
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 ราคายางไทยอยู่ที่ 174.44 บาทต่อกิโลกรม สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นเหตุให้มีคนอยากเป็นเกษตรกรปลูกยางพารากันเกือบทั่วประเทศ พื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปี 2557 ไทยสามารถผลิตยางพาราได้มากถึง 4.5 ล้านตัวต่อปีจากเดิมที่ผลิตได้ราว 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเกือบ4 เท่าตัว
ยางพารา จึงเป็นความคาดหวังของเกษตรกรทั้งประเทศ
ทว่าการปลูกอย่างเสรี ใครใคร่ปลูก ใครไม่มีที่ก็รุกเข้าไปปลูกในที่สาธารณะ ทำให้ผลผลิตล้นตลาด จนหายนะบังเกิดในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2557 ราคายางร่วงลงไปที่ 53.63 บาทต่อกิโลกรัมต่ำสุดในรอบ 5 ปี น้อยกว่าราคาต้นทุนซึ่งจะอยู่ที่ 64.90 บาทต่อกิโลกรัม และจากนั้นเป็นต้นมา ราคายางพาราก็ไม่เคยขึ้นไปถึง 100 บาทอีกเลย
สวนยางหลายแห่งถูกปล่อยทิ้งร้าง ทำไปก็ไม่คุ้มทุน ขณะที่ชาวสวนยางหน้าเก่าหลายรายยังเลือกที่จะทำต่อ เพราะไม่รู้จะไปทำอะไร ได้แต่อดรนทนรอวันที่ยางพารากลับมามีราคาสูงกว่าต้นทุนอีกครั้ง
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงมีแนวคิด วนเกษตรยางพารา และเริ่มมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้น
“วนเกษตรยางพารา หรือ พืชร่วมยาง คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำสวนยางแบบเชิงเดี่ยวมาสู่การทำแบบผสมผสานด้วยการปลูกพืช ทั้งที่เป็นพืชอาหาร ไม้เศรษฐกิจ หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ควบคู่กับการปลูกยางพารา ทำให้มีรายได้จากหลายทางมากขึ้น” ผศ.ดร.ปราโมทย์ แก้ววงศ์ศรี แห่งคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อธิบายในฐานะผู้ขับเคลื่อนวนเกษตรสวนยางในพื้นที่ภาคใต้
อาจารย์ปราโมทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปลูกพืชภายในสวนยางพารามีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.พืชร่วมยาง ได้แก่พืชอายุยืนหรือไม้ยืนต้น เช่น ผลไม้ หรือไม้เศรษฐกิจ 2.พืชแซมยาง ได้แก่พืชอายุสั้น เช่น พืชผักต่างๆ และการสนับสนุนปลูกพืชร่วมยางไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยเฉพาะภาคใต้มีการเคลื่อนไหวแนวคิดนี้แบบไม่เป็นทางการมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ไม่มีความต่อเนื่อง เพราะเมื่อราคาตกต่ำก็จะมีการพูดถึงกันมากขึ้น แต่พอยางราคาดีขึ้นเรื่องก็จะเงียบหายไป และส่วนหนึ่งมากจากนโยบายของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งไม่สนับสนุนให้มีการปลูกพืชอื่นปะปนในสวนยาง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้ผลผลิตน้อย
ภายหลังเกิดวิกฤตราคายางพารา กยท. จึงได้กำหนดแนวทางในการส่งเสริมกระบวนการผลิตยางพาราเสียใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนและมีแนวทางการช่วยเหลือในรูปแบบการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทนยางพาราใน 5 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี โดยวิธีปลูกด้วยต้นยางชำถุง แบบที่ 2 ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี โดยวิธีปลูกด้วยเมล็ดหรือต้นกล้า แบบที่ 3 ปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้น แบบที่ 4 ปลูกแทนด้วยปาล์มน้ำมัน และแบบที่ 5 ปลูกแทนแบบผสมผสาน
