ชีวภาพสูตรเด็ด “บ้านดอนตะเคียน” ทดแทนสารเคมีเกษตรได้ผลเยี่ยม

                 จากการทดลองทำและใช้มานานหลายปี เกษตรบ้านดอนตะเคียนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะทำสารชีวภาพด้วยต้นทุนไม่กี่บาท ก็สามารถใช้ได้ทั้งแปลง แค่ฉีดพ่นพอเป็นละอองฝอย ไม่ต้องเปียกแฉะเช่นเคมี และที่สำคัญดินดี ธาตุอาหารดี ผลผลิตก็เพิ่มสูงขึ้น

        อย่าง ลุงวิเชียร อยู่ศิลป์ วัย 73 ปี ทำนาเคมีมาทั้งชีวิต กระทั่งได้เห็นสวนส้มเขียวหวานของลูกสาว ซึ่งมีการใช้สารชีวภาพอย่างได้ผล จึงเริ่มสนใจ กระทั่งได้ไปเรียนการทำสารชีวภาพ และกลับมาทำนาอินทรีย์ผลิตข้าวคุณภาพเนื้อที่ 53 ไร่ในปี 2562 นี้เป็นปีแรก

            ลุงเชียร บอกว่า ทำนาเคมีมีค่าใช้จ่ายสูงมาก อย่างปุ๋ยก่อนข้าวตั้งท้อง ก็ต้องใส่ไปแล้ว 2-3 รอบ ใส่ปุ๋ยไปแค่ 10 วัน ข้าวก็เหลืองซีดแล้ว ไหนจะมีแมลงมารบกวนอีก และฉีดยาเองไม่ไหวต้องจ้าง แต่เมื่อหันมาใช้สารชีวภาพอย่าง “อีแดง” ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่น ข้าวก็งามแล้ว ลดต้นทุนได้ แมลงก็ไม่รบกวน ข้าวก็งามขึ้นเรื่อยๆ

            “ขนาดว่าช่วงแล้งที่ผ่านมา ดินแห้ง ข้าวผมก็ยังไม่ตาย อยู่ได้ปกติ ทั้งที่ไม่เคยสูบน้ำใส่เลย” ลุงเชียร บอกและว่า ถ้ายังทำนาเคมีแบบเดิมอยู่ไม่รอด ข้าวถูกไม่คุ้มต้นทุน ค่าปุ๋ย ค่ายา ที่ตัวเองอยู่รอดมาได้ก็ต้องดิ้นรนปลูกอะไรหลายอย่างมาเสริมพอมีรายได้เสริม

            การตัดสินใจเปลี่ยนวิถีการผลิตจากเคมีมาเป็นอินทรีย์ของลุงเชียร นับเป็นเกษตรกรรายล่าสุดของชุมชนบ้านดอนตะเคียน ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ซึ่งที่นี่มี กลุ่มวิสากิจชุมชนสตรี-เยาวชนสหกรณ์บ้านดอนตะเคียน ที่หันหลังให้สารเคมีการเกษตร มาใช้สารชีวภาพมาช่วยทั้งเพิ่มผลผลิต ปราบศัตรูพืช ในนาข้าว สวนผัก ผลไม้มานานเกือบ 20 ปีแล้ว

            สารชีวภาพที่ชาวดอนตะเคียนใช้มีมมากมาย ตัวหลักๆ ได้ “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “อีแดง”เป็นสารตั้งต้นในการทำน้ำหมักชีวภาพเกือบทุกชนิด วิธีทำง่ายๆ ใช้น้ำสะอาด 2 ลิตรใส่ผงชูรส 2 ช้อนชาและไข่ไก่ที่ตีแล้ว 3 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากันนำไปเติมใส่น้ำเปล่า 4 ลิตร เติมใส่ถังน้ำขนาด 6 ลิตรจนเต็มไม่มีฟอง ปิดฝานำไปวางไว้ที่แดดจัด 2 เดือน และมีอายุ 4 เดือน หากจะขยายหัวเชื้อต่อให้ใช้ “อีแดง” 1 ลิตรต่อน้ำเปล่า 5 ลิตร หมัก 2 เดือน เช่นกัน

            จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หรือ “อีแดง” ที่นี่เป็นสูตรจำเพาะ แตกต่างจากที่อื่น คือใช้น้ำสะอาดที่มาจากการเพาะเชื้อจุลินทรีย์จากน้ำในพื้นที่ จึงเป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมในการทำเกษตรพื้นที่นั้นๆ

            เมื่อมีอีแดงแล้ว การผลิตน้ำหมักชีวภาพมีฤทธิ์กำจัดวัชพืช หรือฆ่าหญ้า อย่าง พาราควอต ไกลโฟเซต ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยสูตรที่ 1 คือ นมสด 10 ลิตรผสมอีแดง 1 ลิตร หมักตากแดดทิ้งไว้ 2 เดือน จะได้กรดแลคติก ต่อด้วยสูตรที่ 2 คือการหมักผลไม้รสเปรี้ยวเช่น มะกรูด มะนาว หรือมะเฟือง 1 กิโลกรัมผสมอีแดง 10 ลิตร หมักตากแดดทิ้งไว้ 2 เดือนจะได้กรดอะซิติก จากนั้นนำน้ำหมักทั้งสูตร 1 และสูตร 2 มารวมกันและหมักในที่ร่มทิ้งไว้อีก 1 เดือน จะได้สารชีวภาพกำจัดวัชพืช อัตรานำไปใช้ 1 ลิตร ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร นำไปฉีดพ่นหญ้ารับรองตายเรียบ หากเป็นหญ้าแก่ใบหนาก็ให้เพิ่มอัตราส่วนน้ำหมักเป็น 2 ลิตรต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร

            ถ้าต้องการสารทดแทนคลอร์ไฟริฟอส หรือกำจัดแมลง ให้ใช้เมล็ดน้อยหน่าทุบให้แตกเอาแต่เมล็ดสีขาว 1 กิโลกรัม ผสมกับอีแดง 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ในร่ม 2 เดือน จะได้สารชีวภาพกำจัดแมลงศัตรูพืชทุกชนิด หากจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นให้นำซากหนอนที่มากัดกินพืชใส่ลงในถังหมักด้วย จะเพิ่มฤทธิ์ในการกำจัดได้สูงขึ้น หรือถ้าจะไล่เพลี้ย ให้ใช้สูตรใบสาบเสือสดสับสะเอียด 1 กิโลกรัมผสมอีแดง 10 ลิตร หมักในร่ม 1 เดือนได้ยาปราบเพลี้ยสูตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่เป็นมิตรกับแมลงที่มารบกวนแน่นอน ส่วนอัตราใช้คือ 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

            นอกจากสารชีวภาพ 2 สูตรเด็ดที่สามารถใช้ทดแทน พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต  แล้ว ทางกลุ่มวิสากิจชุมชนสตรี-เยาวชนสหกรณ์บ้านดอนตะเคียน มีสารชีภาพอีกเกือบ 30 สูตรที่ใช้ในการเกษตรอย่างครบวงจร เช่น เปิดตาดอก เพิ่มขนาดและผลเขียวลูกดก คุมเลน  แคลเซียมโมลอน ไลลาซีนัสฆ่าหอยเชอรี่ ไส้เดือนฝอย  ป้องกันโรครา เป็นต้น

            จาการทดลองใช้และใช้มานานหลายปี เกษตรบ้านดอนตะเคียนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะทำสารชีวภาพด้วยต้นทุนไม่กี่บาทก็สามารถใช้ได้ทั้งแปลง เวลาใช้ก็ใช้ฉีดพ่นพอเป็นละอองฝอย ไม่ต้องเปียกแฉะเช่นเคมี และที่สำคัญดินดี ธาตุอาหารดี ผลผลิตก็เพิ่มสูงขึ้น

