ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ๕. เรียนรู้ระดับผิว (ตอนที่ ๒)

  บันทึกชุด ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ตีความ (ไม่ใช่แปล) จากหนังสือ Visible Learning for Literacy, Grades K-12 : Implementing the Practices That Work Best to Accelerate Student Learning (2016)    เขียนโดย Douglas Fisher, Nancy Frey, และ John Hattie    ซึ่งเป็นหนังสือที่นำเอาหลักการ Visible Learning ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย John Hattie ในช่วงเวลาเกือบ ๔๐ ปี สู่ภาคปฏิบัติ   

บันทึกชุดนี้ต้องการสื่อความและสื่อวิธีการเรียนรู้ที่ประจักษ์ชัดในสองมุม    คือมุมนักเรียนที่เรียนอย่างชัดเจนในเป้าหมาย  ในความก้าวหน้าของตน ทั้งในการเรียนวิชาและวิธีเรียน    และมุมของครู ที่สอนอย่างประจักษ์ในผลที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน  และโดยใช้การกระตุ้นสายตาของนักเรียนด้วยเป้าหมายการเรียน    เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา   

บันทึกที่ ๕ เรียนรู้ระดับผิว (ตอนที่ ๒) นี้ ตีความจากบทที่ 2  Surface Literacy Learning  ในหนังสือ หน้า ๔๙ – ๗๐    


สอนคำ (Vocabulary Instruction)

เมื่ออ่านสาระในตอนนี้แล้ว    ผมคิดว่าครูภาษาต้องไม่ใช่แค่สอนไปตามที่หลักสูตรกำหนด    ต้องมีหลักคิดที่ช่วยกำหนดพฤติกรรมการสอนของครู    เพื่อช่วยให้นักเรียนได้มีพื้นฐานทางภาษาที่มั่นคงแข็งแรง    ซึ่งจะเป็นคุณต่อชีวิตในภายหน้าอย่างมาก ผมเกิดความรู้สึกว่า ครูในชั้นเด็กเล็กและชั้นประถม มีความสำคัญมากต่อการสร้างพื้นฐานนี้    สำคัญในลักษณะทำให้เด็กมีฐานมั่นคง หรือฐานอ่อนแอ ไปตลอดชีวิต  

ในตอนนี้ว่าด้วยการสอนคลังคำเพื่อเป้าหมายการเรียนรู้ระดับผิว    ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการเรียนรู้คำ     ในบันทึกตอนต่อๆ ไป จะกล่าวถึงการสอนคลังคำเพื่อการเรียนรู้ระดับลึก และระดับเชื่อมโยง    โดยครูต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ตนต้องสอนให้นักเรียนได้บรรลุการเรียนรู้ระดับเชื่อมโยง (transfer)      

ทักษะการมีคลังคำที่มีความสำคัญ (ใช้บ่อย)  มีมาก และรู้ความหมายลึก ช่วยให้อ่านหนังสือได้คล่อง ได้ใจความ และสนุก    การมีคลังคำที่มากและเหมาะสม มี ES ต่อผลการเรียนวิชาอ่านเอาเรื่องเท่ากับ 0.67        

เขาแนะนำว่า การเรียนรู้คำ มี ๕ มิติ  ได้แก่

  • รู้ความหมายทั่วไป
  • ใช้เป็น
  • นึกคำออก
  • ใช้อย่างแม่นยำ    คือใช้อย่างถูกต้อง  ไม่ใช้ผิดๆ
  • นำมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติ    โดยนำเอาคำมาแชร์ความเข้าใจกับเพื่อนๆ ได้    

ผมขอเสนอว่า น่าจะมีมิติที่ ๖ และ ๗ คือ

  • จัดกลุ่มคำได้
  • บอกคำพ้องได้  

โดยที่การเรียนรู้ต้องเป็นขั้นเป็นตอน ตามระดับพัฒนาการของเด็ก    โดยเขาแนะนำวิธีเลือกคำ สำหรับดำเนินการสอนโดยตรง ตามแสดงในตารางที่ ๕.๑

