วันนั้น..ผมรู้สึกยินดีและชื่นชมผู้บริหารและคณะครูที่โรงเรียนบ้านไพรพะยอม จังหวัดศรีสะเกษ โรงเรียนหลังแรกที่ผมบรรจุเป็นข้าราชการครู
ทุกคนให้การต้อนรับผมอย่างดียิ่ง ซึ่งตอนแรกรู้สึกกลัวและผิดหวังมาก ตั้งใจเลือกโรงเรียนที่ชื่อไพเราะเพราะพริ้งที่สุด หลายคนมองข้ามและอีกหลายคนไม่ยอมเลือก
พอเลือกแล้ว..ก็มีคนยืนอมยิ้มแล้วก็แอบซุบซิบกัน เหมือนจะมีนัยสำคัญทางสถิติ ผมมารู้ทีหลังว่า บรรดาครูที่เลือกโรงเรียนรุ่นเดียวกัน เขามีข้อมูลโรงเรียนอยู่ในมือแล้ว
ผมอยู่กรุงเทพ เขามีจดหมายให้มาเลือกโรงเรียนเพื่อบรรจุให้เป็นข้าราชการครู เดินทางขึ้นรถไฟมาทั้งคืน เช้าขึ้นมาก็เลือกเลย..เอาที่ชื่อดูสวยงามเป็นมงคลไว้ก่อน
เสร็จแล้ว...ก็เดินทางด้วยรถสองแถวเข้าโรงเรียนบนถนนลูกรังและเส้นทางเกวียน ก่อนถึงโรงเรียนต้องเดินเท้าเล็กน้อยราว ๒ กิโลเมตร
นี่คือโรงเรียนที่กันดารที่สุดของอำเภอ รู้สึกใจหายแถมไปคนเดียวด้วย เมื่อถอยหลังไม่ได้ก็ต้องเดินหน้า เก็บอาการไว้ ไม่ให้จับได้ว่าขวัญกำลังกระเจิง...
ผมอยู่บ้านพักครูได้ ๒ วัน ครูใหญ่จัดงานเลี้ยงต้อนรับผม จำได้ติดตาว่าชาวบ้านมาร่วมงานเยอะมาก มีบายศรีสู่ขวัญ คำว่าขวัญเอยขวัญมายังดังก้องติดหู
คณะครูกับชาวบ้านที่เป็นผู้ปกครอง ทานอาหารร่วมกันด้วยความสนุกสนานครื้นเครง สรวญเสเฮฮากันจนดึก ผมรู้สึกดีขึ้น และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยเหงาอีกเลย ปรับตัวปรับใจเข้ากันได้กับบรรยากาศและน้ำใจของผู้คนรอบข้าง
ผมจึงเข้าใจความรู้สึกของครูหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่มาบรรจุเป็นข้าราชการครูที่โรงเรียน นับรวมกันได้ก็เกือบ ๑๐ คนแล้ว..หลายคนย้ายไป บางคนยังสอนอยู่
ทั้งที่รู้ว่าต่างยุคต่างสมัยกัน ณ ปัจจุบัน ครูเขามีประสบการณ์ที่ผ่านความสะดวกสบาย โรงเรียนก็เดินทางมาง่ายกว่าเมื่อก่อน แต่ “หัวใจ” เป็นเรื่องที่ต้องดูแล
เพราะครูใหม่..ไม่เคยเป็นข้าราชการครู ในสังกัด สพฐ.มาก่อน ครูคนใหม่ต้องจากบ้าน จากครอบครัว ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ญาติพี่น้องอีกแล้ว ต้องมาฝากตัวกับโรงเรียนใหม่
ผู้บริหาร ผู้เป็นหัวหน้าองค์กร ไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ ต้องเอาใจใส่ ให้ความสะดวกในเบื้องแรก แนะนำที่พักถ้าไม่มีบ้านพักครู แนะนำการเดินทางที่ปลอดภัยและอื่นๆ
จากนั้น..ก็ไปทานข้าวด้วยกันกับครูทุกคน เชิญชวนประธานกรรมการสถานศึกษาไปด้วย เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่และเป็นแม่ครัว ที่ต้องดูแลปากท้องของพวกเราตลอดไป
คงไม่ต้องถึงขนาดกินเลี้ยงโต๊ะจีนและเชิญผู้ปกครองมาร่วมงานกันทั้งหมู่บ้าน ซึ่งจะดูเกินความพอดีและก็ไม่เคยมีประเพณีที่เลี้ยงใหญ่โต เพราะครูเขาเพิ่งมาทำงาน
การเลี้ยงรับขวัญครูใหม่ก็เท่ากับให้ความรักความเป็นกันเอง ครูเขาจะได้ละลายพฤติกรรม น้อมนำความรู้สึกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ละลายให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ใช้ช่วงจังหวะเวลา..ทานอาหารกับคณะครูไปด้วยเลย ต้อนรับปีใหม่รับขวัญให้ใจครูแต่ละคนอบอุ่นและมีพลัง มีกำลังทั้งใจและกายเพื่อก้าวเดินบนเส้นทางแห่งงานการศึกษา ที่ต้องแก้ปัญหาผู้เรียนและปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา
วันนี้นับจำนวนครูได้ ๑๑ คน..เป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนอีกครั้ง ที่มีบุคลากรมากถึงขนาดนี้ ครูจะมากกว่านี้ถ้าจำนวนเด็กเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ คน แต่เป็นไปได้ยากมาก
อย่างไรก็ตาม..เมื่อมีวันนี้..ก็ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด รักษาฐานที่มั่นจำนวนเด็กจำนวนครู..อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง..
วันนี้..ทำสิ่งตรงหน้าสำเร็จแล้ว รับขวัญครูรับขวัญปีใหม่..ขอให้ครูทุกท่านมีความสุขตลอดปีและตลอดไป...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๓ มกราคม ๒๕๖๓