จากฝายมีชีวิตน้ำหล่อเลี้ยงผักสู่คุณค่าหลากมิติบ้านแก่งสีเสียด

       ชุมชนแห่งนี้ไม่ไกลเมืองมากนักที่ยังคงวิถีชีวิตแบบชนบทพึ่งพาเกษตรกรรม อาชีพส่วนใหญ่ คือ ทำไร่อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และยูคาลิปตัส และระบบพืชเชิงเดี่ยวทั้งหมด

        แม้จะมีพื้นฐานการเกษตรในสายเลือดและมีศักยภาพทั้งที่ดิน แต่ชาวบ้านบ้านแก่งสีเสียด ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว กลับไม่ปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยตู้กับข้าวของคนที่นี่ คือรถพวงที่เข้าออกเช้า-เย็น นี่คือวิถีชีวิตการบริโภคของชุมชนแห่งนี้ที่คุ้นเคยมานาน

            ด้วยกระแสการรักสุขภาพ ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี ศิริพร ดวงบุปผา หนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมโครงการอยากที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ชาวแก่งสีเสียดเป็นอยู่ ด้วยการลด ละ เลิก สารเคมี ในภาคเกษตรกรรม เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักปลอดสารเคมีเพื่อบริโภคในครัวเรือน

            “ทุกคนมีพื้นฐานเกษตร มีความพร้อมทุกอย่าง แต่เรากลับไม่ปลูกผักไว้กินเอง ทุกคนคิดแต่ว่าได้เงินจากการขายพืชเชิงเดี่ยวมาซื้อกินง่ายกว่า โดยเสียทั้งเงิน และสุขภาพ เพราะผักและอาหารที่เราซื้อมานั้นเต็มไปด้วยสารเคมีที่ย้อนกลับมาทำร้ายเรา” ศิริพร เผยสาเหตุที่คนไม่นิยมปลูกผักไว้กินเอง และชวนให้คิดอีกว่า ทำไมไม่ปลูกผักกินเอง และไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีด้วย

            การจะไปชักชวนคนให้เปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด เป็นไปได้ยาก จึงต้องมีกระบวนการหล่อหลอม สร้างความเชื่อมั่น ความสามัคคี และ การสร้างฝาย คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเดิน

            ศิริพร เล่าต่อว่า สิ่งสำคัญในการเรียกคืนวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับคืนมา คือต้องมีปัจจัยเรื่องน้ำ ดังนั้นจึงชักชวนชาวบ้านลงทุน ลงแรงช่วยกันสร้างฝายมีชีวิตขึ้นในลำคลองสาขาของลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ให้ชาวบ้านได้มีน้ำไว้ทำการเกษตร และให้ฝายสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดินโดยรอบ

            สิ่งที่ชาวบ้านแก่งสีเสียดช่วยกันทำ ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว สระแก้วไม่ใช่พื้นที่แห้งแล้ง มีฝนตกตามปกติ มีลำน้ำ ลำคลองมากมาย แต่สาเหตุแล้งเพราะไม่มีระบบการกักเก็บน้ำ ฝายของชาวบ้านที่นี่ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังให้เห็นมิติด้านสังคมที่ทุกคนพร้อมใจมาช่วยกันเกินความคาดหมาย แทบจะมากันทั้งหมู่บ้าน นี่คือพลังที่แฝงอยู่ในชุมชน กลุ่มจึงใช้โอกาสนี้รุกการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักเพื่อบริโภคต่อทันที และได้เข้าร่วมโครงการผลิตและบริโภคพืชผักสมุนไพรไร้สารพิษ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

            ศิริพร เล่าว่า เริ่มต้นด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน โดยเริ่มจากกลุ่มเพื่อนจำนวน 11 คน ที่ปลูกผักปลอดสารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือนของตัวเอง จากนั้นก็ขยายผลไปยังบ้านข้างเคียงและคนที่สนใจ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 50 ครัวเรือนมีการจัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพด้านต่างทั้งการผลิต และเพิ่มผลผลิต โดยครัวเรือนที่เข้าร่วมจะต้องสมัครใจ คือ 1.คำนึงถึงสุขภาพของตัวเอง ปลูกปลอดสารเคมีอย่างน้อย 5 ชนิด 2.ผลิตอาหารปลอดภัย 3.ตั้งมั่นในวิถี ไม่คาดหวังว่าผลผลิตเกินงาม

            “ทุกวันนี้เริ่มมองเห็นสังคมดั้งเดิมกลับมา หลายครัวเรือนหันกลับมาปลูกพืชผักไว้บริโภคเอง เกิดสังคมการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ได้มีกิจกรรมพบปะพูดคุย มีเรื่องราวโดยตลอด ไม่ใช่ว่าตื่นเช้าไปทำไร่ตกเย็นกลับเข้าบ้าน มิติสังคมแทบเป็นศูนย์” ศิริพร กล่าว

          จากจุดเริ่มต้นที่ชวนกันให้คิดถึง “น้ำ” จนก่อให้เกิดมิติด้านอื่นๆ ตามมากมามาย เช่นเดียวกับการปลูกผักชาวบ้านแก่งสีเสียดในวันนี้มีค่ามากกว่าแค่การบริโภค แต่มันคือกระบวนการเรียกคืนมิติสังคมทีดีงามให้กลับคืนมา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)