นอกจากสอนคำโดยวิธี direct instruction แล้ว    ยังมีวิธีสอนอีกมากมาย   ต่อไปจะยกวิธีใช้เครื่องช่วยจำ  บัตรคำ  เกมคำ  และการจัดกลุ่มคำ มาเป็นตัวอย่าง   

เครื่องช่วยจำ (Mnemonics)

ทุกคนจำบทท่องจำ “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่  ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ  ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ  มิหลงใหลใครขอดู   สิ่งใดอยู่ในตู้   มิได้อยู่ใต้ตั่งเตียง   บ้าใบ้ถือใยบัว   หูตามัวมาใกล้เคียง   เล่าท่องอย่าหลีกเลี่ยง   ยี่สิบม้วนจำจงดี”    นี่คือเครื่องช่วยจำคำสระ ใ-   ที่ใช้ไม้ม้วน  

“เด็กเหม่อตามอง   ยิ้มย่องผ่องใส   หันหัวทั่วไป   แม่ไม่ต้องยก   คว่ำอกนอนเหม่อ   transfer มือเดียว   นั่งเดี่ยวเรื่องย่อย   หนูน้อยคืบคลาน   ยืนนานต้องเหนี่ยว   ยืนเยี่ยวยังได้    เดินไกลต้องเกาะ    ย่างเหยาะอาจหาญ”  คือเครื่องช่วยจำที่เพื่อนนักศึกษาแพทย์ของผมสมัยเกือบหกสิบปีก่อน  แต่งขึ้น    เอาไว้ตอบข้อสอบพัฒนาการเด็กในแต่ละเดือนในช่วงขวบปีแรก    ที่เป็นข้อสอบความจำ (เรียนรู้ระดับผิว)    ที่เวลาผ่านมาเกือบ ๖๐ ปี ผมยังจำได้แม่น       

EF ของเครื่องช่วยความจำต่อการเรียนรู้ เท่ากับ 0.45

บัตรคำ

เขาแนะนำให้ครูกำหนดให้นักเรียนเขียนบัตรคำตามแบบ Frayer Model  เอาไว้ใช้ทบทวน    โดยใช้บัตรคำขนาด 4x6 นิ้ว    ตีเส้นแบ่งหน้ากระดาษตามขวางและตามแนวตั้ง     แบ่งหน้ากระดาษออกเป็น ๔ ส่วน    อาจเขียนคำไว้ตรงกลาง หรือที่ช่องใดช่องหนึ่งในสี่ช่อง    อีกช่องหนึ่งเขียนความหมายของคำ     อีกช่องหนึ่งเขียนคำพ้อง     อีกช่องหนึ่งเขียนตัวอย่างประโยคที่ใช้คำนั้น    หากมีช่องเหลืออาจเขียนคำตรงกันข้าม    หรือเขียนรูปที่สะท้อนความหมายของคำ    

สอนการหาความหมายของคำจากโครงสร้างคำและประโยค (Modeling Word Solving)

ครูอธิบายให้นักเรียนฟังในลักษณะที่เผยความคิดในสมองของตนเองออกมาดังๆ เมื่อพบคำแปลกในข้อความหนึ่ง     เช่น  ครูอ่านข้อความ “การศึกษาถึงสภาพทางภูมินิเวศหรือถิ่นที่อยู่อาศัย ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบวิถีชีวิต และเป็นแหล่งกำเนิดของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากพืชพรรณที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ จะทำให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับระบบนิเวศ ในฐานะที่เป็นผู้มีบทบาทหน้าที่ในส่วนหนึ่งของกระบวนการในระบบนิเวศ และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสมดุลและความยั่งยืนของธรรมชาติ”   ครูสะดุดที่คำว่า ภูมินิเวศ   จึงลองแตกคำ ภูมิ +นิเวศ    คำว่า ภูมิ แปลว่า แผ่นดิน    นิเวศ แปลว่า ที่อยู่    ภูมินิเวศจึงแปลว่า แผ่นดินที่อยู่    และเมื่ออ่านต่อมาก็พบคำว่า “หรือถิ่นที่อยู่อาศัย”    เป็นคำแปลที่ผู้เขียนให้ไว้ ซึ่งตรงกัน     

