Abortion talk


“เมฆบนฟ้าช่างน่ามอง” ไม่ใช่สิ ผมควรจะบอกว่า เมฆที่อยู่ต่ำลงไปนั้นช่างน่ามอง ไหนจะเมฆที่เรียงตัวเป็นแถวเหมือนเด็กประถมเข้าแถวหน้าเสาธง วันนี้แถบเพชรบุรีมีอย่างน้อยก็ ๒ แถว ครั้นพอเข้ากรุงเทพฯ ช่วงสายวันนี้ไม่มีเมฆ แต่ชั้นของบรรยากาศทำให้เห็นได้เลยว่า ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ นั้น มันน่ากลัวขนาดไหน

ผมมากรุงเทพฯเพื่อขึ้นเวทีพูดเรื่อง “ทำแท้ง” เนื่องในวันทำแท้งสากล 

มีเวลาให้พูดเพียง ๔๕ นาที ด้วยเนื้อหาที่เป็นแอปสแตร็กหน่อยๆ นั่นคือ “แท้งคือเรื่องของสุขภาพ”

เตรียมตัวนานเหมือนกันนะครับ เพราะการพูดโดยไม่มีการฉายสไลด์เป็นแบ็คกราวนด์นั้น มันไม่ใช่เรื่องถนัดสักเท่าไหร่ 

แต่นั่นแหละ เมื่อแก่ตัวลง ความทรงจำเริ่มหดสั้น ไอ้ที่พิมพ์เตรียมไว้ในมือถือก็อาจจะลืมบทได้ทุกเวลา ผมจึงเตรียมอีกอัน คือการเขียนสคริปต์ไว้บนตั๋วเรือบินทึ่เป็นกระดาษแข็งถือขึ้นเวทีไปด้วย ชนิดที่ว่า หากลืมบทพูด จะได้ล้วงกระดาษมาส่อง

เอาล่ะ มาฟังกัน ว่าผมเล่าเรื่องอะไรบนเวทีนั้นบ้าง

ผมเริ่มเปิดตัวด้วยคลิปที่ผมเคยไปให้สัมภาษณ์กับ way magazine ซึ่งใช้เวลาราวเกือบ ๕ นาที (ต้องขอขอบคุณ way ด้วยนะครับ ผมว่ามันคือคลิปที่สรุปแนวความคิดที่กระชับและเก็บสาระได้ทุกเม็ดเลยทีเดียว)

ผมเริ่มด้วย “เรื่องเล่าในมุ้ง” ที่พ่อกับแม่คุยกันเรื่องหลานสาวตั้งท้องโดยไม่พร้อม 

ผมนอนตะแคงหันหลังให้พ่อกับแม่ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ นี่ยังจำเสียงหัวใจของตัวเองเต้น ตึ๊กๆ ได้จนถึงวันนี้ 

แต่นั่นแหละ เรื่องท้องไม่พร้อมในช่วงเวลานั้นมันโคตรจะไกลตัว เพราะในหัวของเด็กเรียนอย่างผมในขณะนั้น มันคือการเรียน การสอบ การอ่านหนังสือ ดูหนังสือโป๊ ฝันเปียก และการช่วยตัวเองเมื่อเกิดอารมณ์เพศเท่านั้น นี่ยังรวมถึงความเครียดอย่างรุนแรงเมื่ออสุจิออกตอนออกั๊สซั่ม!

ผมยังจำที่ครูสุขศึกษาสอนเมื่อตอน ม.๓ ได้ว่า 

“เลือด ๑ หยด สร้างมาจากข้าว ๕ จาน และอสุจิ ๑ หยด มันสร้างมาจากเลือด ๕ หยด”

บ้าจริง! จำได้ว่า เมื่ออสุจิออกครั้งแรกนั้น ผมเครียดแทบตาย เพราะมันออกมา ๒ หยด ถึงกับต้องรีบขมิบตูดอย่างรุนแรงอั้นไว้ไม่ให้น้ำออกเพิ่ม เพราะผมเป็นคนกินข้าวไม่เก่ง

แล้วไอ้ ๒ หยดนั้น มันทำให้ผมต้องพยายามกินข้าวชดไปตั้ง ๕๐ จาน บ้าไหม?

