พวกเขามี “ต้นทุนความดี” ในตัวตนของเขาเอง จึงส่งผลให้พวกเขาหยัดยืนและเดินทางอยู่บนถนน “คนจิตอาสา” ของวันนี้อย่างสง่า ต้นทุนที่ว่านั้นคือการถูกบ่มเลี้ยงอย่างสร้างสรรค์จากครอบครัวและการศึกษา หรือแม้แต่กัลยาณมิตร ก่อเกิดเป็นภูมิต้านทานอันดีในการช่วยให้เขาสามารถแยกแยะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำไปโดยปริยาย และเสริมสร้างให้เขามามุมมองที่ดีต่อการดำเนินชีวิตทั้งเพื่อตนเอง และผู้อื่น

โครงการ “เทา-งามสัมพันธ์” ครั้งที่ 23 ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-21 กุมภาพันธ์ 2563  ไม่ได้มีแค่กิจกรรมบริการสังคมบนฐานคิดของ “ค่ายอาสาพัฒนา”  เท่านั้น  แต่ในช่วงวันแรกของกิจกรรม  จะมีเวทีทางวิชาการเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญด้วยเสมอ  โดยเฉพาะเวทีการเสวนาของนิสิต

เทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 23 ที่มีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นเจ้าภาพก็เช่นเดียวกัน  ปีนี้ยังคงชูเวทีการเสวนาของ “นิสิต” ไม่แพ้ปีก่อนๆ  โดยประเด็นของการเสวนาก็คือ “จิตอาสา : พลังพลเมืองขับเคลื่อนสังคม”

เวทีดังกล่าว กำหนดให้แต่ละมหาวิทยาลัยส่งนิสิตเข้าร่วมเสวนา 1 คน  ยกเว้นเจ้าภาพที่ได้โควตา 2 คน พ่วงพานักแสดงจิตอาสามาด้วย นั่นคือ เฟม ชวินโรจน์ ลิขิตเจริญสกุล

การเสวนาครั้งนี้ออกรสออกชาติ มีชีวิตชีวามากกว่าปีไหนๆ จะด้วยเหตุเพราะมีนิสิตที่เป็น “ดารานักแสดง” มาร่วมด้วยก็อาจใช่  มีพิธีกรที่เก่งฉกาจก็ไม่ผิด  หรือกระทั่งแต่ละคนต่างมี “เรื่องเล่า” ที่น่าสนใจ

จะเรียกได้ว่าทุกๆ คนบนเวทีต่างเป็น (นิสิตจิตอาสา) “ตัวจริงเสียงจริง” ก็ว่าได้

ในทางกระบวนการเสวนานั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามหลักๆ เพียงไม่กี่คำถาม  ยกตัวอย่างเช่น  แรงบันดาลใจอันเป็นที่มาที่ไปของการเข้ามาทำงานจิตอาสาของแต่ละคน  กิจกรรมจิตอาสาที่สำคัญๆ ของแต่ละคน  มุมมองการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมผ่านงานจิตอาสา

และนี่คือในบางประเด็นที่ผมพอจะจดจำได้บ้าง -


เราต่างมีต้นทุนความดี เราต่างเป็นคนดี

สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบก็คือ “พวกเขาต่างมีต้นทุนความดีในตัวเอง”ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการอบรมเลี้ยงดูด้วยทัศนคติที่ดีจากครอบครัว การศึกษา หรือแม้แต่เพื่อนๆ ในทุกช่วงชั้นที่เขาเติบโตมา

เช่นเดียวกับการที่แต่ละคนมีจิตใจอันดีที่หมายถึง “ใฝ่ดี มองโลกและชีวิตในมุมบวก มองเพื่อนมนุษย์เป็นเพื่อนร่วมโลก ไม่แบ่งแยกวรรณะ สถานะ พร้อมที่จะช่วยเหลือเท่าที่พอจะช่วยได้” 

หรือแม้แต่การ “กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้” อยู่ตลอดเวลา และการมี “หัวจิตหัวใจที่เข้มแข็ง ไม่จำนนต่ออุปสรรค”

และด้วยต้นทุนความดีข้างต้น  จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมีเรื่องราวอันดีงามในเชิงจิตอาสาต่อเนื่องมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ยกตัวอย่างเช่น

  • การเป็นผู้นำนักเรียน เช่น คณะกรรมการนักเรียน
  • การเป็นแกนหลักของสภาเด็กและเยาวชนของท้องถิ่น/จังหวัด
  • การเป็นหัวหน้าชั้นปี หัวหน้าสาขา
  • การเป็นผู้นำองค์กรนิสิต เช่น ประธานชมรม
  • ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ยืนยันได้ว่า เพราะพวกเขามี “ต้นทุนความดี” ในตัวตนของเขาเอง จึงส่งผลให้พวกเขาหยัดยืนและเดินทางอยู่บนถนน “นิสิตจิตอาสา” ของวันนี้อย่างสง่า  

ต้นทุนที่ว่านั้นคือการถูกบ่มเลี้ยงอย่างสร้างสรรค์จากครอบครัวและการศึกษา หรือแม้แต่กัลยาณมิตร  ก่อเกิดเป็นภูมิต้านทานอันดีในการช่วยให้เขาสามารถแยกแยะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำไปโดยปริยาย  มิหนำซ้ำยังเสริมสร้างให้พวกเขามีมุมมองที่ดีต่อการดำเนินชีวิต ทั้งเพื่อตนเอง และผู้อื่น

และต้นทุนที่ดีนั่นแหละ ที่สะท้อนถึงพัฒนาการที่ดีของแต่ละคนมาตามลำดับชั้น  จากคนธรรมดาๆ ก็มีสถานะทางองค์กรไปโดยปริยาย