เขาให้หลักการหาความหมายของคำจากการวิเคราะห์คำและประโยค ดังนี้

  • ตรวจสอบภายในคำหรือพยางค์ เพื่อหาคำตอบ
  • ตรวจสอบจากภายนอกคำหรือพยางค์ เพื่อหาคำตอบ
  • ตรวจสอบจากภายนอกข้อความ เพื่อหาคำตอบ    ซึ่งในกรณีของข้อความที่ยกมาข้างต้น   ถ้อยคำที่ตามมาช่วยบอกว่าเขากำลังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบธรรมชาติ   

จัดกลุ่มคำหรือหลักการ

มนุษย์มีธรรมชาติค้นหาแบบแผน (pattern)  เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัว    จึงควรใช้คุณสมบัติตามธรรมชาตินี้ช่วยการเรียนรู้คำ     โดยให้เล่มเกมจัดกลุ่มคำ    โดยใช้เกณฑ์หลากหลายแบบ  เช่น ความหมาย   เสียง   วิธีเขียนสะกดการัณต์    วิธีการนี้มักใช้ในนักเรียนชั้นประถม    เพื่อช่วยให้เขียนถูกต้อง  รู้ความหมาย  และเพิ่มคลังคำในสมอง    ที่เป็นพื้นฐานสู่การอ่านและเขียน   

ครูภาษาสามารถออกแบบการเรียนที่สนุกและท้าทาย และเหมาะสมต่อระดับความรู้และพัฒนาการเด็ก ได้มากมาย โดยใช้หลักการนี้  

สอนให้อ่านมาก (Wide Reading)

ครูต้องจัดห้องเรียนให้มีหนังสือให้เด็กอ่าน    ทั้งหนังสือที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน และหนังสืออื่นๆ ที่เด็กสนใจ    เพื่อกระตุ้นให้เด็กอ่าน    ซึ่งจะช่วยเพิ่มคลังคำในสมองเด็ก    เป้าหมายคือให้เด็กได้สัมผัสภาษา    จนเมื่อเรียนจบ ม. ๒ มีคลังคำ ๘๘,๐๐๐ คำอยู่ในสมอง     เป็นทุนเพื่อการเรียนรู้ต่อไป  

สอนอ่านเอาเรื่องตามบริบท

การสอนอ่านเอาเรื่องไม่ใช่กระบวนการตื้นๆ หรือชั้นเดียว    ต้องการการออกแบบกระบวนการให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์และจัดระบบความรู้    และเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านสังคม ด้านชีวภาพ และด้านกายภาพในโลก    คิดใคร่ครวญ แล้วลงมือทำกิจกรรม  

เขาบอกว่าเป้าหมายของการเรียนอ่านเอาเรื่องเน้นที่การบูรณาการความรู้เข้าด้วยกัน    เพื่อนำไปสู่การกระทำ   ที่เรียกว่า integrative reader    ต้องอย่าหลงสอนให้อ่านด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าใจแล้วหยุดอยู่แค่นั้น ที่เรียกว่าเป็น strategic reader   เพราะจะทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้กว้างขวาง   

อย่างไรก็ตาม การอ่านแบบเอาความเข้าใจก็มีประโยชน์    เพราะนักเรียนจะขวนขวายหาตัวช่วยเพื่อทำความเข้าใจ    ซึ่งต่อไปจะนำไปสู่การเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านไปสู่เรื่องอื่นๆ และกลายเป็น integrative reader  

ฝึกสรุป

นักเรียนต้องได้ฝึกบรรจุหรือเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้าในแผนที่ความรู้ของตน    ซึ่งในชั้นนี้ เป็นแผนที่ความรู้กว้างๆ ผิวๆ ไม่เน้นความลึก    แต่จุดสำคัญอยู่ที่ต้องจับประเด็นสำคัญได้    ไม่หลงจับประเด็นปลีกย่อย   