เครียดอีกครั้งก็เมื่อฝันเปียก ตื่นขึ้นมาพร้อมความฟิน แต่ต้องเครียดสุดใจเพราะน้ำที่เปียกกางเกงนั้นนับหยดไม่ได้ “แล้วผมจะต้องกินข้าวชดแค่ไหน ผมจะผอมไปกว่านี้ไหม และร่างกายจะซูบเซียวจนคนอื่นจับได้ไหม ว่าผมช่วยตัวเองจนร่างกายผ่ายผอมไป” อูย... อย่างนี้ไง เรื่องท้องไม่พร้อมและเรื่องแท้งจึงเป็นเรื่องไกลตัวอย่างแรง

ผมได้เล่าถึงช่วงที่เรียนหมอ ซึ่งแน่นอนว่า มันคือเรื่อง “สุขภาพ” ล้วนๆ สุขภาพที่มีเฉพาะมิติของโรค การดำเนินโรค และการรักษา ในเรื่องการทำแท้งนั้น ก็เป็นเรื่องของการรักษาเช่นเดียวกัน ทำแท้งเพราะแม่ป่วย ทำแท้งเพราะลูกในท้องป่วย ส่วนเรื่องการทำแท้งเพราะความไม่พร้อมนั้น ครูบอกว่า “ไม่ใช่หน้าที่”

“แต่หากเราไม่ทำ แล้วคนไข้ไปทำแท้งเถื่อนมาจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง คนไข้ก็มาหาเราอยู่ดี” ผมแย้งออกมา

“นั่นเป็นเพราะมันคือกรรมของคนไข้ หน้าที่ของเรา คือการรักษาภาวะแท้งติดเชื้อ ให้ยาปฏิชีวนะ ขูดมดลูก ฟอกไต ตัดขา บลา บลา บลา” ครูบอกมาเพราะเห็นผมเถียง

“หมายความว่า เราไม่มีส่วนร่วมในการสูญเสียนั้นเลยใช่ไหมครับ” ผมยังไม่ค่อยเข้าใจนัก

“ใช่สิ เราจะต้องปล่อยวางในความสูญเสีย ซึ่งเป็นไปตามการดำเนินของโรค เราต้องมีอุเบกขา” ครูปิดได้อย่างสวยงาม

ผมพูดมาถึงตรงนี้ก็ระลึกถึงลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งยกมือแย้งผมขึ้นมาในห้องเรียนคราวนั้น
“อาจารย์คะ หนูคิดว่า คำว่าอุเบกขามันไม่ใช่แบบนี้นะคะ” นักเรียนแพทย์หญิงคนนั้น เธอชื่อโป่ง 
“ยังไง” ผมตื่นเต้นมากที่จะรับฟังคำอธิบายถัดมาจากนั้น
“อาจารย์จะบอกว่ามีอุเบกขาได้ เราต้องมีเมตตาและกรุณากับเขาก่อน ไม่ใช่ปล่อยเขาไปเจอการทำแท้งเถื่อนมาทั้งๆที่เราสามารถดูแลเขาได้ก่อนหน้านั้น”

บอกตามตรง วันนั้นผมโคตรจะมีความสุขเลย เชื่อไหม

“๑๐ นาที” ผมเหลือบเห็นป้ายจากผู้ดำเนินรายการที่ผมขอให้เขาช่วยคุมเวลา

“ผมเพียงแค่อยากจะบอกท่านผู้ฟังว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา การได้ดูแลผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมนั้น มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตเรามันช่างโชคดี”

ทำไมน่ะเหรอ

เพราะมันทำให้ผมได้รู้ว่า ผมมีครอบครัวที่ดี พ่อแม่รักผมและน้องๆมาก ท่านส่งเสียเราให้ได้เล่าเรียนจนจบ ทั้งๆที่ทั้งคู่นั้นเริ่มต้นชีวิตด้วยความยากจน บ้านเราขาดปัจจัย แต่บ้านเราไม่เคยขาดความรัก คนไข้ผมส่วนหนึ่งไม่มีแบบที่ผมมี

จนผมโตขึ้นมา ผมได้ทำงานที่ดี ผมมีลูกมีเมีย ทั้ง ๓ คนก็รักผม (เอิ่ม ที่ว่า ๓ คนน่ะ เมีย ๑ ลูก ๒ นะครับ โปรดอย่าเข้าใจเป็นอื่นไป) บ้านเราดูแลกันและกันอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่แล้วนั้น เมียดูแลผมดีกว่าที่ผมจะดูแลเธอดี

