กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์กว่าจะมาเป็นแบบเรียนหรือหนังสือให้ได้ศึกษา


หลักการที่ใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์คือ เริ่มจากการตั้งคำถามก่อน คือถามว่า “เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีตบ้าง ?” แล้ว “เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไร” แต่ก่อนสามจังหวังชายแดนภาคใต้เขาเคยนับถือเทวรูปต่างๆ แล้วเขามาเปลี่ยนแปลงเมื่อไร ? อะไรมันเกิดขึ้นจึงต้องเปลี่ยนแปลง ? ผมก็ไปค้นหาเจอแล้วละ แล้วก็ในเหตุการณ์ตรงนั้นที่เกิดขึ้นที่ไหน ? แล้วทำไมถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ? แล้วเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? นี่คือชุดคำถามพื้นฐานที่จะต้องถามในเรื่องของการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ แล้วเราค่อยไปหาคำตอบตรงนี้


      กระบวนการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจมากเลยวิธีการก็คือจะต้องมีการสืบค้น เพราะนักประวัติศาสตร์ต้องมีการสืบค้นสิ่งที่ผมเห็นจากที่ได้ไปกองประวัติศาสตร์หลายครั้ง สมเด็จพระเทพฯท่านเสด็จไปที่ประเทศไหน จะเห็นว่าท่านจดบันทึกแล้วท่านก็จะนำมาเขียนเป็นเรื่องราวบางท่านอาจจะเคยได้อ่านหนังสือของพระองค์ท่านบ้างแต่สิ่งที่สำคัญเวลาที่ท่านไปที่ไหน ท่านจะขอถ่ายสำเนาเอกสาร เช่น แผนที่ เอกสารหรือหนังสือ ท่านนำมาเก็บไว้ที่กองประวัติศาสตร์เยอะมากเลย ท่านยังไม่ได้นำมาย่อยคือเอามาเรียบเรียงแล้วจัดลำดับเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ท่านจะเก็บเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับประเทศไทย เป็นวิธีการทางประวัติศาสตร์เลยคือต้องสืบค้นแล้วก็ค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ ค้นคว้า สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ดูจากวัตถุที่เราขุดค้นพบโดยต้องทำงานร่วมกับนักโบราณคดีเพราะว่านักโบราณคดีก็จะรู้ว่าขุดเจออะไรแล้วอายุเท่าไหร่ถ้าอายุเท่านี้เป็นของยุคสมัยไหน เป็นกลุ่มของใครที่อยู่ตรงนั้นหรือว่าที่ดูที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ที่อยู่ในหนังสือ คัมภีร์ ใบลานสลักในหิน หรือในที่ต่างๆ ที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ก็จะมีวิธีการที่จะดูการบันทึกเหล่านี้ แล้วอีกอันก็คือ หลักฐานที่มาจากการบอกเล่าตำนาน พงศาวดาร ก็จะช่วยทำให้สามารถรวบรวมและคัดเลือกหลักฐานต่างๆเหล่านี้มาสู่ระบบการพิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์ ตีความประเมินหลักฐานที่ได้มาทั้งหมด แล้วก็ดูถึงความเชื่อมโยงที่มีความสัมพันธ์กันแล้วก็นำมาเปรียบเทียบกันอย่างเป็นระบบพอเปรียบเทียบกันอย่างระบบเสร็จเราก็นำเสนอออกมาเป็นข้อเท็จจริงที่เรียบเรียงออกมาเป็นอย่างนี้นี่คือวิธีการในการศึกษาประวัติศาสตร์



      การต่อยอดการศึกษาประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์มากขึ้นก็คือการจัดทำเป็นแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ให้นักเรียนได้เรียนกันโดยเขียนเรียบเรียงเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แล้วเราก็ถ่ายทอดให้อยู่ในรูปของเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วนำตรงนี้เข้ามาใช้ในการศึกษา

 

          ในการศึกษาประวัติศาสตร์ต้องมีการกำหนดเป้าหมายและคำถามที่ต้องการศึกษาเพราะเราต้องยอมรับว่าถ้าหากเราศึกษาอาจจะต้องศึกษาย้อนกลับไปเป็นหมื่นๆปีหรือเปล่า แล้วมันจะเยอะไปแล้วไม่สามารถหาข้อมูล หาหลักฐานได้เพราะฉะนั้นจะต้องหาจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการหาเรื่องอะไร ย้อนกลับไปกี่ปีเช่น ต้องการศึกษาเฉพาะเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะศึกษาอดีตในส่วนไหนบ้างอย่างเช่น พอผมมาอ่านเรื่องของภาคใต้ ผมก็จะดูว่าต้องศึกษามิติเชิงศาสนาก่อนสองคือต้องดูมิติเรื่องการถูกเข้ายึดครองเพราะภาคใต้พอไปศึกษาแล้วไม่ใช่ว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคยอยู่กับประเทศไทยนะเคยอยู่กับอังกฤษ เคยอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มากมาย แต่ละยุคสมัยก็น่าศึกษาเพราะฉะนั้นต้องเขียนให้ชัดเจนว่าจะศึกษาในวัตถุประสงค์อะไร และจะศึกษาในสมัยไหนเช่น ถ้าจะศึกษาเฉพาะกรุงรัตนโกสินทร์ก็ต้องไปดูแค่บางส่วนหรือจะศึกษาตอนอนาจักรศรีวิชัย หรือจะศึกษาตั้งแต่อณาจักรของมะละกาเลย แล้วก็เพราะเหตุใดจึงต้องศึกษาตรงนี้ตรงนี้จะต้องอาศัยการอ่านการสังเกต ไม่ใช่ศึกษาในเชิงลึกอย่างเดียวเราจะต้องมีความรู้กว้างๆ เชิงประวัติศาสตร์มาก่อนด้วย เพราะว่าการรู้กว้างๆจะครอบคลุมอยู่หลายเรื่องด้วยกันแล้วเราค่อยมาเฉพาะเจาะจงว่าจะศึกษาเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้นอย่างนั้น

หมายเลขบันทึก: 676148เขียนเมื่อ 18 มีนาคม 2020 07:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มีนาคม 2020 07:51 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี