ราวเดือนก่อน หากจะหาข่าวที่ร้อนแรงที่สุด ผมคิดว่าไม่น่าจะพ้นไปจากเรื่อง “กินฉี่”
ไม่ว่าจะฉี่หมัก ฉี่ดอง หรือฉี่สด ก็เห็นมีคนกินกันท่าทางมันน่าจะอร่อย เค็มๆ อูมาหมิ
อันที่จริง ฉี่มันคือน้ำเสียที่ถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย อาหารทุกอย่างที่เรากินเข้าไป มันจะถูกจัดการแปรรูป นำไปใช้ และจัดเก็บ ส่วนที่เหลือทิ้งก็ยังแอบถูกลำเลียงไปเก็บ (ที่ตับ) นอกเหนือจากนั้นก็คงต้องทิ้งแล้วล่ะ เพราะมันคือของเสียที่ถูกถุยออกมาจากเซลล์ร่างกาย ทางขี้บ้าง ทางฉี่บ้าง และทางลมหายใจบ้าง
ของเสียที่ลำเลียงไปทางเลือด ส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปที่ไต เลือดไหลผ่านจากหลอดเลือดเส้นใหญ่ๆ แยกเป็นเส้นย่อย แยกเป็นแขนง และแยกเป็นฝอย ไอ้ตรงส่วนที่เป็นแขนงและฝอยนี่แหละที่ของเสียในเลือดจะถูกกรองออก กรองเพื่อทิ้ง และกรองเพื่อหาของดีเอากลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ระบบรีไซเคิลของร่างกายเรามันเยี่ยมมากนะครับ
ของเสียในฉี่ของเรามีเกลือและยูเรียเป็นส่วนประกอบหลักๆ มันจึงมีรสเค็มไง เค็มๆ ปะแล่มๆ หากจะถามว่ามีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ ผมก็ไม่กล้าตอบ เพราะแม้จะเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องการฉี่ แต่องค์ประกอบทางเคมีของมันผมกลับขี้เกียจไปหาอ่าน แต่หากจะให้คิดไปแบบเล่นๆ ก็น่าจะตอบได้อย่างรวดเร็วว่า “ไม่มี” เพราะขนาดร่างกายที่แสนชาญฉลาดมันยังขับทิ้งออกมาเลย
“เดี๋ยวๆๆๆ” มีเสียงเรียกเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในหัว
“ร่างกายขับทิ้ง เพราะร่างกายใช้ประโยชน์มันไม่เป็นต่างหาก” เสียงนั้นยังคงแว่วมา ผมไม่ได้หันไปหาที่ต้นเสียงหรอกนะ เพราะผมสร้างเสียงนี้ขึ้นมาเอง (อย่าเพิ่งกล่าวหาว่าผมบ้าไปเสียก่อนล่ะ)
“ดูอย่างถั่วสิ ร่างกายเราย่อยได้ไม่ดีมาตั้งชาติหนึ่งแล้ว กินไปก็เอาไปใช้ได้นิดเดียว ที่เหลือก็ขี้ออกมาทั้งนั้น” เออ..ผมเคยอ่านเจอข้อความนี้
“คนโบราณจึงเอาถั่วไปหมักก่อนไง ให้เชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ย่อยถั่วให้เรียบร้อยก่อน เราจึงจะได้ประโยชน์จากโปรตีนของมัน” อึม..ใช่ๆ เรากินขี้ของเชื้อโรคมาอีกที
“แสดงว่าฉี่หมักหรือฉี่ดอง อาจจะมีประโยชน์จริงๆก็ได้ ฉี่ที่ผ่านการหมักด้วยเชื้อโรคและเชื้อรามันอาจจะเปลี่ยนธาตุหรือสารบางอย่างในฉี่ให้มีมีสารประกอบที่เราสามารถเอามาใช้ได้” นึกแล้วก็อยากจะลองดองฉี่มากินดูบ้าง
เชี่ยแล้ว ผมคิดแผลงๆออกมาแบบนี้ได้อย่างไร
..........................