วิธีการที่ครูสอนและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ในระดับเข้าใจ คือ ให้นักเรียนเขียนสรุปประเด็นหลักของการเรียนรู้สองสามประโยคลงบน “บัตรออกจากห้องเรียน” ตอนจบคาบ    สำหรับครูเอามาอ่านตรวจสอบว่านักเรียนคนไหนบ้างที่จับประเด็นผิด    แล้วครูนำไปให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) ตอนเริ่มต้นชั้นเรียนต่อไป   

ทักษะการอ่านจับประเด็นสำคัญ ก็เช่นเดียวกันกับการมีคลังคำ  เป็นพื้นฐานสู่การเรียนรู้ระดับลึก และระดับเชื่อมโยงต่อไป 

ขีดเส้นใต้หรือวงคำสำคัญ

ในการอ่านเรื่องที่ซับซ้อน  การจับประเด็นสำคัญอาจทำได้ไม่ง่ายนัก    ยิ่งมือใหม่อย่างนักเรียนยิ่งเป็นเรื่องท้าทาย    ตัวช่วยง่ายๆ คือขีดเส้นใต้คำ ประโยค หรือส่วนของเรื่องที่มีความสำคัญ    อาจใช้วิธีวงคำสำคัญ  หรือเขียนสรุปประเด็นไว้ที่ขอบหน้าหรือหลังตัวหนังสือ   ที่เรียกว่า ทักษะการเรียน (study skills)

นักเรียน ซึ่งเป็นมือใหม่ มักหลงไปให้ความสนใจต่อถ้อยคำพรรณนาภาพพจน์    แทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่ถ้อยคำที่มีความสำคัญจริงๆ    ครูจึงต้องช่วยฝึกการจับประเด็นสำคัญ ไม่หลงประเด็น

ครูต้องสอนสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือสอนการเรียนสาระวิชา  กับสอนวิธีเรียน    ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนสองอย่างในเวลาเดียวกันด้วย    มีผลการวิจัยบอกว่า การสอนวิธีเรียนแยกต่างหากได้ผลน้อย ไม่ควรทำ    ควรสอนไปพร้อมกับสอนสาระ  

ทักษะการเรียนมีผล ES = 0.63 

จดบันทึก

วิธีจดบันทึกที่แนะนำสำหรับนักเรียนมัธยมขึ้นไป คือ Cornell method    โดยใช้หลักการ 6Rs คือ

  • Record   จดบันทึกลงไปที่หน้ากระดาษส่วนบันทึก
  • Reduce   ย่อลงเป็นไอเดียสำคัญ ในลักษณะคำถาม    จากการทบทวนบันทึกภายใน ๒๔ ชั่วโมง
  • Recite   ทบทวนสาระสำคัญโดยตอบคำถามออกมาดังๆ    ไม่ดูบันทึก
  • Reflect    ใคร่ครวญว่าตนเข้าใจถ่องแท้แค่ไหน    มีคำถามสำหรับไปถามครูหรือไม่
  • Review    ทบทวนในเวลาที่เหมาะสม
  • Recapitulate   สรุปความ บันทึกลงในหน้ากระดาษส่วนสรุปความ  

Effect Size ของการจดบันทึกที่ดีต่อการเรียนรู้เท่ากับ 0.59

ต้องการเวลาเพื่อจารึกความรู้ใหม่เข้าสมอง

การเรียนความรู้ใหม่แม้ในระดับตื้น นักเรียนต้องการเวลาเพื่อจัดระบบความรู้เข้าสู่สมอง    นักเรียนจะทบทวนความรู้ใหม่และลองประยุกต์ใช้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกขึ้น    ดังนั้น การทดสอบให้ทวนความจำเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนทันทีที่สอนเสร็จ เทียบกับ ๒๔ ชั่วโมงให้หลัง     บ่อยครั้งที่การทดสอบตอน ๒๔ ชั่วโมงหลังสอนให้ผลสูงกว่า    