ผมนึกถึงเมื่อตอนเที่ยง ผมนัดลูกสาวคนโตให้มากินข้าวด้วยกัน เธอออกจากบ้านมาเรียนที่กรุงเทพฯได้ระยะหนึ่งแล้ว ก่อนแยกจากกันนั้น เธอเดินเข้ามาให้ผมกอด มันช่างชื่นใจ คนไข้ผมหลายคน ไม่เคยรู้จักกอดของพ่อแท้ๆของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

ชีวิตเราต่างจากคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมมากมายนัก 

บ้างกำลังเรียน บ้างก็ยากจน บ้างก็ถูกผู้ชายทิ้ง บางคนป่วยจนรอนับถอยหลังถึงวันตาย แต่ก็ยังถูกหมอสูติฯในโรงพยาบาลใหญ่ปฏิเสธการทำแท้งให้ ก็มี

ดังนั้น ความมีของผมและครอบครัว จึงสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้อีกมากมาย

“เพิ่มเวลาให้อีก ๒๐ นาที” ผมอ่านไม่ผิด น้องเค้าเขียนแล้วหันมาให้ผมดู แต่ผมตั้งใจจะเลิกตามเวลา เพราะหลังจากผมพูดก็ยังคงมีคนรอคิวพูดต่อ

“อย่าเพิ่งปรบมือ ผมกำลังจะแลนดิ้ง” อันนี้เป็นมุขที่หยอดใส่คนฟัง ช่วงที่เขากำลังชอบใจ

“คนเราเกิดมา ไม่มีทางเท่ากันหรอกนะครับ” ผมหยุดนิดหนึ่งเพื่อเว้นช่วงหายใจ ครูเคยสอนว่า การเว้นช่วงแบบนี้ทำให้คนฟังหยุดอารมณ์และตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

“เราเกิดมามีวาสนาไม่เท่ากัน ฐานะเราไม่เท่ากัน รูปร่างหน้าตาก็แตกต่างกัน ยังไงก็ไม่เท่ากัน”

“แต่สิ่งหนึ่งที่ได้มาเท่ากัน คือสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกายของเราเอง” ในห้องเงียบสนิท

“และนี่ น่าจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดสำหรับการพูดในวันนี้ นั่นคือ เรามีสิทธิอย่างเต็มที่ในร่างกายของเรา อย่าให้ใครมาบอกเราว่า เราต้องท้อง เราต้องพร้อมในการตั้งท้อง เราต้องรับผิดชอบการตั้งท้องของเราต่อไป เพราะนี่คือร่างกายอันชอบธรรมของเรา”

จบนะ

ฮ่า ฮ่า แล้วผมก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินลงจากเวทีด้วยความงงงงของตัวเอง

ไอ้บทที่นั่งร่าง นอนร่างมาตลอดสัปดาห์นั้น แท้จริงแล้วมันคงมีเพื่อความอุ่นใจสินะ เพราะเอาเข้าจริงๆ นี่คือการด้นสดล้วนๆ มีตั้งหลายอย่างที่ยังไม่ได้พูด มีอีกตั้งหลายมุกที่ยังไม่ได้หยอด และไอ้ที่จดโพยลงในตั๋วเรือบินก็ไม่ได้ใช้ เพราะดันอ่านไม่เห็น ผมลืมแว่นตาไว้ด้านล่างเวที บ้าจริง!

มาถึง “บ้าจริง” สุดท้ายของท้ายที่สุดในวันนี้
.
.
.
.
คือการที่ยังคงมีภาพหลอนอยู่ในใจ 

นั่นไม่ใช่เรื่องทำแท้ง แต่มันคือการที่ยังไม่สามารถกินข้าวชดเชยอสุจิที่เริ่มสูญเสียออกไปจากร่างกายตั้งแต่อายุ ๑๔ ขวบ สะสมติดหนี้มาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาได้ ๓๔ ปีในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว สินะ

อูย.....

ธนพันธ์ ชูบุญออนเดอะสะเตจ
๒๕ กย ๖๒

มีคนช่วยผมแล้ว
FB live https://www.facebook.com/rsathai.org/videos/427688861203342?sfns=mo

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)