บทความเรื่อง Scientists Demonstrate Direct Brain to Brain Communication in Human ลงพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American Mind  ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๓   เขาเรียกว่า internet of brains  เลียนชื่อ IoT – Internet of Things     

เป็นรูปแบบการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่ยังลี้ลับอยู่

ตอนเริ่มอ่านบทความนี้ ผมเข้าใจว่าสมองเขาติดต่อกันเองแบบไร้สาย    แต่พออ่านไปได้หน่อยเดียวก็รู้ว่าผมเข้าใจผิด    ต้องมีสายต่อครับ    โดยเขาทดลองในหนู    และพิสูจน์ว่า สายต่อสมองทำให้ “หลายสมองกลายเป็นสมองเดียว”    และเขาเรียกว่า organic computer

ทีนี้ก็ทดลองในคนที่เขาเรียกว่า เป็นการทดลอง BrainNet ผ่านเครื่อง EEG และคอมพิวเตอร์   ใช้คน ๓ คน    สองคนเป็น “ผู้ส่งสัญญาณ”  อีกคนหนึ่งเป็น “ผู้รับสัญญาณ และลงมือทำ”    นั่งอยู่คนละห้อง    พบว่าผู้ลงมือทำ ทำตามสัญญาณของอีกสองคนได้ตรงกันร้อยละ ๘๐    รายละเอียดของการทดลองมีมากนะครับ    นี่คือการเชื่อมต่อระหว่าสมองโดยไม่มีเตรื่องมือใดๆ แยงเข้าไปในสมองเลย (non-invasive)

มีการทดลองเชื่อมต่อสมองลิงสามตัวแบบ invasive    เพื่อเชื่อมเซลล์ประสาทโดยตรงผ่านคอมพิวเตอร์ (BCI – Brain – Computer Interface)    ให้แต่ละตัวปฏิบัติตามคำสั่งต่างคำสั่ง แบบทำคู่ขนานกัน    และพบว่าลิงแต่ละตัวต้องทำงานของตน ในขณะที่ต้องรับรู้กิจกรรมของลิงตัวอื่นด้วย       

การทดลองในคนกับสัตว์ทดลอง โดย BCI ที่ฝั่งคนเป็นการเชื่อมแบบ non-invasive  ส่วนฝั่งสัตว์เชื่อมแบบ invasive พบว่าคนสามารถทำให้หนูที่โดนดมยาสลบกระดิกหางได้ ตามคำสั่งจากสมองคน    และยังมือการทดลองอื่นๆ อีกมาก 

อ่านแล้วยังไม่จุใจ    เพราะผมคิดว่าสมองมนุษย์ติดต่อกันได้ โดยไม่ต้องมีอะไรช่วย    พอดีพบบทความเรื่อง Do We Possess a Transpersonal Imagination   เขียนโดย John Horgan    ซึ่งผมอ่านได้ทั้งเรื่อง เพราะผมจ่ายเงิน    เขาสะท้อนคิดการประชุมที่ Esalen    ซึ่งเมื่อค้นก็พบว่าเป็นสถานที่ให้บริการการประชุม    อ่าน Mission & Valuesของ Esalen แล้วผมประทับใจมาก ว่าสหรัฐอเมริกามี “สินทรัพย์” ที่มีคุณค่าหลากหลายด้าน     Esalen มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ    เป็นสถานที่ที่มีพลังกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformative power of the place)    เป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ สู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)   

เขาอ้างถึง William James   ที่เมื่อเข้าไปดูประวัติและผลงาน ผมก็เตะตาเรื่อง “ตัวตน” (self) ของมนุษย์     ที่จำแนกเป็น ๔ ด้าน คือ material self, social self, spiritual self, และ pure ego    ผมติดใจคำนี้ แต่เมื่อเข้าไปอ่าน ก็ได้คำตอบที่ไม่จุใจ   

กลับไปที่ transpersonal imagination    John Horgan บอกว่าจินตนาการ (imagination) เป็น “ความรู้สึกประทับใจ” (sense impression)    ที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่    เป็น “artful rearrangement of prior knowledge”   หรือการนำเอาความรู้เดิมมาเรียบเรียงใหม่   

John Gorgan กล่าวถึง Transpersonal Psychology   หรือ Spiritual Psychology     เป็นเรื่องของ จิตวิทยาเลยตัวตน  ออกไปสู่เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของตนเอง    ได้แก่เพื่อนมนุษย์  หรือจักรวาล    ซึ่งก็คือสภาพ “จิตใหญ่” นั่นเอง    

ทำให้ผมคิดต่อว่า  มนุษย์เราตกอยู่ใต้ข้อจำกัดทางใจ    เพราะมีตัวตน หรือความยึดมั่นมาเป็นตัวกำหนด     หากปลดปล่อยออกไปได้  ก็จะมีศักยภาพที่จะจินตนาการได้อย่างไร้ขอบเขต   

John Horgan เอ่ยถึง Collective Unconscious ที่มนุษย์เรามีพื้นฐานร่วมกัน    เป็นพื้นฐานความคิดและความเชื่อร่วมกันของมนุษย์    และเขายังเอ่ยถึง Platonismซึ่งเมื่ออ่านใน วิกิพีเดีย แล้วเข้าใจยาก    แต่ John Horgan อธิบายว่า หมายถึง ความจริงต่างๆ มีอยู่แล้วในโลกหรือในธรรมชาติ    มนุษย์เราเพียงเป็นผู้ค้นพบ    มนุษย์ไม่ได้สร้าง ค่า pi   ไม่ได้สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพ    แต่ทำหน้าที่ค้นพบต่างหาก   

ผมตีความต่อว่า มนุษย์เราค้นพบทฤษฎีต่างๆ ได้ เพราะเรามีพลังแห่งจินตนาการ     คือสามารถนำเอาความรู้เดิมมาจัดระบบใหม่ หาความหมาย หรือตีความใหม่ ได้    

มนุษย์เราสร้างสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้เราติดต่อกันได้    และเรามีผัสสะหลายชนิดสำหรับใช้ติดต่อระหว่างกัน    รวมทั้งผัสสะทางใจ    สัปปายะสถานอย่าง Esalen ช่วยให้ใจปลอดโปร่ง ไร้สิ่งรัดรึง    การติดต่อทางผัสสะ และไร้ผัสสะจึงมีพลัง    ส่งต่อไปสู่การจัดระบบความรู้ใหม่ภายในสมอง    เกิด transformation               

วิจารณ์ พานิช

๕ ม.ค. ๖๓