การเรียนรู้จะยิ่งแม่นยำคล่องแคล่วขึ้นหากมีแบบฝึกหัดให้ทำแบบเว้นช่วงวัน (spaced practice)   ได้รับคำแนะนำป้อนกลับ (feedback)   และมีการเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน (peer collaboration)

              ฝึกซ้อมช่วยจำโดยการฝึกเว้นช่วง

การเรียนหนังสือ (literacy learning) ทั้งการพูด  ฟัง  อ่าน  และเขียน ใช้เทคนิคเดียวกันกับการเรียนทักษะที่ซับซ้อนอื่นๆ   คือนักเรียนต้องได้ฝึกซ้อมสิ่งที่ได้เรียนอย่างสม่ำเสมอ   เพื่อให้ความรู้นั้นจารึกเข้าสมอง    โดยต้อง “เรียนเกิน” (overlearn) ในส่วนเรียนผิวเผิน    เพื่อให้นักเรียนดึงความรู้มาใช้ได้ทันทีในช่วงเรียนลึก และเรียนเชื่อมโยง   

การใช้เกมบัตรคำ (flash card) ที่เล่นได้สารพัดแบบ ตามระดับอายุหรือพัฒนาการของเด็ก    เป็นวิธีที่ง่ายและสนุก    โดยอาจทำบัตรคำเองง่ายๆ   หรือซื้อก็ได้    สำหรับเด็กอนุบาล มีเกม My Pile , Your Pile  ซึ่งเล่นง่าย    ใช้เวลาไม่นาน    โดยครูควรกำหนดคำที่เด็กเรียนแล้วร้อยละ ๘๐    คำที่ยังไม่เคยเรียน ร้อยละ ๒๐   เพื่อให้เด็กมีแรงจูงใจ    การเรียนเพียงครั้งละ ๑๐ นาที    แต่ทบทวนทุกวันในเวลา ๑ สัปดาห์    ให้ผลดีกว่าเรียนรวดเดียว ๑ ชั่วโมง 

ในเกมบัตรคำ ครูคอยช่วยให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback)  เมื่อนักเรียนลังเล หรืออ่านผิด    โดยครูอ่านให้ฟัง  และบอกให้นักเรียนอ่านตาม   ครูบอกความหมายของคำ  แล้วให้นักเรียนอ่านทวนอีกครั้ง  

ในวิชาเรียงความชั้น ป. ๔   ครูคนหนึ่งใช้วิธีให้นักเรียนเขียนร่าง    แล้วอ่านบันทึกเสียงเก็บไว้     วันหลังเอาเสียงที่บันทึกไว้มาฟังพร้อมๆ กับแก้ไขปรับปรุงร่างเดิม    หรือเอาร่างไปเขียน อินโฟกราฟิก  แล้วกลับมาแก้ไขร่างเรียงความเดิม    ทั้งการฟัง  และการคิดเป็นภาพช่วยทบทวนการเขียนเรียงความ               

              อ่านซ้ำ (Repeated Reading)

การอ่านมี ๓ ขั้นตอนของ “อ่านออก” คือ ออกเสียงได้ (decoding)  สนใจ (attention)  และเข้าใจความหมาย (meaning)    ซึ่งเมื่อเด็กเรียนถึงขั้นตอนที่สามก็จะ “อ่านคล่อง”   

เทคนิคอ่านซ้ำ ใช้ช่วยเหลือนักเรียนที่อ่านไม่คล่อง     วิธีการโดยละเอียดอยู่ในเว็บไซต์ที่ลิ้งค์ไว้ข้างบน     สาระโดยย่อคือ ให้นักเรียนอ่านข้อความสั้นๆ ยาว ๑๐๐ - ๒๐๐ คำ   จะอ่านในใจหรืออ่านออกเสียง แล้วแต่ความสมัครใจของเด็ก    โดยมีครูคอยช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ    หากเด็กถามความหมายของคำ ครูช่วยตอบ    ให้อ่านซ้ำอย่างน้อย ๔ เที่ยว  จนอ่านคล่อง    โดยครูสามารถใช้สารพัดเทคนิคเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนฝึก   

