อมีหมายจับซึ่งออก โดยผู้พิพากษาที่มีอำนาจเท่านั้นและผู้พิพากษาก็จะออกหมายได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ ว่าบุคคลผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ซึ่งจะขอให้ศาลออกหมายได้ก็จะต้องเป็น พนักงานอัยการ อัยการผู้ช่วย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีชั้นยศสูงกว่าสารวัตร (inspector) ขึ้นไป แต่ถ้าเป็นความผิดซึ่งหน้าบุคคลที่แม้จะไม่ใช่พนักงานอัยการหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับได้ แต่เมื่อจับแล้วต้องส่งมอบตัวผู้ถูกจับให้อัยการหรือตำรวจทันที การจับในกฎหมายญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ ภายใต้เงื่อนไขของชั้นยศหรือระดับตำแหน่งของผู้จับและเงื่อนไขทางคดีประกอบกัน เช่น ความผิด ที่มีโทษปรับอย่างเดียว หรือโทษจำคุกไม่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็จับไม่ได้ นอกจากนี้การขอหมายจับก็จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือ (1) ผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงาน สอบสวนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (2)            สำหรับกรณีที่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าจะจับได้ก็ต่อเมื่อไม่ทราบชื่อ ที่อยู่ของ ผู้กระทำความผิด หรือมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับโดยไม่มีหมายจับจะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง เมื่อพ้นจากกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะต้องส่งตัวให้พนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานอัยการก็จะควบคุมตัวไว้ได้อีก 24 ชั่วโมง แต่พนักงานอัยการจะต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและให้โอกาสผู้ต้องหาชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งสิทธิในการมีทนายความให้ผู้ต้องหาทราบ รวมทั้งจะต้องวินิจฉัยว่าจะปล่อยตัวผู้ต้องหา จะขอให้ศาลสั่ง ให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปหรือจะสั่งฟ้องผู้ต้องหานั้น หากยังมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัวต่อไป  พนักงานอัยการจะต้องยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งศาลอาจพิจารณาอนุญาตได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน52

51ศิระ บุญภินนท์ “อัยการญี่ปุ่น”นิตยสารบทบัณฑิตย์ เล่ม 54 ตอน 4 (ธันวาคม 2541)

52เพ็ญศรี  กาญจโนมัย “ญี่ปุ่นสมัยใหม่” (กรุงเทพมหานคร: เนติกุลการพิมพ์,2538)

1.3 สิทธิการมีทนายความของผู้ต้องหา

บทบาทหน้าที่ของทนายความในกระบวนการยุติธรรมในอารยประเทศ เพื่อการต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในด้านคดีความเพราะทนายต้องแก้ต่างแทนลูกความ จึงต้องมีความรอบรู้เรื่องกฎหมาย เพื่อปกป้องลูกความ ในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ผู้คนทั่วไปจึงมีความรู้ในสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเองค่อนข้างสูง การฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย การเอาความกับคู่กรณี เพราะถือว่าเป็นนี่คือการปกป้องสิทธิในฐานะพลเมืองของพวกตนที่ต้องกระทำ           

            ประเทศฝรั่งเศส

ในประเทศฝรั่งเศสสิทธิที่จะพบปรึกษากับทนายความ (Entretien avec un avocat) ตามแนวคิดดั้งเดิมของระบบวิธีพิจารณาความแบบไต่สวน การดำเนินคดี จะเป็นความลับ การให้สิทธิแก่ผู้ถูกควบคุมตัวในการพบปรึกษากับทนายความสองต่อสองจึงจำกัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฝรั่งเศสก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ค.ศ. 1993 นั้น ผู้ต้องหาจะมีสิทธิพบทนายความได้ต่อเมื่อระยะเวลาได้ล่วงพ้น 20 ชั่วโมงไปแล้วนับแต่ เวลาที่มีการควบคุมตัว ต่อมาได้มีการตราบังคับรัฐบัญญัติฉบับเมื่อวันที่ 4  มกราคม ค.ศ. 1993 ทำให้กฎหมายฝรั่งเศสมีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บุคคลที่ถูกควบคุม ตัวทุกคนมีสิทธิที่มีทนายความให้ความช่วยเหลือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฝรั่งเศส มาตรา 63-4 บุคคลผู้ถูกควบคุมตัวสามารถปรึกษากับทนายความเป็นเวลา 30 นาทีได้ ตั้งแต่ชั่วโมงแรก ของการควบคุมตัว แต่ทนายความไม่มีสิทธิขอดูสำนวนการสอบสวน อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้าน ต่อมา หลังจากที่มีการประกาศตรารัฐบัญญัติฉบับเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1993 ได้ไม่นาน ก็มีการตรารัฐ บัญญัติฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ให้กลับไปใช้บทบัญญัติเดิมซึ่งให้สิทธิผู้ต้องหาสามารถพบ ปรึกษากับทนายความได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 20 ชั่วโมงไปแล้วนับแต่เวลาที่ถูกควบคุมตัว จนกระทั่งในที่สุดเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย ปี ค.ศ. 2000 (la loi Guitau de juin 2000) ผู้ถูกควบคุมจึงกลับมามีโอกาสพบปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เริ่มระยะเวลาการควบคุมตัว การพบปรึกษากับทนายความมีผู้เปรียบว่าเสมือน “การเยี่ยมตามมารยาท” (visite de Courtoisie) มากกว่าจะเป็นการปรึกษาหารือให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะกำหนดเวลาของการพบปรึกษาได้สูงสุดไม่เกินครึ่งชั่วโมง และเป็นความลับ กล่าวคือ ทนายความจะนำความที่ได้จากการ พบปะสนทนากับผู้ถูกควบคุมตัวมาบอกผู้ที่เกี่ยวข้องภายนอกไม่ได้ ทนายความอธิบายสิทธิ์ทั้งหลาย ของผู้ถูกควบคุมตัวให้เขาฟัง และสามารถทำข้อสังเกตเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีสิทธิขอดูสำนวน การสอบสวน และไม่อาจร่วมในการสอบปากคำของตำรวจฝ่ายคดี

