ท่ามกลางเมฆที่คล้อยลงต่ำ, โคลน, และลูกไก่ ในหมู่บ้านที่อยู่ในป่าลึกแถบเนินเขาภาคเหนือ สาวน้อยคนหนึ่งบอกฉันว่า “เราไม่ใช่ไทย และเราพยายามที่จะไม่เป็นไทย บางครั้งฉันพบตนเองว่าคุยกับครอบครัวในไทย และฉันคิดว่า ‘ไม่ พยายามที่จะเป็น Lisu’” Katima เป็นนักกิจกรรม และเป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยจำนวนมากในประเทศไทย กลุ่ม Lisu กระจัดกระจายอยู่ตามเนินเขาทางภาคเหนือในประเทศไทย กลางป่าลึกทางตะวันออก และภาคเหนือของพม่า และทางภาคใต้ของจีน พวกเขาเป็นคนไร้รัฐ แต่มีภาษา, วัฒนธรรม, ศาสนา, วิถีปฏิบัติ ที่แตกต่างจากรัฐชาติที่โอบอุ้มพวกเขา
ในหนังสือ The Art of Not Being Governed (ศิลปะของการไม่ถูกปกครอง) ซึ่งเขียนโดยนักมานุษยวิทยา James C. Scott ได้ทำกรณี Lisu (และชนกลุ่มน้อยหลากหลายที่พบใน ที่ดอนทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่ศึกษาสภาวะไม่มีรัฐทั้งในแง่วัฒนธรรมและวัตถุธรรม ภาษาที่ลื่นไหล, วัฒนธรรม, การขาดตัวอักษร, และการดำรงชีพแบบกึ่งเร่ร่อน ทำให้พวกเขาพัฒนาโดยที่ไม่มีรัฐชาติไหนจะสนใจโอบอุ้ม เพราะชนกลุ่มน้อยพวกนี้ไม่สามารถผลิตอาหาร, ไม่สามารถเสียภาษี, หรือแม้กระทั่งให้ทหารกับรัฐชาติ ชนกลุ่มน้อย Lisu และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เป็นอิสระจากข้อจำกัดพวกนี้ และสามารถปกครองได้ด้วยตัวของตัวเอง Scott เสนอว่าพวกเขาพยายามที่จะเป็นพวกประชาชนที่เอาชนะไม่ได้ (unconquerable population)
ตามถนนสายนี้จะมีสำนักงานรัฐบาลอยู่ที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่น สำนักงานนี้ถูกสร้างมาประมาณ 20 ปี มันเป็นการปรากฏของการปกครองแบบเป็นทางการอันแรกสำหรับผู้คนในท้องถิ่น “เมื่อฉันเป็นเด็ก เราดำรงชีวิตโดยปราศจากโรงพยาบาล, โรงเรียน, หรือแม้แต่รัฐบาล” Katima บอกฉัน ทุกวันนี้สำนักงานมีธงชาติ และภาพวาดที่หมายถึงระบอบกษัตริย์และรัฐชาติ คนที่ทำงานในนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่เป็นคนไทยที่มาเพื่อปกครองชนกลุ่มน้อย Lisu ครูในโรงเรียนก็เหมือนกัน เพราะครูสอนแต่หลักสูตรแห่งชาติ มีความพยายามที่จะสร้างวัดพุทธขึ้นมาในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการแทนที่ และส่งเสริมแนวคิดแบบเชื่อผีที่ได้รับความศรัทธาและปฏิบัติโดยคนท้องถิ่น
การขยายตัวของรัฐเป็นแผนการที่ตรงและชัดเจนมากขึ้น มันเริ่มตั้งแต่นโยบายศตวรรษที่ 20 ในการทำให้ทุกอย่างเป็นไทย (thaification) ซึ่งสร้างขึ้นโดยรัฐบาลกลาง เริ่มต้นที่ปี 1933 (พ.ศ. 2476) เผด็จการแปลก พิบูลสงครามกำกับการยกเครื่องชาตินิยมในหมู่ประชาชนที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชนกลุ่มน้อย นโยบายที่เห็นได้ชัดคือการยัดเยียดภาษาไทยไปสู่ระบบการศึกษา นอกจากนี้ยังใส่รัฐนิยม 12 ประการซึ่งบงเป็นคำแนะนำสำหรับความประพฤติความเป็นไทยที่สมบูรณ์ หรือวิถีชีวิตที่ดีและความเป็นสมบัติผู้ดี