ES ของเทคนิคอ่านซ้ำ เท่ากับ 0.67

คำแนะนำป้อนกลับ (Feedback)

ในการเรียนตามปกติ นักเรียนได้รับคำแนะนำป้อนกลับจากครู  และเพื่อนนักเรียน และผมขอเพิ่มเติมว่า พ่อแม่และญาติพี่น้องก็ให้คำแนะนำป้อนกลับด้วย    คนเราได้รับคำแนะนำป้อนกลับมากมายตลอดชีวิต    เป็นคุณบ้าง เป็นโทษบ้าง    โดยตอนเรียนในระดับอนุบาลถึง ม. ๖  คำแนะนำป้อนกลับที่ดีมีลักษณะ ๔ ประการต่อไปนี้

  1. 1. ถูกกาละ (Timely)    คำแนะนำป้อนกลับที่ผิดกาละ แม้ด้วยความปรารถนาดี แทนที่จะเป็นคุณ อาจเป็นโทษ    ในการเรียนรู้ระดับผิว ช่วง “การรับรู้” (acquisition) การให้คำแนะนำป้อนกลับอาจมีประโยชน์น้อยกว่าการสอนซ้ำ (reteaching)    แต่ในช่วง “หลอมรวม” (consolidation) ต้องมีการฝึก คำแนะนำป้อนกลับจึงมีประโยชน์มาก
  2. 2. ตรงประเด็น หรือจำเพาะ (Specific)    คำแนะนำป้อนกลับที่คนเราได้รับโดยทั่วไป มักเกินกำลังที่เราจะเข้าใจ    หรือเป็นคำกล่าวลอยๆ ไม่เชื่อมโยงสู่การปฏิบัติ    จึงเป็นคำแนะนำป้อนกลับที่ไร้ประโยชน์ หรืออาจเป็นโทษ    ครูจึงต้องฝึกให้คำแนะนำป้อนกลับที่จำเพาะต่อกรณี และต่อระดับความสามารถของนักเรียนคนนั้น   
  3. 3. ผู้เรียนเข้าใจ (Understandable to the learner)     หลักการคือ ให้คำแนะนำป้อนกลับ ณ เวลานั้น  และแก่นักเรียนคนนั้น    และเหมาะสมต่อระดับความสามารถของนักเรียนคนนั้น
  4. 4. นำไปสู่การกระทำ (Actionable)    คำแนะนำป้อนกลับที่กล่าวลอยๆ เช่น “ดีมาก” ไม่นำไปสู่การกระทำ    ครูต้องฝึกให้คำแนะนำป้อนกลับที่บอกว่า ทำไมจึงดี    และแนะนำให้ลองทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น   

ในนักเรียนมัธยม อาจใช้ระบบทดสอบออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำป้อนกลับ (online quiz with feedback)    โดยมีโจทย์ให้ตอบเพียง ๓ - ๕ ข้อ    นักเรียนที่ตอบผิดข้อใดข้อหนึ่งจะได้รับข้อความคำตอบที่ถูกต้อง พร้อมกับคำแนะนำให้กลับไปอ่านสาระวิชานั้นตรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง    เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง     

คำแนะนำป้อนกลับที่ดีให้ ES = 0.75  

               เรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน

การเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน (Collaborative Learning with Peers)  ให้ประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนระดับผิว ในขั้นตอนของการหลอมรวมความรู้    และนอกจากนั้นยังช่วยการพัฒนาสมรรถนะสำคัญในด้านความร่วมมือ การสื่อสาร ความมีน้ำใจ และอื่นๆ   

ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะการออกแบบ “ชาลา” (platform) การเรียนแบบที่นักเรียนเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน   เช่น สโมสรหนังสือ (book club)  หรือ กลุ่มอภิปรายวรรณกรรม (literature discussion group)   โดยที่สมาชิกร่วมกันรับผิดชอบผลงานของกลุ่ม  และนักเรียนแต่ละคนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตน   

