โรงเรียนชายขอบเมืองฝางเดินหน้าขยายผลวิถีชีวิตปลอดภัยสู่ชุมชนและโรงเรียนเครือข่าย ดึงเด็ก-ผู้ปกครอง ปลูกผักปลอดสารป้อนโครงการอาหารกลางวัน พร้อมใช้เมนูThai School Lunch ปรับพฤติกรรมบริโภค ลดหวานมันเค็ม เน้นได้รับสารอาหารเหมาะสมเพียงพอ ขณะที่ที่ปรึกษา สพฐ. จี้ อปท.เร่งโอนค่าอาหารกลางวันให้โรงเรียน หลังพบเปิดเทอมแล้วนับเดือน โรงเรียน 20-30% ยังไม่ได้รับงบ



        ภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ทำให้การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และมักจะส่งผลให้เด็กผอม อ้วน เตี้ย โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ตามชายขอบ มักจะพบความรุนแรงของปัญหามากกว่าโรงเรียนทั่วไป เช่น โรงเรียนบ้านห้วยเฮี่ยน ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชนเผ่า ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์จีน ลาหู่ ไทใหญ่ และคนพื้นเมือง ทำให้มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารและการส่งเสริมสุขภาพ ทำให้นักเรียนมีภาวะโภชนาการที่ไม่สมบูรณ์ โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน จึงมีความจำเป็นและสำคัญในการที่จะทำให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

            นายณัฐพล แสงอรุณผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยเฮี่ยน เล่าว่าก่อนหน้านี้นักเรียนมีอัตราการบริโภคผักและผลไม้ต่ำมาก บริโภคอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ มีวัฒนธรรมการกินอาหารที่ผิดๆ เน้นอาหารที่มีไขมันสูง การทำอาหารที่บ้านแต่ละเมนูต้องใส่น้ำมันในปริมาณมาก ทำให้นักเรียนหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันไม่ได้ ซ้ำเวลาอยู่ที่บ้าน ส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมกินแล้วก็นอน ติดเกม ติดการใช้โทรศัพท์มือถือ จนขาดกิจกรรมทางกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย เกิดเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ

            ช่วงปี 2556-2557 โรงเรียนเกิดปัญหาการบริหารจัดการอาหารกลางวัน ทั้งเรื่องงบประมาณ คุณภาพอาหาร และแม่ครัว จึงได้ทดลองปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ เช่น เปลี่ยนระบบจัดซื้อวัตถุดิบ เปลี่ยนแม่ครัว ปรับเปลี่ยนแนวการคิดเมนูอาหาร จนได้รสชาติและคุณภาพอาหารเป็นที่น่าพอใจของเด็กนักเรียน ซึ่งพบว่าการจัดหาแม่ครัวที่เป็นผู้ปกครอง สามารถทำอาหารได้ถูกปากนักเรียน แต่การที่แม่ครัวเป็นคนคิดรายการอาหารเองตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากโรงเรียน ทำให้เด็กได้รับประทานอาหารที่ไม่หลากหลาย

            เมื่อโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเด็กไทยแก้มใส โรงเรียนได้จัดทำเมนูอาหารโดยใช้โปรแกรม Thai School Lunch โดยแม่ครัวจะร่วมกับครูฝ่ายโภชนาการ คิดวางแผนการจัดทำสำรับอาหารกลางวัน ซึ่งจะต้องสอบถามครูฝ่ายโภชนาการ และครูเกษตร ว่าวัตถุดิบของโรงเรียนในช่วงนี้มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาจัดทำเป็นอาหารกลางวันนักเรียน การจัดทำเมนูอาหารยึดคุณค่าสารอาหาร และพลังงานที่นักเรียนจะได้รับอย่างเพียงพอเหมาะสมตามวัย นอกจากนี้ยังได้จัดเมนูอาหารท้องถิ่นเพื่อให้นักเรียนได้รู้จักรับประทานอาหารท้องถิ่นที่มีคุณภาพดี