การต่อรอง
แม้กระทั่งทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังไม่ค่อยกล้าเข้าไปในหมู่บ้าน Lisu มีเรื่องราวหลายเรื่องที่เจ้าหน้าที่ถูกคุมตัวโดยชาวบ้านผู้โกรธเคียง สาเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดิน ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน” “คน Lisu ออกมาพร้อมกับมีดและกระบอง และพวกเจ้าหน้าที่รัฐต่างต่อรองเพื่อการปล่อยตัว
เยาวชนหญิงคนหนึ่งของ Lisu ที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ บรรยายถึงความเกี่ยวข้องของรัฐไทยในชีวิต Lisu คือการต่อรอง “พวกเรายอมรับบางสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐนำเสนอให้ เช่น โรงเรียน, โรงพยาบาล, และวัด แต่พวกเรายังเป็น Lisu แต่การขัดขืนเราอยู่ที่บ้านและในชุมชน ซึ่งเรายังคงดำเนินตามประเพณี และดำรงชีพได้ด้วยตัวเอง และเราไม่ได้กลืนกลายแต่อย่างใด” คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่ารัฐบาลมีอำนาจเหนือพวกเขาเลย
ในทางภาคเหนือ หนึ่งในบรรดาสิ่งที่ทรงอานุภาพมากที่สุดของเครื่องไม้เครื่องมือของรัฐคือโครงการพระราชดำริ (The Royal Project) ที่ไม่ก่อให้เกิดคำถามใดๆ โครงนี้เปิดตัวในช่วงปลายปี 60 มีจุดมุ่งหมายในการแทนที่การปลูกฝิ่นโดยชาวเขา หันมาปลูกผลไม้และผักแทน ผลผลิตคือเพื่อโครงการและได้ขายโดยบริษัทของรัฐทั่วราชอาณาจักร ปล่อยให้ชุมชนที่ต้องพึ่งรัฐไม่สามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีในเชิงวัตถุเลย
ในช่วงแรกๆของของการดำเนินการ โครงการได้รับทุนและการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ( the United Nation) นอกเหนือจากการแทนที่เรื่องการเพาะปลูกแล้ว แต่ยังได้การกลืนกลายชนกลุ่มน้อยมาสู่กิจกรรมของรัฐไทยด้วย ด้วยการทำให้ชนกลุ่มน้อยไม่ไปค้ายาเสพติดและการเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ที่โด่งดังอยู่ในช่วงนั้นด้วย
ทุกวันนี้โครงการในพระราชดำริ ปรากฏขึ้นทั่วไปในภาคเหนือ ทำหน้าที่วิจัยเกี่ยวกับเกษตรกรรมและพัฒนาการของการเกษตรในเชิงเทคนิค โครงการนี้ยังทำหน้าที่เหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชาวไทยจากในเมือง---เพื่อการเน้นให้คนไทยภาคกลางทำความคุ้นเคยกับสถานที่ที่อยู่ห่างไกลเท่านั้น สิ่งนี้คือด่านนอกในการใช้อำนาจแบบหลวมหรืออ่อน (soft power) อย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการให้เจ้าหน้าที่พบกับคนท้องถิ่น และกลืนกลายกิจกรรมมาเป็นกิจกรรมของชาติ---รัฐเท่านั้น
การต่อสู้/ การอยู่แบบเร่ร่อนของการต่อต้านรัฐ