จิตอาสา คือการทำความดี  (ทำแล้วต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน)

ในทางนิยามเรื่องจิตอาสานั้น  เกือบทุกคนคล้ายนิยามตรงกันว่า “จิตอาสาคือการทำความดีด้วยความสมัครใจ” นั่นแหละ  


กระนั้น ผมก็ยังอยากขยายความเพิ่มอีกสักนิดหน่อย นั่นคือ “ทำแล้วสบายใจ และทำแล้วต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

ผมเห็นด้วยกับมุมมองข้างต้นของนิสิตจิตอาสาเป็นอย่างมาก  เพราะนิยามดังกล่าว สะท้อนภาพเรื่องจิตอาสา หรือคำว่าความดีอย่างง่ายงามเป็นที่สุด เนื่องเพราะมีนัยสำคัญว่า เรื่องจิตอาสานั้น ต้องเป็นเรื่องอันดีงาม มิใช่ขันอาสาทำเรื่องผิดๆ

หรือแม้แต่หากจำต้องกระทบกับใครๆ บ้าง ก็ขอให้กระทบให้น้อยที่สุด  เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำความดีอาจกระทบต่อผลประโยชน์ หรือพฤติกรรมของคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เสมือนการกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์เพื่อคนหมู่มาก  มันเหมือน “ได้อย่างเสียอย่าง” ก็ว่าได้

ความนัยที่ผมวิเคราะห์นี้ เพราะผมเชื่อว่า จิตอาสา คือประเด็นที่ผูกโยงให้เราตระหนักว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จริงอยู่เราต่างมีเสรีภาพ  แต่นั่นก็มิใช่ว่าเราจะไม่คำนึงถึงคนรอบข้าง” 


ความดีเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว และมีตำแหน่งแล้วต้องทำงาน

ประเด็นถัดมาที่นิสิตแต่ละคนหยิบยกกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเขาได้มีส่วนร่วม หรือแม้แต่การได้ขับเคลื่อน  ก็เหมือนจะแจ่มชัดว่า การทำงานจิตอาสานั้น ไม่จำเป็นต้องรอทำในงานอันใหญ่โตก็ได้  กิจกรรมจิตอาสาสามารถทำได้เองจากวิถีชีวิตประจำวันของเราเอง  ยกตัวอย่างที่แต่ละคนได้สื่อสารว่าพวกเขาทำอะไรบ้าง

  • เก็บขยะที่ถูกทิ้งเรี่ยราดอยู่ตามท้องถนน และหมู่บ้าน
  • การเคารพกฎจราจร
  • การช่วยงานมหาวิทยาลัย
  • การรับผิดชอบงานร่วมกับเพื่อน
  • การตั้งใจเรียน การเป็นลูกที่ดี

หรือแม้แต่การออกค่ายอาสาพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เช่น  การสอนหนังสือนักเรียน การสร้างสื่อการเรียนรู้ การซ่อมแซมอาคาร ห้องเรียน สนามเด็กเล่น การสร้างลาน BBL การสร้างรั้วและทาสีรั้วโรงเรียน ฯลฯ

และที่สำคัญก็คือ เมื่อลงมือทำแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่  มิใช่ทำเอาสนุก  ทำเอาเท่  ทำไม่เสร็จก็ทิ้งงานให้ชุมชนรับผิดชอบต่อ

แน่นอนครับ ประเด็นหลังนี้  ผมมองไปถึงประเด็นเรื่องราวของการ “รับผิดชอบต่อหน้าที่”นั่นแหละ  ซึ่งมันอาจจะหมายถึงการมีตำแหน่งแล้วต้องทำหน้าที่  มิใช่วางมาดเท่ชี้นิ้วสั่ง  หรือชักลากวาระไปเรื่อยๆ แล้วกรีดกรายว่าเป็นผู้นำที่มีจิตอาสา 

หรือเอาง่ายๆ ก็คือ “ได้รับมอบหมายแล้วก็ต้องทำ มิใช่พาลให้คนอื่นต้องมาแบกรับแทน ส่วนตัวเองก็นั่งรอประดับดาวตามวาระ”



จากใจ "นิสิตจิตอาสา"

ในช่วงท้ายนิสิตแต่ละคนได้มีช่วงสั้นๆ ในการฝากข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานจิตอาสา  

แต่ที่ผมจะเขียนขมวดมาจากนี้ ไม่ใช่สรุปรวบจากช่วงท้ายของเวที  หากแต่เก็บประเด็นเชิงวาทกรรมจากต้นจนจบผ่านภาษาของผม เช่น

  • อย่าอายที่จะทำ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ และเรื่องที่คนอื่นมองข้าม
  • อย่าท้อแท้ที่จะทำความดี
  • อย่าปล่อยให้คนทำความดีรู้สึกโดดเดี่ยว
  • ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  • ขับเคลื่อนสังคม ผ่านการรับผิดชอบชีวิตและหน้าที่เล็กๆ ของตนเอง
  • ลงมือทำด้วยตนเอง ทำเรื่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบให้คนอื่นทำตาม
  • การช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อสารเรื่องความดี หรือชะตากรรมของผู้คนเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือก็คือการทำงานจิตอาสา หรือการทำความดีในอีกรูปแบบหนึ่ง
  • จิตอาสา ทำได้ทั้งในวิชาเรียน และกิจกรรมนอกหลักสูตร
  • ฯลฯ

ภาพ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เขียน : จันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / ช่อทิพย์ รีสอร์ท /นครนายก