ดังเล่าในบันทึกที่ ๓๕๘๘ หนังสือ Childhood Disrupted (๑) เป็นหนังสือขายดีที่ให้ความกระจ่างเรื่อง ACE (Adverse Childhood Experiences) อย่างดีเยี่ยม รวบรวมเรื่องราวความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ด้านสมอง เอามาเขียนให้เข้าใจ ACE ได้ง่าย ศ. นพ. ประเวศ วะสี กล่าวชมแล้วชมอีก
หนังสือชี้ให้เห็นว่า CUTS (Chronic Unpredictable Toxic Stress) ก่อบาดแผลทางใจ ที่จารึกไว้ในสมอง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมอง รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ที่เรียกว่า epigenetics มีผลให้เกิดความอ่อนแอทางอารมณ์และส่งผลต่อร่างกาย คือเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแปลกๆ ที่รักษายาก
คนอเมริกันถึงร้อยละ ๖๔ หรือสองในสาม มีประสบการณ์ได้รับ CUTS ในวัยเด็ก โดยที่ CUTS เกิดในครอบครัว และเมื่อเด็กไม่มีผู้ใหญ่ให้ระบายความเครียด (ผ่านการให้ความรักและเอาใจใส่) CUTS ก็กลายเป็น ACE
หนังสือบอกว่า ความเครียดในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องก่อผลร้ายเสมอไป ในหลายกรณีกลับช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนแกร่ง รวมทั้งสมองเป็นอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงได้ มีวิธีการเปลี่ยนแปลงสมองจากมีบาดแผลให้กลับแข็งแรงได้ โดยเขาเสนอ ๑๒ วิธีดังข้างล่าง
ข้างบนเป็นคำชมหนังสือเล่มนี้
ข้อเถียงของผมมี ๒ เรื่อง
- 1. หนังสือเน้นผลของ ACE ต่อความอ่อนแอทางร่างกายและจิตใจ นำไปสู่เป็นโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ผมคิดว่า ACE น่าจะมีผลร้ายในอีกด้านหนึ่งด้วย คือทำให้บางคนเติบโตขึ้นเป็นคนรุนแรง คือความอ่อนแอของสมอง อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
- 2. ในส่วนของการแก้ไขผลของ ACE ด้วยตนเอง ๑๒ วิธีการ ที่เขาเรียกว่า Healing Journey ได้แก่ (1) Take the ACE Survey, (2) Find Out Your Resilience Score, (3) Write to Heal, (4) Draw It, (5) Mindfulness Meditation – the Best Method for Repairing the Brain, (6) Tai Chi and Qicong, (7) Mindsight, (8) Loving-kindness, (9) Forgiveness, (10) Mending the Body, Moving the Body, (11) Managing the Mind Through the Gut, (12) Only Connect ผมมีความเห็นว่าเขาตกเครื่องมือสำคัญที่สุดและทำง่ายที่สุดไป คือการออกกำลังแบบ aerobic exercise (๒), (๓) ผมมีประสบการณ์ส่วนตัว ว่าการออกกำลังแบบแอโรบิก ช่วยลดความเครียด และมีผลดีอีกหลายอย่างต่อจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ reset สมองให้อยู่ใน positive mindset mode น่าเสียดายหนังสือเล่มนี้ไม่เอ่ยถึงเลย ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และได้ผลชะงัดที่สุด
ผมขอแนะนำให้ครู และคนทางการศึกษาอ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีฉบับแปลด้วย ผมตีความว่า ครูที่รักลูกศิษย์ จะช่วยเป็นที่พึ่งทางใจและช่วยเยียวยาบาดแผลนี้ได้
วิจารณ์ พานิช
๑๔ พ.ย. ๖๒