วัฒนธรรมการต่อต้านรัฐยังแสดงออกในพวก Maniq ด้วย เขาเป็นชาวภาคใต้ มีชีวิตแบบเก็บของป่าล่าสัตว์เร่ร่อน ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติที่มีแต่ป่าเต็มไปหมด ใกล้กับเขตแดนไทยมาเลย์ พวกเขาเหมือนชาว Lisu ที่มีภาษาของตนเอง, วัฒนธรรม, ไม่มีตัวหนังสือ แต่แตกต่างจากพวก Lisu พวกนี้ไม่มีการต่อรอง พวกนี้ปฏิเสธความทันสมัยทั้งหมด แต่ยังคงมีชีวิตแบบประเพณีเหมือนเดิม ทุกวันนี้พวกเขายังงไม่มีไฟฟ้า, ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง, หรือการตกหลุมพรางแบบชีวิตทันสมัย พวกเขาหาอาหารโดยการล่าด้วยหนังสติ๊ก และลูกดอกอาบยาพิษ หรือการหาของป่า
กลุ่ม Maiq โดยปกติแล้วจะประกอบด้วยปัจเจกบุคคลประมาณ 30 คน พวกเขาเร่ร่อน และอยู่เป็นกลุ่ม โดยไม่มีสังกัปของทรัพย์สินส่วนบุคคล (private property) และช่วงชั้นใดๆ ประชากรในชุมชน โดยเฉพาะที่อยู่ตามเนินเขา ก็จะราวๆ 200 คน
ในทางประวัติศาสตร์แล้ว ประชาชน Maniq ได้รับความทุกข์อย่างใหญ่หลวงจากน้ำมือของคนภายนอก มีคำอยู่ 2 คำในภาษาของเขา ซึ่งคนอาจเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เมื่อต้องใช้พวกมัน นั่นคือ Maniq = พวกเนรา และ Hamiq = พวกเขา “เธออาจอยู่ในป่าหรืออยู่ในเมือง Maniq หรือ Hamiq” คนพูด (the speaker)ที่ชื่อ Kai บอกฉัน (บทบาทของผู้พูดในสังคม Maniq คือผู้สื่อสาร หรือผู้พูดของกลุ่ม) เนื่องจากว่าสังคมนี้เป็นสังคมไม่มีชนชั้น ผู้พูดจึงไม่ใช่ผู้นำ จริงๆแล้วผู้พูดคือคนที่ฟังจากคนรอบข้าง และสื่อสารสิ่งที่เห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นความเห็นของกลุ่ม (consensus)
ประเด็นสำคัญในการอยู่รอดของ Maniq ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันคือการอยู่แบบเร่ร่อน (flight reflex) นั่นคือพวกเขาใช้เวลาเป็นพันๆปีในการออกห่างจากสังคมแบบตั้งถิ่นฐาน (settled society) และเป็นที่รู้กันว่าพวกเขาระแวงคนภายนอก แต่ทุกวันนี้ วิถีชีวิตแบบเร่ร่อน ที่มันเกี่ยวข้องการไม่มีสังกัปของทรัพย์สินส่วนตัวขัดแย้งกับระบบกฎหมายไทยอย่างรุนแรง การขาดบัตรประชาชนอยู่คู่ขนานกับราชการแบบรัฐอันยิ่งใหญ่ของไทย (great state bureaucracy) ในขณะที่ความสันโดษและไม่ยุ่งกับใครทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากคนตัดไม้ที่ผิดกฎหมาย และคนขโมยจับสัตว์ในที่ของผู้อื่น ไร่และเกษตรกรรมรุกรานวิถีชีวิตของชาว Maniq มาตลอด และการรุกที่นั้นมีขนาดมหึมา
James C. Scott แสดงให้เห็นว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทางประวัติศาสตร์แล้ว การสร้างรัฐมิใช่เป็นสิ่งง่าย หลักฐานที่หายไปในประวัติศาสตร์เรื่องการเป็นรัฐเห็นได้ชัดเจนในพื้นล่าง (lowlands) ของประเทศไทย ที่ซึ่งเกือบทุกส่วน เช่นจังหวัดนอกกรุงเทพฯ ยังมีภาษาท้องถิ่นของตนเอง (distinct dialect) หรือมีภาษาที่แตกต่างกัน เช่น จังหวัดที่มีคนชนบทอยู่อย่างสุรินทร์ (450 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) พูดถึงภาษาถึง 4 ภาษา ได้แก่ เขมร, ลาว, สุรินทร์, และภาษาที่ใหม่ที่สุด คือ ไทย คนแถบสุรินทร์ยังมีการประพฤติทางศาสนา และมีวัฒนธรรม ที่ไม่พบในวัฒนธรรมไทยส่วนหลัก (ภาคกลาง?)