พักอารมณ์หน่อย
ใจเย็นๆนะครับ อย่าเพิ่งอ่านแล้วเข้าใจไปว่า ธนพันธ์บอกว่ากินฉี่ได้เชียวหนา นั่นมันเป็นกิริยาแดกดันล้วนๆ
ผมขอพักเรื่องฉี่เดี๋ยวหนึ่ง เพราะวันนี้เดินทางมากินอาหารที่จุฬาลงกรณ์ โรงอาหารที่นี่เค้าติดแอร์เย็นเฉียบ
ผมต้องซื้อบัตรเติมเงิน เห็นมันเขียนที่หน้าบัตรว่า “ซีพี” เลยคาดเดาว่าบริษัทนี้น่าจะเข้ามาดูแลศูนย์อาหารให้ที่นี่
ผมเลือกสั่ง “หมี่ฮุ้นเย็นตาโฟต้มยำ”
เรียกถูกไหม? หมี่ฮุ้นเย็นตาโฟต้มยำ หรือ ต้มยำเย็นตาโฟหมี่ฮุ้น หรือ เย็นตาโฟต้มยำหมี่ฮุ้น หรือจริงๆแล้วมันควรจะเป็น หมี่ฮุ้นต้มยำเย็นตาโฟ (อุย...เครียดเฉยเลย มันต้องเรียกอย่างไรให้ถูกไวยากรณ์นะ แล้วผมถามทำไมนิ) ในราคา ๕๐ บาทจัดว่าสมน้ำสมเนื้อกับการกินในห้องแอร์ ไม่มีนกกระจอกกวนใจ จะมีแมลงวันบ้างก็ไม่กี่ตัว
ผมกำลังนึกไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาลที่บ้านผม โรงอาหารที่มีวิสัยทัศน์ว่า “โรงอาหารภาครัฐ ที่ดีที่สุดในภาคใต้” ศูนย์อาหารของผมไม่ติดแอร์ มีนกกระจอกบินไปมาบ้าง การเก็บการเศษอาหารทำได้ดี รวดเร็ว ราคาไม่แพงจนเกินไป อันที่จริงควรจะเรียกว่าราคาถูกเสียด้วยซ้ำ (ผมเคยถามลูกสาวว่าอาหารที่โรงเรียนของเธอราคาเท่าไหร่ เชื่อไหม ว่าอาหารที่โรงเรียนกลับแพงกว่าเสียอีก)
“คุณหมอรู้ไหม ผมเพิ่งไปทานอาหารในศูนย์อาหารของโรงพยาบาลคุณหมอมา” ผมได้เจออาจารย์ที่เคารพ ท่านเป็นศาสตราจารย์แพทย์และเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย ท่านเล่าว่าได้เดินมาหาข้าวเที่ยงกิน ได้ยืนต่อคิว กินข้าว เก็บจาน และนั่งมองบรรยากาศโดยรวม
“แล้วอาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้างครับ” ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ยินคำวิพากษ์จากท่าน
“มันเยี่ยมมากเลยหมอ อาหารอร่อย สะอาด และราคาถูก” ผมนี่แทบตัวลอย
“อาจารย์ทราบไหมครับ ว่ามีบางร้าน เคยได้รับเลือกให้เป็นอาหารบนโต๊ะเสวยของสมเด็จพระเทพฯ (พระอิสริยศในขณะนั้น) ด้วยนะครับ” ผมยังนึกถึงความภาคภูมิใจในวันนั้นไม่หาย
กลับมาที่จุฬาฯ ผมนั่งซู้ดหมี่ฮุ้นเย็นตาโฟต้มยำ ต้มยำหมี่ฮุ้นเย็นตาโฟ เย็นตาโฟต้มยำหมี่ฮุ้น มองบรรยากาศโดยรวม มันดูหรูหรากว่าที่ปักษ์ใต้มากนัก แต่รสชาติของเย็นตาโฟมันรู้สึกคุ้นลิ้นมากมาย
ก๋วยเตี๋ยวชามนี้มันกระชากวิญญาณผมให้ย้อนกลับไปถึงสิงคโปร์เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว มันคือช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตเป็นนักเรียนผ่าตัดอยู่ที่นั่น ผมชอบกิน “Mee Siam หมี่เสียม” เค้าเรียกกันอย่างนั้น หมี่ฮุ้นราดน้ำแกงรสชาติหวานๆ ใส่เต้าหู้ทอดเนื้อชุ่มน้ำที่เคี้ยวแต่ละคำเล่นเอาน้ำแกงกระฉอกอยู่ในปาก โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ผมชอบซดน้ำ และมักจะซดมันจนเกลี้ยงชามทุกทีไป
เย็นตาโฟต้มยำร้านนี้รสชาติเหมือนหมี่เสียมเป็นที่สุด อร่อยไม่อร่อยก็ไม่รู้จะบอกยังไง รู้แต่กินแล้วคิดถึง
“ปวดฉี่” มันคือความรู้สึกแรกเมื่ออิ่มท้อง
......................
