มันเป็นเรื่องที่เป็นทางการ ถึงแม้ว่าจะมีรัฐบาล แต่ประเทศไทยยังคงไม่มีหางเสือ หลังจากครองอำนาจมากกว่า 6 ปี ภายใต้เผด็จการทหาร และอิทธิพลของทหาร และการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ สุดท้ายทำให้ประเทศนี้เป็นรัฐข้าราชการแบบอำนาจนิยม (authoritarian bureaucratic state) ที่ทั้งไม่เหมาะสมต่อความไม่พอใจที่เป็นสาธารณะ และความต้องการในทศวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือการที่รัฐบาล ซึ่งเกิดโดยการผสมอย่างผสม ผเส ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสม และนำโดยเผด็จการทหาร คือประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามที่จะครองอำนาจ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสามารถเลยก็ตาม หากความอดทน และอดกลั้นที่มีชื่อเสียงของคนไทยไม่สามารถจะทนได้แล้วหละก็ ความตึงเครียดทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ในขณะที่มีวิกฤตการณ์เรื่องหมอกใน 2-3 สัปดาหี่ผ่านมา โดยให้มีการปฏิวัติมลภาวะฝุ่น PM 2.5 รอบๆประเทศ ตอนนี้ได้กลายเป็นพาดหัวข่าว แต่การไม่ตอบรับความท้าทายของประเทศไทย และสภาวะลการลดลด, การไม่ทำอะไร, รวมทั้งการพลาดโอกาสเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่า เมื่อเรามองอย่างกว้างๆ เราจะเห็นแต่การขาดวิสัยทัศน์ และภาพในมุมกว้าง ที่ประเทศไทยควรเดินไปทางใด พลเอกประยุทธ์ไม่ได้นำรัฐบาล เขาเพียงแต่ทำกิจกรรมประจำวันเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเพียงแต่ปรากฏตัว และเอาตัวรอดด้วยงานที่ใส่เข้ามา
ในขณะที่ความเจริญทางเศรษฐกิจหดตัวลง เนื่องจากการส่งออกต่ำ และค่าเงินบาทที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่นายกฯประยุทธ์ ที่เป็นทหารและตั้งตนเองเป็นหัวหน้าเศรษฐกิจ กลับไม่มีคำตอบ บางครั้งเขาไม่อยากเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ชัดเจน และไม่อยากเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลที่นำโดยประยุทธ์ ได้ลงทุนเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และยุทธวิธีประเทศไทยแบบ 4.0 สิ่งนี้คือโครงการที่มีวิสัยทัศน์ แต่ตอนนี้ขาดพลังงาน มีรัฐมนตรีแบบข้าราชการ และไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สภาพอากาศ และน้ำ คือหลักฐานที่น่าสาปแช่งที่สุดของความโง่เขลาของรัฐบาล สภาวะแห้งแล้งโจมตีคนภาคอีสาน เขื่อนทางต้นน้ำในจีนและลาว ผสมกับการขาดฝน ทำให้แม่น้ำโขงแห้งขอด ในหลายจังหวัดของไทยที่อยู่ปลายน้ำ ระดับน้ำในเขื่อนหลักทางภาคกลางลดลงจนน่าตกใจ น้ำทะเลยังไหลซึมเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งน้ำประปาของเราถูกผลิตและถูกแจกจ่าย ผลลัพธ์โดยอ้อมต่อการผลิตทางการเกษตร และความอยู่ดีกินดีของประชาชน คือทางร้าย
คำตอบที่ตอบโดยไม่คิดของนายกฯต่อน้ำเค็มก็คือต้มมัน ซึ่งคือการฆ่าเชื้อโรค แต่ไม่สามารถแก้ความเค็มลงได้ สำหรับสภาวะแห้งแล้ง รัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่เป็นระบบ สำหรับการตอบน่าจะเป็นขึ้นกับธรรมชาติ และหวังว่าจะมีหน้ามรสุมเข้ามาทันเวลา การดำรงอยู่ในประเทศไทยล้วนขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิต และศรัทธาแต่เพียงอย่างเดียว หากหวังการนำและการปฏิบัติของรัฐบาลน่าจะไม่ได้
เพิ่งจะสัปดาห์นี้เองที่ศาลากรุงเทพฯตัดสินใจที่จะปิดโรงเรียนจำนวน 437 แห่ง ภายใต้การเตือนเรื่องสภาพอากาศที่ไม่ดี และสุขภาวะที่แย่กับฝุ่น PM 2.5 ต่อมาศาลากรุงเทพฯไดเปิดโรงเรียนนี้อีกครั้ง เพราะกระทรวงศึกษาสั่งให้โรงเรียนรอบๆกรุงเทพฯปิดเมื่อวานและวันนี้ คำสั่งจะมีผลในวันพุธ
ในขณะที่หน่วยงาน 2 หน่วยงาน สั่งไปคนละแบบ แต่กระทรวงศึกษาก็ไม่ได้บอกถึงเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานว่าจะเปิดหรือปิดโรงเรียนเมื่อใด มันเป็นสิ่งเอาแต่ใจตนเองและฉับพลัน หากฝุ่นพิษดำรงอยู่เหมือนหรือสูงขึ้นในอนาคต โรงเรียนจะปิดอีกหรือไม่? ไม่มีแผนการหรือยุทธวิธีอันใดสำหรับการเรียนรู้ที่บ้าน เนื่องในวันหยุดนี้เลย ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากพูดถึงการที่ประยุทธ์ไล่ผู้ว่าฯที่ได้รับการเลือกตั้งจากคนกรุงเทพฯ มาเป็นแต่งตั้งตำรวจที่เกษียณไปแล้วมาเป็นผู้ว่าฯ แน่นอนว่าผู้ว่าฯที่ได้รับแต่งตั้งคนนี้ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารเมือง เขาแทบจะไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะ และไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯเคยเป็นผุ้นำในการประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รับอำนาจมาจากการสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ที่เชื่อมโยงกับประยุทธ์ หากพวกเขาได้รับอำนาจมาด้วยวิธีการนี้ อย่างน้อยพวกเขาควรจะมีความสามารถและรับผิดชอบมากกว่านี้
เพื่อให้แน่ใจ การโต้ตอบของการแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่น PM 2.5 ของนายกฯ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ โดยการบอกให้ประชาชนต้องทนอยู่กับมัน และต่อสู้ด้วยตนเอง พลเอกประยุทธ์แจกจ่ายหน้ากากกันฝุ่นพิษในพื้นที่ในเมืองของประเทศไทยเพื่อกันฝุ่นพิษจากท่อไอเสีย ถึงแม้ว่าจะระบุว่าพวกเขาคือผู้กระทำให้เกิดฝุ่นพิษถึง 72 % เลยก็ตาม คำตอบที่ฉับพลันของเขาคือการจัดการกับความแออัดของยานพาหนะ ถึงแม้ว่าเขาอยู่ในอำนาจมากกว่า 6 ปีแล้ว แต่ปัญหาเรื่องคุณภาพอากาศกลับกลายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่
หากผู้มีอำนาจมองดูแผนที่การรายงานผลทางคุณภาพอากาศรอบๆพื้นที่ พวกเขาจะเห็นว่าสภาวะอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ในเมืองใหญ่ๆของเอเชีย มองโกเลีย, บางส่วนของประเทศจีน, และอินเดียถูกรุมเร้าไปด้วยมลภาวะมากกว่า 2 เท่าของประเทศไทย ประเทศเกี่ยวกับการเดินเรือ เช่น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, และสิงคโปร์ มีสภาวะทางอากาศน้อยกว่าของประเทศไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีอากาศที่น่าสดชื่นมากกว่า กรุงมะนิลา และจากาตาร์ ที่มีการจราจรติดขัดเมื่อเทียบประเทศไทย ยังมีสภาพมลภาวะน้อยกว่ากรุงเทพฯ
ต้นเหตุแห่งการมีฝุ่นพิษในประเทศเอเชียเกิดมาจากการเกษตรแบบการตัดและเผา การใช้พาหนะควรจะเป็นอันดับสอง ซึ่งพาหนะนี้ต้องมีแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพ แต่จากข้อมูล และวิธีการที่เน้นเหตุการณ์ (am evidence-based approach) จำเป็นต้องใช้เพื่อบรรเทาสภาพอากาศที่อ่อนแอ
นอกเหนือจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา, ภาวะแห้งแล้ง, การจัดการน้ำ, และมลภาวะ นายกฯต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายทุกชนิด ที่มาพร้อมกับการขาดประสบการณ์ในภาระงาน พลเอกประยุทธ์ชอบที่จะพูดคุยวางโต ดุดัน และรบกวนนักวิจารณ์ รวมทั้งผู้กล่าวร้าย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นการพูดอย่างทำอย่างในปัจจุบัน มันควรจะถึงเวลา เมื่อการพูดอย่างทำอย่างนั้นควรจะทำได้แล้วเสียที
แปลและเรียบเรียงจาก
Thitinan Pongsudhirak. Government’s competence in question
https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1842139/governments-competence-in-question
ตราบใด..ที่เรามีรัฐบาล..”จัดฉาก”..เอาผ้าขาวม้าเคียนพุง ทับเสื้อ นอก ..จนล้นหลามไม่เห็นพุง นั่งรถตรวจราชการเงินที่มาจากภาษีประชาชน..อย่างที่เห็นแถมด้วยสิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็นอยู่เวลานี้..ก็คง..ลงเหว..ตามๆกัน..นะ…เราไม่ถูกอนุญาติให้เห็นต่างคิดต่าง ไม่เดิน ตามผู้ใหญ่..55555