            เครื่องวัดค่าความเข้มข้นค่าปุ๋ย และค่าความเป็นกรด-ด่าง ดิน เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นต้องมีและใช้ให้เป็น เพื่อเกษตรกรสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม เช่น ข้าวต้องการปุ๋ยทางใบที่มีค่า 1.2 หรือมันสำปะหลังต้องการปุ๋ยทางใบด้วยค่าเพียง 1.5 เท่านั้น แต่ถ้าเกษตรกรไม่รู้เลยว่าพืชตัวเองต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ ได้แต่คาดคะเน ใส่มากเกินก็จะทำให้พืชแห้งเหี่ยวเหลืองตาย หรือถ้าใส่น้อยเกินไปก็จะแคระแกรนไม่โต

            นางสาธิตา ศิลป์อยู่ รองประธานกลุ่มวิสากิจชุมชนสตรี-เยาวชนสหกรณ์บ้านดอนตะเคียน อธิบายถึงแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ในแบบฉบับของคนดอนตะเคียนว่า ใช้หลักป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช เพราะชีวภาพคือการสร้างภูมิต้านทานให้พืช ไม่ใช่การรักษา สารชีวภาพที่ผลิตขึ้นเป็นสารสะอาดทุกสูตร โดยเฉพาะ “อีแดง” ที่มีสรรพคุณมากมาย ทั้งช่วยบำรุงดิน บำรุงพืช

            ขณะที่ นางมานิตร ทองคำ ประธานวิสากิจชุมชนสตรี-เยาวชนสหกรณ์บ้านดอนตะเคียน กล่าวถึงการขับเคลื่อนเกษตรปลอดสาร อาหารปลอดภัยในพื้นที่ ว่ามีการส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาปลูกผักปลอดสารเคมีเพื่อสร้างรายได้เสริมช่วงหลังการทำนามาตั้งแต่ปี 2545 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในช่วงแรกเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นวิถีเกษตรอินทรีย์ คนสนใจก็ค่อยๆ หายไปเพราะผลผลิตที่ได้ราคาไม่เป็นอย่างหวัง พ่อค้ากดราคาและถูกเอาไปเหมารวมกับของเคมี ขณะที่ปัจจัยการผลิต อย่างน้ำฝน ที่ไม่สามารถคุมได้ พอทำก็ต้องทำพร้อมๆ กัน ผลผลิตก็ออกมาล้นตลาด หนี้สินที่มีอยู่ก็บีบคั้นให้ชาวบ้านต้องยอมแพ้ เพราะทำมาแล้วได้ราคาเท่ากันก็กลับไปใช้เคมีดีกว่า

            อย่างไรก็ตาม ปี 2547 ยังมีกลุ่มคน 9 ราย ที่ยังยึดมั่นในวิถีเกษตรอินทรีย์ที่ยังคงมุ่งมั่นทำต่อ โดยเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการขับเคลื่อนด้วยการทำกันเองทีละนิดทีละหน่อย ไม่ชวนใคร เป็นการทำให้คนได้เห็นก่อนว่าทำได้จริง แล้วให้คนที่สนใจเดินเข้าไปหาเอง

            “ระหว่างนี้เราก็ไปเรียนรู้ ไปอบรมการทำน้ำหมัก การทำปุ๋ยชีวภาพ แนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ทุกรูปแบบแล้วนำมาปรับใช้พื้นที่ของตนเองจนประสบผลสำเร็จ และพร้อมที่จะขยายแนวคิดและสูตรสารชีวภาพนี้ให้กับเกษตรกรที่สนใจ” ประธานวิสากิจชุมชนสตรี-เยาวชนสหกรณ์บ้านดอนตะเคียน กล่าว

            ปัจจุบันบ้านดอนตะเคียน เป็น 1 ใน 6 พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีปลอดภัยของจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจัดการโดยหน่วยจัดการพื้นที่ Node Flagship นครสวรรค์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

          แนวทางการทำงานนี้ได้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบให้ชุมชนที่สนใจได้นำรูปแบบและแนวคิดที่ประสบความสำเร็จนี้ ไปปรับใช้ในพื้นที่ของพื้นที่ตัวเองต่อไป  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)