            “ความภาคภูมิใจที่สุดของโรงเรียนบ้านห้วยเฮี่ยน คือเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศูนย์ศึกษาวัชรสกุณีประสิทฺธิ์ และเสด็จทอดพระเนตรการจัดกิจกรรมโครงการเด็กไทยแก้มใส พร้อมทั้งทรงมีกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับการนำองค์ความรู้เรื่องเด็กไทยแก้มใสไปเผยแพร่แก่ราษฎรในชุมชนบนพื้นที่สูงด้วย” ผอ.โรงเรียน กล่าว

            ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงพยายามขยายผลเรื่องวิถีชีวิตปลอดภัยสู่ชุมชน และโรงเรียนเครือข่าย ส่งเสริมให้มีการปลูกผักปลอดสาร ให้นักเรียนดึงผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วม โดยโรงเรียนได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่บ้านใช้พื้นที่ 2 ไร่เศษ เพื่อปลูกผัก ผลไม้ สำหรับส่งต่อเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารกลางวันให้นักเรียน และมีการวางแผนปลูกตามเมนู Thai School Lunch ที่โรงเรียนจัดทำล่วงหน้า โดยคะเนว่าพืชผักที่ปลูกไว้ จะเริ่มให้ผลผลิตใช้ได้ในเทอมถัดไป และพืชผักปลอดภัยที่ผลิตได้ ทั้งจากโรงเรียน หรือชุมชน หากมีมากเกินความต้องการใช้ในโครงการอาหารกลางวัน ทางนายอำเภอฝางก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือด้านการจัดจำหน่าย เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในอำเภอ ที่มีนักเรียนมากกว่า 2,000 คน ก็จะรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียนด้วย

            ส่วนการจัดหาวัตถุดิบมาประกอบอาหารกลางวันในขณะนี้ โรงเรียนได้สำรวจวัตถุดิบที่มีอยู่ในโรงเรียนก่อน อาทิ ไข่ไก่ ผักบุ้ง พริก ผักพื้นเมือง ผักกาดขาว คะน้า โดยจะนำมาขายให้กับสหกรณ์โรงเรียนและทางแม่ครัวก็จะซื้อวัตถุดิบจากสหกรณ์โรงเรียน หากวัตถุดิบมีไม่เพียงพอ จึงจะสั่งซื้อจากตลาดสดในชุมชน ซึ่งไม่ทราบว่าผักผลไม้มีความปลอดภัยจากสารเคมีในระดับใด แต่แม่ครัวจะแก้ปัญหาด้วยการล้างให้สะอาดก่อนปรุงตามวิธีการล้างผัก เช่น ใช้ผงฟูละลายในน้ำอุ่น เกลือ หรือล้างในน้ำไหลผ่านหลายๆ รอบ เพื่อลดสารพิษที่ตกค้างในผัก ผลไม้ ขณะเดียวกันก็จัดหาผลไม้ที่มีในชุมชนให้นักเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยจะเชื่อมโยงผลผลิตเกษตรปลอดภัยกับชุมชน ผู้ปกครอง เช่น ส้ม ลิ้นจี่ มะละกอ เป็นต้น

            สำหรับเด็ก ม.1-3 ที่ไม่มีงบประมาณอาหารกลางวันจากรัฐวันละ 20 บาท ทางโรงเรียนจะใช้เงินปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนมาช่วยเด็กกลุ่มนี้ และเก็บจากผู้ปกครอง เดือนละ 100 บาท แต่บางรายยากจนไม่สามารถจ่ายได้ ก็จะมาช่วยงานอย่างอื่นในโรงเรียนแทน

            อย่างไรก็ตาม พบว่าการใช้โปรแกรม Thai School Lunch ในการจัดเมนูอาหาร ทำให้เด็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะวันศุกร์ ที่เป็นอาหารจานเดียว เด็กจะไม่วุ่นวายกับการเติมน้ำตาล พริก น้ำปลา เหมือนในอดีต ลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งตรงกับความต้องการของโรงเรียน ที่เน้นส่งเสริมสุขภาพมากกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เนื่องจากมองเห็นว่าเมื่อนักเรียนมีสุขภาพภายในที่ดีแล้ว ย่อมส่งผลถึงการเรียนที่ดีขึ้น จึงมุ่งหวังให้นักเรียนมีความสุข แล้วความสุขจะส่งผลไปยังสิ่งอื่นๆ