ตอนต้นปีการศึกษา ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า การเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อนจะให้คุณประโยชน์ต่อตัวนักเรียนอย่างไร    และย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่ให้นักเรียนจับคู่หรือจับกลุ่มกันเรียนภายในหนึ่งคาบเรียน    แต่เป็นการทำงานร่วมกันตลอดเทอมหรือตลอดทั้งปี    เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจตนเอง  เข้าใจโลก  และเข้าใจความรู้ด้านต่างๆ    โดยที่นักเรียนเป็นทั้งผู้เรียน และผู้ให้    ให้แก่เพื่อน

ในกรณีของการเรียนวิชาวรรณกรรม ชั้นมัธยม    เพื่อให้นักเรียนตอบคำถาม “โตขึ้นฉันอยากเป็นอะไร”     ครูกำหนดเรื่องสั้นจำนวนหนึ่งให้นักเรียนเลือกอ่านคนละเรื่อง    แล้วนำมาอภิปรายกัน   โดยครูมีกระดาษหนึ่งหน้า เป็นบันทึกการอภิปราย เป็นเครื่องช่วยเรียนในแต่ละคาบ   ดังตัวอย่างในตารางที่ ๕.๓

ขอให้นักเรียนเตรียมบันทึกนี้ล่วงหน้า ก่อนการประชุมกลุ่ม   ใช้คำถามข้างล่างเป็นแนวทางการบันทึก

การอภิปราย : นักเรียนมีคำถามอะไรบ้าง หลังอ่านเรื่องจบ   นักเรียนพิศวงเรื่องอะไร   มีอะไรที่งงหรือเข้าใจไม่ชัดเจน    

ข้อความที่มีพลัง :   ข้อความใดที่ดึงดูดความสนใจ  โดยอาจเป็นที่ประหลาดใจ  แปลก  หรือเป็นถ้อยคำไพเราะ   ให้จดหน้าและขีดเส้นใต้ไว้อ่านให้เพื่อนฟัง

เชื่อมโยง :   ข้อความที่อ่านเตือนให้คิดถึงเรื่องอะไรในชีวิตของนักเรียน    มีหนังสือเล่มอื่นที่เชื่อมโยงกับเรื่องนี้ไหม    เชื่อมโยงอย่างไร

ภาพประกอบ :   เขียนภาพหรือไดอะแกรม   เพื่อแสดงความประทับใจของนักเรียนต่อเรื่องที่อ่าน (ไม่เน้นความสวยงาม  เน้นสาระ) 

                      

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

การเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน เมื่อเทียบกับเรียนคนเดียว ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้เพิ่มขึ้นโดย ES = 0.59

สรุป

ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการนำนักเรียนเข้าสู่ความรู้และทักษะใหม่    และรู้ว่าเมื่อไรที่จะต้องเคลื่อนต่อจากการเรียนระดับผิว ขั้นรับรู้ และเข้าใจ ไปสู่การเรียนรู้ขั้นต่อไป  

เมื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ ทั้งต่อนักเรียนและต่อครู    นักเรียนและครูจะมีความสัมพันธ์แบบ “เชื่อมใจเป็นหนึ่งเดียว”    ครูสื่อสารกับศิษย์ว่ากำลังเรียนรู้อะไร สำคัญอย่างไร  และวัดความสำเร็จในการเรียนอย่างไร    ครูใช้การแนะนำป้อนกลับเพื่อให้นักเรียนทำความเข้าใจการเรียนรู้เบื้องต้น    และครูจ้องดูและฟัง เพื่อประเมินว่านักเรียนพร้อมจะเรียนในระดับต่อไปแล้ว  หรือนักเรียนยังต้องการเวลาและการฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น    นี่คือการวางฐานที่มั่นคงแน่นหนาของการเรียนรู้หนังสือ (literacy learning)      

วิจารณ์ พานิช

๑ ม.ค. ๖๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)