แต่ถ้าบุคคลผู้ถูกควบคุมตัวไม่อยู่ในฐานะที่จะกำหนดตัวทนายความ หรือไม่สามารถที่ จะติดต่อทนายความที่ได้รับการคัดเลือกได้ บุคคลนั้นสามารถร้องขอให้มีการจัดหาทนายความให้โดย ประธานสภาทนายความตามที่เห็นสมควร

ในกรณีที่มีการขยายระยะเวลาการควบคุมตัว ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถร้องขอให้ ทนายความมาพบตั้งแต่ระยะเวลาเริ่มต้นของการขยายระยะเวลาดังกล่าว ทนายความสามารถติดต่อกับผู้ ถูกควบคุมตัวในลักษณะที่ได้รับประกันว่าจะเป็นความลับ ทนายความจะได้รับแจ้งถึงลักษณะและวันที่ สันนิษฐานว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตำรวจฝ่ายคดีสามารถเริ่มการสอบปากคำได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอ จนกระทั่งผู้ถูกควบคุมตัวได้พบปรึกษากับทนายความ ตำรวจฝ่ายคดีมีหน้าที่เพียงแต่แจ้งให้ทนายความ53

ประเทศญี่ปุ่น

เป็นประเทศที่ใช้ระบบซีวิลลอว์ (Civil Law หรือ ระบบประมวลกฎหมายที่มีวิธีพิจารณาความอาญาตามแบบของฝรั่งเศสและเยอรมัน การพิจารณาคดีอาญาของญี่ปุ่นเริ่มโดยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการฟ้องร้องคดีแต่ไม่มีบทบาทดำเนินการพิจารณาเพราะผู้พิพากษาเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี อัยการและทนายเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการพิจารณาคดี การดำเนินคดีอาญาเริ่มต้นโดยการกล่าวหาตามคำฟ้องของอัยการและพิจารณาค้นหาความจริงในคดี โดยการไต่สวนของศาล

ในการดำเนินคดีอาญาของญี่ปุ่นถือว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ หากปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดก็ไม่ควรได้รับโทษเกินสมควรและการที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดก็ควรจะมีการดำเนินคดีอาญาอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

53อุทัย อาทิเวช “อ้างแล้ว”

ฉะนั้นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาจึงต้องมีสิทธิในการป้องกันตัวตามสมควร การที่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งไม่มีความรู้ด้านกฎหมายต่อสู้คดีโดยตนเอง ย่อมเป็นการป้องกันตัวที่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีทนายเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีอาญาเพื่อคอยควบคุมการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับจำเลยที่ไม่สามารถจัดหาทนายได้ มีบัญญัติไว้ในมาตรา 36 ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดหาทนายได้ เนื่องจากความยากจนหรือสาเหตุอื่น ศาลก็จะตั้งทนายให้กับจำเลยตามที่ร้องขอ ซึ่งศาลจะตั้งทนายให้กับจำเลยก็เฉพาะกรณีที่ไม่มีผู้จัดหาทนายให้กับจำเลยหรือจำเลยไม่สามารถจะจัดหาทนายได้เองเท่านั้น

    จากการศึกษารัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความของญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิการมีทนายของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยถือว่าเป็นสิทธิขั้นมูลฐานในการต่อสู้คดีอาญาของผู้ต้องหาหรือจำเลยประการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งประชาชนทุกคนควรได้รับโดยเสมอภาคกัน และควรให้ความช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีความบกพร่องทางร่างกาย เพื่อให้มีสิทธิในการมีทนายช่วยดำเนินคดีอาญา