ชุมชนดังกล่าวคือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยก่อนเป็น “ความเป็นไทย” คือสถานที่ที่มีความรุ่มรวยแตกต่าง และเป็นปึกแผ่นด้วยพลังของชุมชน (communal streangth)ในอัตลักษณ์ท้องถิ่น (local identities) แต่ชุมชนเหล่านี้กำลังจางหายภายใต้การก่อเกิดของรัฐ ในการแทนที่อัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยอัตลักษณ์แห่งชาติ อย่างไรก็ตามคู่ตรงกันข้ามยังคงอยู่ได้ในหลายๆที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบเนินเขา จาก Lisu ทางเหนือ ไปจนถึง Maniq ทางใต้
ผู้พูด (the speaker) Kai บอกกับเราเกี่ยวกับรัฐบาลไทยว่า “พวกเขาต้องการให้เราตั้งถิ่นฐาน, ปลูกอาหาร, ไปโรงเรียน, และทำทุกอย่างเหมือนพวกเขา เราไม่สามารถดำรงชีพแบบนั้นได้” รัฐไทยพยามในการควบคุมกลุ่ม Maniq เช่นให้หมายเลขบัตรประชาชน ซึ่งตอนนี้ได้หายไปแล้ว โครงการการบังคับการตั้งถิ่นฐาน ที่พวกเขาต้องการให้ตั้งถิ่นฐานบนบ้านในจังหวัดพัทลุง ที่ดูเหมือนว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือจากรัฐ การทดลองอยู่ได้ไม่นาน เพราะชาว Maniq วิ่งเหนือ และดำรงชีพอยู่ด้วยการเร่ร่อนในป่าเหมือนเดิม “เราไม่ต้องการความใจดีจากรัฐหรือการช่วยเหลือใดๆ ฉันต้องการให้เด็กๆโตมาแบบเดียวกับฉัน ฉันต้องการให้พวกเขาเป็น Maniq และดำรงชีพแบบ Maniq” ผู้พูด (the speaker) Kai บอกฉัน “เราต้องการแผ่นดินเพื่อดำรงชีพและต้องการจะถูกลืม”
นี่คืออุดมการณ์ต่อต้านรัฐ: การปฏิเสธที่เข้ามามีส่วนร่วมในอารยะธรรมแบบตั้งถิ่นฐานที่มีอำนาจ ที่เข้ามาแทนที่การควบคุมของตนเอง อย่างไรก็ตาม เหนือกระท่อมในป่าของชาว Maniq จะมีธงอยู่ 2 อัน ได้แก่ ธงชาติและธงมหาราช พวกเขาถูกบังคับให้แสดงความเคารพกับเจ้าของสวน และตำรวจอุทยานแห่งชาติ ที่ได้ทำร้ายพวกเขามานานนับศตวรรษ การมองในแง่ร้ายกับอนาคตของพวกเขาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะกระแสของผู้ตั้งถิ่นฐานที่คอยยึดพื้นที่จนหมดเนินเขา และในป่าด้วย สารของผู้พูด (the speaker) Kai ที่ได้ส่งเสียงมาที่ภายนอกบอกว่า “เราต้องการที่จะถูกลืม หรือปล่อยเราไว้แบบที่เราเป็น”
แปลและเรียบเรียงจาก
Garbriel Ernst “We try to not be Thai”: the everyday resistance of ethnic minorities
https://www.newmandala.org/we-try-to-not-be-thai-the-everyday-resistance-of-ethnic-minorities/