ฉี่จะหมักหรือจะดอง มันก็คือฉี่
คนเราจะฉี่กลางวัน ส่วนในช่วงกลางคืนนั้น ร่างกายเราจะพักการทำงานเพื่อรีเซ็ตระบบต่างๆ ฮอร์โมนเอดีเอ็ชจากต่อมใต้สมองจะถูกปล่อยออกมาเมื่อหลับสนิท ทำให้ลดการสร้างฉี่ลงอย่างมาก คนจึงไม่ตื่นมาฉี่ตอนกลางคืนเว้นแต่ป่วยด้วยโรคบางอย่าง หรือนอนไม่หลับ
มันจึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่จะเขียนในวันนี้ (นั่นหมายความว่า ผมอารัมภบทมายาวมาก!)
“ใครเป็นคนสั่งบันทึกปริมาณฉี่ของคนไข้และทำไมต้องดูปริมาณฉี่” ผมถามทีมหมอที่ร่วมดูแลคนไข้คนหนึ่งอยู่
“ก็สั่งกันตามปกติค่ะ” นักเรียนแพทย์ตอบแทนพี่ๆ
“แล้วสั่งให้ตวงวัดปริมาณฉี่กันทั้งคืนทำไม” คนไข้คนนี้เธอถูกผ่าตัดมดลูกตามปกติ
“จะได้ดูสารน้ำเข้าออกว่าสมดุลกันไหมค่ะ” นักเรียนแพทย์อีกคนเป็นคนตอบ
“แล้วมันมีประโยชน์กับคนไข้อย่างไร” ผมยังไม่หยุด
คราวนี้เริ่มเงียบ เพราะพวกเขาคงกำลังสงสัยว่าผมต้องการอะไร
“คนไข้อายุไม่ถึง ๕๐ ปี ร่างกายแข็งแรง หัวใจปกติ ไตปกติ คุณหมอจะกลัวคนไข้หัวใจวายจากสารน้ำที่ให้เข้าไปมากเกินไปด้วยหรือ” ผมเหลือบมองปริมาณหยดน้ำเกลือที่กำลังหยดติ๋งๆ มันถูกลำเลียงลงไปตามสายต่อเข้ากับหลอดเลือดของคนไข้ในอัตราที่ไม่ต่างไปจากปกติ
“แล้วเมื่อคืนตั้งแต่เที่ยงคืนมา ฉี่คนไข้ออกเท่าไหร่” ผมยังคงยวน
“๕๕๐ ซีซีครับ” เจ้าของไข้ตอบ
“แล้วเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นต้นมา คนไข้ควรมีฉี่ออกมากขนาดนี้ไหม” ผมลืมบอกไป ในคนไข้ที่รับการผ่าตัดมดลูกมาใหม่ๆ เขาจะถูกใส่สายสวนปัสสาวะไว้ ไม่ต้องลุกขึ้นมาฉี่หรอกนะครับ
ไม่มีเสียงตอบ
“ใครเป็นคนมาตวงฉี่” ผมถาม
“ไม่ผู้ช่วยพยาบาล ก็คนงาน หรือไม่ก็พยาบาลค่ะ” เสียงเบาๆเล็ดลอดมา
“แล้วเข้ามาแต่ละทีต้องเปิดไฟในห้องไหม คนไข้ตื่นไหม ญาติตื่นไหม ได้พักผ่อนไหม” นั่นไง นี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อสาร
“ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน แทนที่จะได้พักผ่อน ทั้งคนไข้ ทั้งคนงาน เห็นไหม ADH ไม่หลั่ง เพราะคนไข้นอนไม่หลับ ฉี่จึงออกมาขนาดนี้” ผมยังคงมองกราดไปรอบเตียงที่มีคนยืนรายล้อม ADH ที่ว่านั้น มันคือฮอร์โมนที่ลดการสร้างฉี่ ลดการกรองที่ไต มันจะถูกปล่อยออกมาตอนเราหลับสนิท
