สี่วันที่ผ่านมาหลังจากได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ ARI Clinic
ได้ลงมือเก็บข้อมูล (Selective Data) และทำ Systematic Review ไปด้วย
ทำให้เกิดการสะท้อนคิดหลายอย่าง
"Policy อย่างเดียวไม่พอต้องมี standard และ guideline ด้วยค่ะ"
"กำลังใจอย่างเดียวไม่พอค่ะ ต้อง Safe ผู้ป่วย บุคลากร และองค์กรด้วยค่ะ"
การทำงานต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการจัดการความรู้
นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ฉันกำลังจะสะท้อนให้เห็นว่า การทำวิจัยในงานประจำ (R2R) ควรเป็นเช่นไร
ซึ่งมีความแตกต่างจาก CQI และการทำงานวิจัยที่มุ่งเฉพาะเพื่อขอผลงานความก้าวหน้าอย่างเดียว
#R2R2COVID19
ที่มาบางส่วน...
คลินิก ARI คือ จุดเสี่ยงจุดหนึ่ง
ควรบริหารจัดการให้ดี ไม่งั้นจะกลายเป็นจุดระบาด
(ARI ย่อจาก acute respiratory tract infection
ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย)
ช่วงนี้ทุก รพ. จัดให้มี ARI clinic เหมือนจะดี
แต่อาจส่งผลร้ายได้ ต้องจัดการดีๆ
เรียนรู้จากกรณีระบาด SAR เมื่อปี 2003-2004
ปัจจัยเสี่ยงกรณีมีการระบาดเฟส 3 ทั้งประเทศ
ข้อมูลนี้น่ากังวล พบว่า
1) ติดเชื้อที่คลินิก ARI
2)มีโรคประจำตัว
เราเรียนรู้อะไร ต้องแนะนำประชาชน
1)กลุ่มคนที่สบายดี เช่น เจ้านายมาให้ขอใบรับรองแพทย์ ไม่ควรมา
2)ไอน้ำมูก เจ็บคอ เล็กน้อย โดยไม่มีประวัติเสี่ยง เช่น ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่มีประวัติสัมผัสญาติเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ควรมา ควรพักผ่อน กินยาที่บ้าน
3)เมื่อมา รพ. แล้ว เวลานั่งคอย ต้องคอยสังเกต ใครไอ มาก ควรเลี่ยงห่างๆ ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ งดสัมผัสสิ่งแวดล้อม
สำหรับสถานพยาบาล
1)แยกคลินิก ให้อากาศ ถ่ายเท
2)มีอุปกรณ์ครบ หน้ากาก surgical mask หรือ N95 น้ำยาล้างมือ
อุปกรณ์ป้องกัน แพทย์ พยาบาล แม่บ้าน ต้องครบ
3)ที่นั่งรอควรแยกโซน ตัดจาก อาการไข้ อาการไอ ความรุนแรง ไม่ควรเอาเคสป่วยมาปนเคสปกติ
งดการพ่นยาแบบละอองฝอยหรือ nebulizer จะทำให้ droplets กลายเป็น airborne ได้
4)one stop service การเบิกบัตร ตรวจ จ่ายยา ควรทำให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ลดเวลาใน รพ.
5)คนมีโรคประจำตัว และ stable ควรมีการจัดยาส่งถึงบ้าน ทางไปรษณีย์ หรือนัดนานๆ 3-6 เดือน
6)เคส PUI ชัดเจน ไข้ ไอ น้ำมูกเจ็บคอ ต้องอย่ามาปะปน แยกตรวจ
ช่วงนี้คลินิก ARI ยังไม่ใช่ของจริงนะ
ส่วนใหญ่ป่วยเป็น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
ถ้าโควิดของจริงมานี่ น่ากลัว
ต้องเข้มข้น
ในการป้องกัน
ไมงั้นจะติดกันหมด
https://www.facebook.com/13305...