อาจารย์ปราโมทย์ ย้ำถึงสิ่งที่น่าเป็นห่วงของกระแสการปลูกพืชร่วมยาง ว่า พอเริ่มเห็นความสำเร็จหรือเป็นกระแส ก็แห่กันทำ โดยที่ไม่ทำความรู้จัก หรือศึกษานิสัยของพืชร่วมที่เอาไปปลูก เช่น พืชบางชนิดต้องการร่มเงาของต้นยาง บางชนิดชอบแสงน้อย ชอบแสงมากจึงจะเติบโตได้ผลผลิตที่ดี ฉะนั้นต้องศึกษาธรรมชาติของพืชที่จะปลูกให้ดีด้วย
ส่วนเกษตรกรที่อาจจะกังวล ว่าเมื่อมีพืชรวมยางแล้วจะทำให้ต้นยางไม่สมบูรณ์ น้ำยางออกน้อย จากการศึกษาของอาจารย์ปราโมทย์ พบว่า สวนที่มีพืชอื่นขึ้นปะปนอยู่ มีอัตราการให้น้ำยางมากกว่าสวนยางเชิงเดี่ยว เพราะว่าสวนยางแบบผสมจะมีความชุ่มชื่น มีความร่มเย็น ซึ่งเกื้อกูลกัน ทำให้ยางให้ผลผลิตที่ดี
“ถ้าชาวสวนยังทำแบบเชิงเดี่ยว แต่ละปีชาวสวนจะกรีดยางได้แค่ 100 กว่าวัน แล้วที่เหลือจะเอาอะไรกิน แต่ถ้าทำแบบสวนผสมผสานหลังจากหมดช่วงกรีดยาง หรือยางราคาตกก็ไม่กลัว เพราะเรามีผลผลิตจากพืชที่ได้ปลูก เป็ด ไก่ ที่เลี้ยงไว้มากินมาขายได้” อาจารย์ปราโมทย์ ย้ำถึงข้อดีของการทำวนเกษตรในสวนยาง
ขณะนี้มีเกษตรกรที่ปลูกพืชร่วมยางในพื้นที่ภาคใต้จำนวนหลายรายกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ดังตัวอย่างเช่น นายจรูญ พรหมจรรย์ และ นายมนัส ติบุญ ชาวบ้านท่าหมอไชย ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่กล้าเปลี่ยนจนประสบผลสำเร็จ ทั้งสองคนไม่หวังพึ่งรายได้จากยางพาราเป็นหลักเหมือนเมื่อก่อน หันมาทำสวนยางแบบผสมผสาน ได้ผลผลิตที่หลากหลายทั้งกินทั้งขาย ยกระดับคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ภายในสวนยางของนายจรูญ มีการปลูกพืช ผัก ผลไม้มากกว่า 20 ชนิด เช่น สละ สะตอ ทุเรียน ลองกอง ไม้ไผ่ มะมุด ผักเหลียง ผักกูด ข่า สับปะรด ชะอม เป็นต้น และยังได้เลี้ยงแพะ กับหมู ทำให้มีรายได้จากผลผลิตที่นำไปขายเฉลี่ยวันละ 700-800 บาท
นายจรูญ เผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจล้มสวนยางส่วนหนึ่งเพื่อทำเกษตรผสมผสาน ว่าจากการไปศึกษาดูงานก็ชอบ ผลดีผลเสีย อย่างเช่น สละ 1 ต้น สามารถให้รายได้เท่ากับสวนยาง 1 ไร่ กลับมาก็มาทำทีละอย่าง เริ่มทีละน้อย แล้วค่อยขยาย ผลผลิตมีออกไปขายทุกวัน อย่างเช่น สละ ขายกิโลกรัมละ 70 บาท ผักที่ปลูกทั้งขายทั้งกินเอง ไม่ต้องไปซื้อเขากิน มีเยอะก็แบ่งปัน และที่สำคัญสวนเราปลอดภัยจากสารเคมี ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย
ขณะที่นายมนัส ได้ แบ่งพื้นที่สวนยางจาก 4 ไร่ ปลูกไม้เศรษฐกิจ กันพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น เป็ดเทศ ไก่ ปลาดุก มีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
นายมนัส เผยถึงการตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำสวนยางของตัวเอง ว่าเขาอยู่กับสวนยางมาตั้งแต่เด็กืไม่เคยเห็นการปลูกพืชอื่นๆ เลย แต่เมื่อไปดูหลายๆ สวนหลายๆ พื้นที่ก็พบว่าสามารถปลูกพืชอื่นได้ จึงตัดสินใจมาทำในที่ของตัวเองบ้าง เริ่มจากขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ แต่ไม่ค่อยคุ้มทุน จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงและขายลูกพันธุ์เป็ดเทศซึ่งได้กำไรดีกว่า
“ถ้าเราทำแต่เกษตรเชิงเดียวได้วันละ 300 บาทก็ไม่พอ แต่ถ้าเราทำหลากหลายและมีรายได้เพิ่ม ก็พอจะเหลือ อย่างการปลูกไม้เศรษฐกิจก็เหมือนกับเป็นการฝากเงินธนาคาร คิดง่ายๆ ต้นไม้มีมูลค่าวันละ 1 บาท ถ้าเราปลูก 20 ปี คิดดูว่าจะได้เท่าไหร่ เราแค่ปลูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ดูแลอะไรเลย แทนที่จะปลูกแต่ยางพาราเพียงอย่างเดียว เอาพื้นที่ไปทำให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดจะดีกว่า” มนัส เกษตรกรบ้านท่าหมอไชยรายนี้เล่าด้วยประสบการณ์ของตัวเอง
วนเกษตรในสวนยาง ไม่เพียงจะตอบโจทย์เรื่องรายได้และการอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น เมื่อสวนยางจะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางพืชพันธุ์อาหาร ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้น รองรับสังคมเปลี่ยนไป
นายชนวน รัตนวราหะผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้บุกเบิกเกษตรกรรมยั่งยืนกล่าวว่า สสส.ได้สนับสนุนให้มีการทำพืชร่วมยางมากขึ้น เพราะการปลูกพืชร่วมยางทำให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมีความหลากกหลายทางชีวภาพ ในแง่เศรษฐกิจทำให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากมีพืชผัก ผลไม้แล้ว ยังมีรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ร่วมด้วย
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการสร้างแหล่งอาหารในชุมชนทั้งสิ้น เพราะถ้าเขาเอาแต่ปลูกยางทั้งหมด เขาจะเอาอาหารที่ไหนกิน ก็ต้องนำเข้าจากต่างจังหวัด แล้วผักหรืออาหารที่นำเข้ามา ล้วนมีสารเคมีตกค้างแทบทั้งนั้น แต่ถ้าเขาปลูกเองกินเอง ก็จะรู้ว่าควรปลูกแบบปลอดสาร และมีหลากหลาย เริ่มจากสวนนั้นขยายไปสวนนี้ เพิ่มปริมาณมากขึ้นๆ ชุมชนก็จะมีแหล่งอาหารปลอดภัยและมีความมั่นคงทางอาหารมากยิ่งขึ้น” ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าว
อย่างที่ทราบกันดีว่าพืชร่วมยางไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ทำไมยังก้าวไปไม่ถึงไหน อ.ชนวน บอกว่า ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในอดีตทำให้แนวคิดพืชร่วมยางไม่แพร่หลาย ถูกตีวงวงจำกัด ซึ่ง สสส.มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้มีการกระจายแนวคิดและวิธีปฏิบัติให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญภาครัฐควรประกาศแนวทางการสนับสนุนให้ชัดเจนมากกว่านี้
การทำวนเกษตรสวนยางพาราจึงเป็นทางเลือก ทางรอดของเกษตรกร และที่สำคัญคือการเพิ่มพื้นที่แหล่งอาหาร นำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน