หนังสือ Talking to Strangers : What We Should Know About People We Don’t Know(2019) (1)  เขียนโดย Malcolm Gladwell นักเขียน เบสต์เซลเล่อร์    บอกว่ามนุษย์เรามีจุดอ่อน ไม่ถนัดในการคุยกับคนแปลกหน้า ไม่เก่งในการทำความเข้าใจคนแปลกหน้า    เรามักหลงเชื่อว่าเขาบอกความจริง  ทำให้ไม่สามารถจับได้ว่าที่เขาบอกนั้น เป็นความเท็จ     เรามักหลงคิดว่าตนเองมีความสามารถประเมินคนแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีข้อมูลน้อย    มีผลให้เราไม่อดทนใช้เวลาฟังกัน เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน   ในหลายกรณี ผลที่ตามมาคือหายนะ

 เขายกตัวอย่างการประเมินคนผิดของอดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  Neville Chamberlain บินไปพบผู้นำเยอรมัน Adolf Hitler  ที่นครมิวนิก ในปี 1938   ด้วยความกังวลว่าจะเกิดสงครามใหญ่    แล้วกลับอังกฤษด้วยความมั่นใจว่า ฮิตเล่อร์เป็นคนเชื่อถือได้    และไม่เกิดสงครามแน่  

ผมเถียงว่า อย่าว่าคนแปลกหน้าเลย คนคุ้นเคยเรายังประเมินผิด     ภรรยากับผมเป็นแฟนกันเกือบห้าปี    เริ่มตั้งแต่ต้นปี ๒๕๐๘  และแต่งงานกันปี ๒๕๑๒    แต่งกันได้สามเดือน เขาบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนคนที่เป็นแฟนเขา     ผมก็คิดแบบเดียวกัน    ทำให้ชีวิตสมรสลุ่มๆ ดอนๆ อยู่พักใหญ่ (หลายปี)    จนนึกขึ้นได้ว่า ความคิดที่แตกต่างกันนี้น่าจะเป็นคุณด้วย    เพียงแต่เราต้องมีวิธีอยู่กับความแตกต่างนั้น    ชีวิตของผมจึงดีอย่างไม่เชื่อว่าจะดีได้ถึงขนาดนี้  

กลับมาที่ Malcolm Gladwell    เขาบอกว่า นี่คือความสามารถในการประเมินบุคลิกของคนแปลกหน้า     ซึ่งคนเราต้องทำบ่อยมาก    แต่เรามักไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง   

เขาอ้างผลงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Sendhil Mullainathan    เปรียบเทียบความสามารถของผู้พิพากษา เทียบกับ AI (Artificial Intelligence)    ในการพิจารณาตัดสินการให้ประตัวระหว่างพิจารณาคดี จำนวน ๕๕๔,๖๘๙ คดี   พบว่าผู้ต้องหาที่ผู้พิพากษาให้ประกันตัว ออกไปก่ออาชญากรรมมากกว่าการตัดสินของ AI ร้อยละ ๒๕    

หลักฐานที่ผู้พิพากษาใช้ในการตัดสินใจคือ แฟ้มประวัติของผู้ต้องหา  การพูดคุยและมองตาผู้ต้องหา     AI ก็ใช้หลักการเดียวกัน    และพบว่ามนุษย์ตัดสินคนแปลกหน้าสู้ AI ไม่ได้

ความสามารถพิเศษของ Malcolm Gladwell คือ เอาผลงานวิจัยมาตีความ สร้างความเข้าใจเรื่องราวที่ซับซ้อน    ก่อความเข้าใจที่แตกต่างไปจากความเข้าใจเดิมๆ    งานอีกชิ้นหนึ่งเป็นของนักจิตวิทยา Emily Pronin ตีพิมพ์ในปี 2001    ที่สรุปได้ว่า มนุษย์เรามักตัดสินผิดๆ ว่าตนเข้าใจคนแปลกหน้า เพราะเข้าใจง่าย    ในขณะที่คิดว่าตนเองคิดและแสดงออกอย่างซับซ้อน  

อีกผลงานวิจัยเป็นของนักจิตวิทยา Tim Levine    ทดลองจับนักศึกษาที่โกงการสอบ    โดยมีวิธีทดลองที่ซับซ้อน    พบว่า จับได้อย่างถูกต้องเพียงร้อยละ ๕๔   เขาบอกว่าตัวเลขร้อยละ ๕๔ นี้เป็นจริงในการตรวจจับโกหกในทุกเรื่อง ได้แก่ในงานของ นักบำบัดทางจิต  ตำรวจ  ผู้พิพากษา  และเจ้าหน้าที่ CIA    คนในอาชีพเหล่านี้ฝึกจับโกหกมาอย่างดี    แต่จับได้ถูกต้องเกินครึ่งนิดเดียว    น่าตกใจนะครับ

แล้วก็มาถึงโกหกคำโต แอบแฝงผลประโยชน์ ๖ หมื่นล้านเหรียญ ของคนชื่อ Bernard Madoff  ที่คนเชื่อกันทั่วอเมริกา    ที่ทำให้ผมหวนมาที่เมืองไทย นึกถึงแชร์แม่มณีที่เป็นข่าวใหญ่ในขณะนี้ (๒)     แต่เรื่องแชร์มันหลอกล่อกันด้วยความโลภ    ส่วนหนังสือของ Gladwell เน้นเรื่องจิตใจคน หรือความสามารถของคนในการอ่านใจคน    และพฤติกรรมคนในเหตุการณ์ที่ซับซ้อน

มีคนคิดว่า เหล้าจะช่วยให้คนเราเปิดใจต่อกัน    แต่เขาบอกว่ามันช่วยลดความยับยั้งชั่งใจ ลดการมองการณ์ไกล    หันมาสนใจเฉพาะประโยชน์หรือความสุขเฉพาะหน้า เช่นการมีเพศสัมพันธ์      

เขายกตัวอย่างกรณีผู้หญิงโดนตำรวจจับขณะขับรถเปลี่ยนเลน   และเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิดว่าผู้หญิง (ผิวดำ) ก่ออาชญากรรม    โดนตำรวจจับขัง ๓ วันต่อมาเธอฆ่าตัวตายในที่ขัง    Gladwell อธิบายว่า ตำรวจตีความพฤติกรรมตกใจ  เป็นสัญญาณอาชญากรรม     ก่อความเสียหายร้ายแรงตามมา คือผู้ถูกจับเสียชีวิต         

มีคนเขียนวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ใน New York Times ที่ (๓)    ผมตีความว่า หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นความซับซ้อนในพฤติกรรมมนุษย์     และในหลากหลายกรณีเราตีความผิด    การตีความผิดมีทั้งเพราะความฉุกละหุก    และมีทั้งที่ได้ตรวจสอบและคิดแล้วคิดอีก    หรือมีหลักฐานระยะสั้นชัดเจน    แต่โดนหลอกในระยะยาวอย่างกรณีแชร์แม่มณี  

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ต.ค. ๖๒