“ตื่นทั้งคืนเลยค่ะหมอ” คนไข้เริ่มฟ้องบ้าง
“แต่ที่ตื่นทั้งคืนเพราะพี่ปวดแผลนะคะคุณหมอ ไม่ใช่เพราะคนเข้าออก คุณหมออย่าดุลูกศิษย์” เธอเอามือมาตีผมนิดหนึ่ง
“ถูกเด็กๆผมหว่านเสน่ห์เข้าให้แล้วล่ะสิ” ผมค้อน
“ก็เค้ามาดูแลพี่อยู่ตลอด คุณหมอเป็นอาจารย์ก็ค่อยๆสอนเค้าสิคะ” แน่ะ สงสัยเธอเป็นครู
ความเป็นจริงผมไม่ดุหรอกครับ แต่เทคนิคการสอนก็แค่ชวน แค่หลอกให้ลูกศิษย์คิดไปเรื่อยๆ อีกอย่าง ฉี่คนไข้ก็ควรไหลออกมาตลอดนั่นแหละ เพราะหมอยังคงสั่งให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดทั้งคืน มันไม่ใช่สรีรวิทยาตามปกติ ที่เราจะไม่กินน้ำกันก่อนนอน หรือตื่นมากินน้ำกันทั้งคืน หากใครต้องทำอย่างนี้ กรุณาปรึกษาหมอทันทีนะครับ
แล้วพวกเราก็ออกจากห้องคนไข้คนนั้นมา
“พวกเธอเห็นเหยือกเหล่านั้นไหม มันใส่อะไร” ผมชี้ไปที่พื้นในห้องซักล้างของหอผู้ป่วย
มันคือกระป๋องใส่ฉี่จำนวนมากมายหลายกระป๋องที่วางกองรวมกันอยู่ ฉี่ที่คนไข้ต้องนำกลับมาให้พยาบาลตวงวัดเพื่อบันทึกปริมาณให้หมอได้รับทราบ ลองนึกสภาพผู้หญิงนั่งฉี่แล้วต้องทำท่าถือที่รองฉี่ไปด้วย มันช่างน่าสงสารนัก ยิ่งบางคนต้องพ่วงสายน้ำเกลือด้วย ก็ยิ่งน่าสมเพชมากขึ้นไปอีก
“แล้วหากมีใครสักคนเดินซุ่มซ่ามเตะกระป๋องเหล่านี้ล่ะ” ผมพึมพัมให้ลูกศิษย์ฟังแล้วเดินราวนด์กันต่อไป
“คงอดเสียดายไม่ได้ หากฉี่เหล่านี้ต้องหกไป หึหึ”
ผมนึกไปถึงฉี่ดองที่เขาฮิตกินกันเมื่อเดือนที่แล้ว (อันที่จริงก็กินกันมาตั้งนานแล้วสินะ)
มนุษยชาติเราเดินทางมาไกลมาก เราผ่านการออกไปล่าสัตว์นอกถ้ำ เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตร ทุกอย่างเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นอย่างนี้มานับพันปี มาจนถึงยุคนี้ เรากินฉี่กันแล้ว
ไม่กล้าคิดไปต่อ อนาคตข้างหน้า เราจะกินอะไรกันอีกดี
“กินขี้” ดีไหม
พนันกัน กินฉี่โลกไม่จำ
ธนพันธ์ ชูบุญแม่เล่าว่าตอนเด็กๆเคยกินขี้ตัวเองแล้วทำหน้าอร่อย
๑๑ กย ๖๒