            ทางด้าน นายทรงวุฒิ  มะลิวัลย์ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้านกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมา สพฐ ได้สั่งการให้ทุกโรงเรียนในสังกัดจัดการอาหารกลางวัน โดยใช้โปรแกรม Thai School Lunch เพื่อให้การบริหารจัดการอาหารกลางวันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยประมาณการค่าใช้จ่าย รวมถึงวัตถุดิบล่วงหน้า และเป็นเครื่องมือติดตามคุณภาพอาหารกลางวันของโรงเรียนทั่วประเทศได้

            แต่อาหารกลางวันที่โรงเรียนวันละ 1 มื้อ แก้ปัญหาโภชนาการได้แค่บางส่วนเท่านั้น เพราะในวันปกติเด็กต้องรับประทานอาหารจากที่บ้าน 2 มื้อ และเต็ม 3 มื้อ ในวันหยุด หรือปิดเทอม ขณะเดียวกันคนส่วนใหญ่คิดว่าภาวะอ้วน คือปัญหาหลักที่พบในเด็ก หากในความเป็นจริงภาวะผอมก็ตามมาอย่างกระชั้นชิด โดยเฉพาะในภาคแรงงานที่เด็กตามพ่อแม่มาจากต่างประเทศ และส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ส่วนกลุ่มเด็กที่มีภาวะเตี้ย มักจะพบมากตามตะเข็บชายแดน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ มีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยคือกรรมพันธุ์ และอาหารการกิน

            ในภาพรวม จึงพบเด็กที่มีภาวะผอม ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.ถึง 50 กว่าเขต ภาวะเตี้ย 50 กว่าเขต และอ้วน 42 เขต ซึ่งทาง สพฐ.ได้พยายามแก้ไข โดยใช้กิจกรรมการออกกำลังกาย การสร้างสำนึกด้านอาหารปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการ จนลดปริมาณเด็กผอมได้ถึง 20% ใน 1 ปีการศึกษา

            “ปัญหาสำคัญที่ทำให้การจัดการอาหารกลางวันในโรงเรียนชะงัก ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง มองข้ามความสำคัญของอาหารกลางวันเด็ก เปิดเทอมตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม แต่ถึงวันที่ 10 มิถุนายน ท้องถิ่น 20-30% ยังไม่โอนเงินให้โรงเรียน ทั้งที่รัฐบาลโอนเงินผ่านกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นให้ อปท.เรียบร้อยแล้ว และ สพฐ.ก็ทำหนังสือถึงแต่ละเขตพื้นที่ ให้ทำหนังสือโครงการอาหารกลางวันส่งให้ท้องถิ่น ก่อนวันที่ 31 มีนาคม เพื่อให้ อปท.มีเวลา 1 เดือนครึ่ง ในการจัดการ ทว่าที่ผ่านมาพบว่าบางแห่งกว่าจะโอนเงินให้โรงเรียน เด็กเปิดเทอมไปแล้ว 2-3 เดือน ระหว่างนั้นเด็กต้องรับประทานอาหารกลางวัน โรงเรียนจึงนำเงินก้อนอื่นมาใช้ก่อนแบบผิดประเภท เป็นเหตุให้ถูกเอาผิดเมื่อโดนตรวจสอบ”

นายทรงวุฒิ บอกว่า แค่ท้องถิ่นโอนเงินให้โรงเรียนตรงเวลา และโรงเรียนนำโปรแกรม Thai School Lunch ไปใช้ในการจัดการอาหารกลางวันอย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการของเด็กได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่สนใจทำวิจัยหรือกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารกลางวันเด็ก ควรเลือกพื้นที่ที่มีปัญหามาก เช่น ใน 4 จังหวัดชายแดนที่เด็กมีภาวะทุพโภชนาการสูงมาก คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก เพื่อนำร่องให้เห็นตัวอย่างและผลลัพธ์ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง.