ตลาดชุมชนสีเขียวเพิ่มความมั่นคงอาหาร


        หากไปเยือนจังหวัดพัทลุงยามนี้ ถามใครไม่มีใครไม่รู้จัก “ป่าไผ่สร้างสุข” และ “หลาดใต้โหนด” ตลาดนัดมีชีวิต แหล่งช้อป กิน เที่ยว พักผ่อน สไตล์ธรรมชาติ เรียบง่ายด้วยวิถีชาวบ้าน

            “ป่าไผ่สร้างสุข” ตั้งอยู่ภายในสวนไผ่ขวัญใจ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ตลาดกรีนร่วมสมัย อิ่มกายสบายใจ เปิดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. ภายในมีร้านขายอาหาร ของกิน ของที่ระลึกสินค้าพื้นเมืองและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มีการแสดงดนตรี การละเล่น พร้อมทั้งมีที่นั่งมากมายให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนกายสบายใจใต้ร่มไผ่ที่ปกคลุมทั่วทั้งตลาด

            ขณะที่หลาดใต้โหนด หรือ ตลาดใต้โหนด มีคอนเซ็ปต์เรียบง่าย “ของกินของใช้ งานศิลปะบ้านๆ” เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 08.00-15.00 น. อยู่ไม่ห่างจากป่าไผ่สร้างสุขมากนัก โดยตั้งอยู่ที่บ้านจันนา ต.ดอนทราย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ภายในพื้นที่ของ “บ้านนักเขียน” ซึ่งเป็นอนุสรณ์ให้กับ กนกพงศ์ สงสมพันธ์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2539 ที่นี่มีร้านค้ามากกว่า 200 ร้าน ทั้งกิน ช้อปหลากหลายให้เดินกันจนเมื่อยขาในอาณาบริเวณดงตาลโตนดต้นใหญ่โดดเด่นเป็นสง่า

            ทุกวันที่เปิดตลาด ผู้คนมากมายเวียนแวะมาชม ชิม ช้อป กันอย่างเนื่องแน่น บ้างหอบลูกจูงหลาน มากันทั้งครอบครัวอย่างมีความสุข เพราะไม่เพียงแต่เป็นตลาดขายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ให้กับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้ได้ศึกษาความเป็นพัทลุง

            ไฮไลท์สำคัญของ “ป่าไผ่สร้างสุข” และ “หลาดใต้โหนด” คือความเป็นตลาดนัดพื้นบ้าน สินค้าและอาหารพื้นเมืองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ จ.พัทลุง พ่อค้าแม่ค้าก็ต้องเป็นคนในพื้นที่และเป็นผู้ผลิตเองด้วย สินค้าและอาหารที่จำหน่ายจะต้องปลอดภัยรู้แหล่งที่มา ใช้วัสดุจากธรรมชาติมาเป็นภาชนะ  ลดการใช้ถุงพลาสติก โฟม ที่นี่จึงเป็นตลาดนัดสีเขียวที่ดีต่อสุขภาพทั้งคนขาย คนซื้อ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

            “เรามีพื้นที่ที่อยากทำให้เกิดประโยชน์ อยากให้ชาวบ้านได้นำสินค้าพื้นบ้านอาหารปลอดภัยมาจำหน่าย จึงได้คิดทำตลาดท้องถิ่นขึ้นทั้งสองแห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ หลาดใต้โหนด เปิดปี 2558 และ ป่าไผ่สร้างสุข ในปี 2560 โดยมีเครือข่ายกินดีมีสุข จ.พัทลุง เป็นผู้ร่วมผลักดัน” ธนาธีรภัทร นวลแก้ว ภาคีเครือข่ายกินดีมีสุข จ.พัทลุง เผยถึงจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งตลาด

            ภายหลังแนวคิดเห็นพ้องต้องกันแล้ว ต่อมา คือการจัดการตลาดทำอย่างไรให้อยู่ได้ โดดเด่นและไม่เหมือนที่อื่น อย่างแรก ธนาธีรภัทร บอกว่า เน้นพัฒนาตลาดแบบให้ชุมชนมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ จากนั้นมาวางแผนการจัดตลาดมีการแบ่งโซน มีตัวแทนมาร่วมกันคิด นำเสนอในมิติต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าก็จะต้องเป็นคนในชุมชน

            อย่าง ตลาดใต้โหนดมีการกำหนดให้อาหารต้องใช้วัตถุดิบในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 50% ไม่เอาของนอกพื้นที่เข้ามาจำหน่าย ต้องผลิตเองได้ก่อน รสชาติต้องเน้นไม่ใส่สารปรุงแต่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เน้นความเป็นรสชาติพัทลุง รวมถึงของฝาก ของที่ระลึกอื่นๆ ต้องมากจากคนในพื้นที่เท่านั้น มีการจัดโซนสำหรับชาวบ้านที่เก็บผักมาขายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ขายจำนวนมาก ทางตลาดก็เก็บค่าบำรุงถูกๆ

            “เราลงพื้นที่ตรวจสอบถึงแหล่งผลิตเพื่อให้รู้ที่มาที่ไปเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมีมาตรฐาน เน้นของกินของใช้ ฝีมือของชาวบ้านในพื้นที่มากกว่านำคนข้างนอกมาขาย ของแปลกๆ หากินยาก เรายกมาไว้ที่นี่ เป็นแหล่งอาหารให้กับเราทุกคน” ธนาธีรภัทร ย้ำถึงขึ้นตอนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตลาดอยู่ได้

            ตลาดนัดชุมชนเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ขายของสร้างรายได้ ขณะเดียวกันยังช่วยให้สินค้าของเมืองพัทลุงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

            ขาว ศรีสงคราม ซึ่งขายผักพื้นบ้านภายใน “ป่าไผ่สร้างสุข” บอกว่า ผักที่ตนเองขายปลูกเอง ไม่มีสารเคมี ใช้น้ำหมัก มูลสัตว์มาบำรุงพืชผัก มาขายที่นี่ได้วันละ 300-500 บาท ถ้าเทียบกับตลาดนัดในหมู่บ้านแล้วที่นี่ขายดีกว่า เพราะนักท่องเที่ยวชอบซื้อ คนกินมีความสุข คนขายก็มีความสุข เพราะผักของเธอปลอดสาร

            เช่นเดียวกับ โชคดี ชูด้วง แม่ค้าขายผักพื้นบ้านในหลาดใต้โหนด ที่มีรายได้จากการขายผักเหลียงไม่น้อยกว่า 800 บาทต่อวันที่เปิดตลาด นอกจากนี้ยังมีผักหมุนเวียนตามฤดู หาได้ง่ายในชุมชนอีกด้วย

            ขณะที่ พัชณีย์ คงนุรัตน์ แม่ค้าขายข้าวพื้นเมือง บอกว่ามาขายตั้งแต่เปิดตลาด ได้พบปะลูกค้าโดยตรง บ้างก็ซื้อหิ้วกลับ บ้างก็สั่งทางออนไลน์ก็มี โดยข้าวที่ขายจะเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองทั้งหมด เช่น ข้าวสังข์หยด เล็บนก หอมราชินี เป็นต้น ซึ่งเป็นข้าวที่ปลอดสารคนนิยมบริโภคมากขึ้น ข้าวที่ขายจะเป็นของตัวเองก่อน ถ้าของตัวเองหมดก็จะรวบรวบมาจากกลุ่มสมาชิก ทำให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดของข้าวพื้นเมือง

            ตลาดนัดชุมชน “ป่าไผ่สร้างสุข” และ “หลาดใต้โหนด” นอกจากจะเป็นตลาดนัดเพื่อสุขภาพและรักษ์สิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้ขายสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ของเก่า ของหายาก ไม่ให้สูญหายไป เมื่อผู้บริโภคสนใจมาสนับสนุนมากเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ต้องผลิตสินค้าออกมา เพราะ “ขายได้” นั่นหมายถึง เกิดเป็นความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนภายภายในและภายนอกได้ด้วย สอดรับกับแผนความมั่นคงทางอาหาร ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ (สสส.) ให้การสนับสนุนเพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับสังคม

            แกนนำเครือข่ายกินดีมีสุข จ.พัทลุง คนสำคัญ กล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า ตอนนี้เขามั่นใจในการเป็นครัวที่ปลอดภัยและตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร เช่น จากเดิมผักพื้นบ้านที่เคยทิ้งขว้าง ไม่ดูแลไม่สนใจ แต่พอเอามาขายตลาดแล้วขายได้ มีคนกิน ก็มีการปลูกมากขึ้น จึงเกิดการความหลากหลาย ช่วยขยายความมั่นคง ซึ่งถ้ามาที่ตลาดใต้โหนดและป่าไผ่สร้างสร้างสุขจะเห็นได้ว่า พืชผักเปลี่ยนไปตามฤดูกาล นี่คือความหลากหลายทางอาหารที่เห็นได้ชัด


            ด้าน สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ คณะกรรมการบริหารแผน สำนักสร้างเสริมวิถีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวถึงการสนับสนุนตลาดนัดชุมชนนี้ ว่า สสส.อยากเห็นชาวบ้านในทุกระดับของคนไทยมีสุขภาพดี ซึ่งอาหารเป็นหนึ่งในมิติสุขภาพองค์รวม ตลาดนัดชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่น่าสนใจทั้งสองแห่งนี้ จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการส่งเสริมให้คนกินอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันสสส.ก็อยากเห็นการการเปลี่ยนแปลงของชุมชน ชาวบ้าน หรือกลุ่มผู้บริโภคกลับมามีค่านิยมและสนใจกินอาหารพื้นบ้านกันมากขึ้น มันก็จะเกิดความหลากหลาย อาหารหรือวัตถุดิบบางชนิดที่เคยหายๆ ไป ก็อาจจะกลับมาเป็นที่นิยม ซึ่งจะตอบโจทย์ความยั่งยืนทางด้านอาหารได้เป็นอย่างดี

            ดังนั้นการทำอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จนั้น ส่วนสำคัญคือ 1.การจัดการผลผลิตที่ปลอดภัยและเพียงพอ  2.การสนับสนุนจากผู้บริโภค ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้มาเจอกัน สร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และ 3.การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ว่าถ้าคุณต้องการสุขภาพที่ดีต้องมาที่ “ป่าไผ่สร้างสุข” หรือ “หลาดใต้โหนด”

            ลุงสุรินทร์ ยังให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางการจัดการตลาดนัดชุมชนว่า ต้องขยายให้มีตลาดสุขภาพแบบนี้ให้มากขึ้น ทุกคนสามารถมาดูแบบอย่างที่นี่ได้ มาเรียนรู้ได้ แต่อย่าเลียนแบบ ต้องมาดูสาระรูปแบบการจัดการเชิงระบบเขาประสบผลสำเร็จได้อย่างไร แล้วเอาไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ดูบริบทและสิ่งที่ตัวเองมีให้เหมาะสม  ขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์ทั้งเรื่องสังคมและเศรษฐกิจให้ได้ เพราะถ้าทำตลาดสุขภาพแล้วขายไม่ได้ มันก็เจ๊ง

            “ฉะนั้นจึงเป็นงานท้าท้ายที่จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ว่า ตลาดแบบนี้ดีกว่าตลาดที่มีทั่วไปอย่างไร หาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ให้เจอ  และที่สำคัญคือ ตลาดที่เป็นธรรม ทำเพื่อคนเพื่อสังคมที่ดีกว่า แบบแหละที่เรียกว่า ตลาดชุมชน ที่แท้จริง” ลุงสุรินทร์ กล่าว

            “ป่าไผ่สร้างสุข” และ “หลาดใต้โหนด” ในวันนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ตลาดนัดเพื่อสุขภาพ หรือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้มาเช็คอิน ความเก๋ไก๋ เพราะแท้จริงแล้วตลาดแห่งนี้ คือ แหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนเมืองลุงได้มีอาหารปลอดภัยไว้บริโภคอย่างยั่งยืน