“กล้ายืนยันได้เลยว่า ชาวบ้านไม่เคยขาดความรู้เรื่องเกี่ยวกับการทำการเกษตร.....”


        ศจี คงสุวรรณ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง วิสาหกิจเพื่อสังคม The Basket กล่าวอย่างหนักแน่นเพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานกับชาวบ้านหรือเกษตรกรมายาวนาน พบว่า ในยุคนี้มีหลายหน่วยงานลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกร แต่ปัญหาคือ เมื่อได้ความรู้ เมื่อเกษตรกรปลูกแล้ว จะส่งขายให้ใคร หรือ ส่งขายที่ไหน เพราะ สุดท้ายก็มาสะดุดอยู่ตรงนี้ทุกที โดยเฉพาะเกษตรกรที่ห่างไกล หรือ เกษตรกรที่มีความตั้งใจ เมื่อผลิตผลผลิตออกมาแล้วไม่มีที่ขาย ไม่มีตลาดรองรับก็ไปต่อไม่ได้

            ในยุคที่คนในสังคมให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความต้องการทานผักปลอดสารพิษจึงมีเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยทิ้งบ้านเกิดไปทำงานในเมืองกรุง เมื่อได้ย้อนกลับคืนสู่บ้านอีกครั้งจึงเลือกยึดอาชีพเดิมที่พ่อแม่เคยทำ คือ อาชีพเกษตรกร แต่ประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ทำให้ทราบความต้องการของผู้บริโภคในเมือง คนกลุ่มนี้กรุงเป็นเกษตรกรมีความคิดใหม่ สร้างผลผลิตปลอดสารพิษป้อนสู่ท้องตลาด

            วิสาหกิจเพื่อสังคม The Basket จึงเข้ามาทำหน้าที่ต่อเติมจิกซอร์ที่เกษตรกรขาดหาย คือ การหาตลาดให้เกษตรกร และ ผลผลิตที่ได้จากสวนสามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคแบบเฉพาะเจาะจงเป็นรายได้ ในกรณีที่ผู้บริโภครายนั้น ๆ ร่วมส่งเงินมาสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกในแปลงเกษตร

            การทำงานสำหรับโครงการนี้ตั้งเป้าไว้ 3 ปี ปีแรกเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ล้วน ๆ ปีที่สองเป็นเรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การขนส่งเพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย ส่งไปดูงานตามที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ ปีนี้เป็นปีที่สาม ทำเรื่องเกษตรแบ่งปัน โดยกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่นี่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรอินทรีย์รอบข้าง และ ดึงผู้บริโภคมาร่วมกันสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์​

            เนื่องจากตัวที่นี่พื้นที่หัวไร่ปลายนาซึ่งเป็นป่าครอบครัว ปลูกไว้เพื่อสงวนระบบนิเวศน์ ป่าพวกนี้มีประโยชน์ในการทำเกษตรอินทรีย์ระบบนิเวศน์ แต่ไม่มีมูลค่าทางการตลาด เกษตรกรจึงไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยถางโล่งไว้ จึงเข้าไปแนะนำให้เกษตรกรรักษาพื้นที่แบบนี้ไว้ ขณะเดียวกันก็ระดมทุนจากผู้บริโภคมาจ่ายค่ารักษาป่าแบบนี้ ปีละ 500 บาท และส่งเสริมให้ปลูกผักในพื้นที่นี้และนำผลผลิตที่ได้ส่งให้ผู้บริโภคที่สนับสนุนเขา ขณะนี้ก็มีผู้บริโภคหลายรายสนใจและสนับสนุน จึงเกิดเกษตรแบ่งปันเพิ่มมากขึ้นในทั้งสองพื้นที่ดังกล่าว และก็หวังว่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

            “ต้องยอมรับว่าระยะเริ่มต้นลำบากมาก ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. อาจทำไม่ได้ เพราะขาดทุนสะสมมาตั้งแต่ปีแรก จนมาถึงปีนี้แม้ยังไม่คุ้มทน แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก และถ้าไปถึงจุดที่เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ นั่นคือเป้าหมายที่เราวางไว้”  คุณศจี กล่าว

            มัลลิกา ดีประเสริฐ หรือ พี่เมียด ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีไทย บ้านเทพราช ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เกษตรกรที่มีแนวคิดใหม่ ปฏิเสธสารเคมีอย่างสิ้นเชิง เล่าให้ฟังว่า เติบโตมาบนผืนดินของพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร แต่ใช้สารเคมี เมื่อเติบโตก็เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง ทำงานเป็นฝ่ายการเงินให้กับมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า ชีวิตในกรุงเทพฯมีแต่ความเครียด ไมเกรนขึ้นทุกวัน จึงตัดสินใจกลับมาบ้านเกิด พลิกฟื้นที่ดินที่พ่อแม่ยกให้เพื่อทำการเกษตรแบบไร้สารเคมี

            ด้วยต้องการพิสูจน์ให้เห็นคนที่บอกว่า ทำเกษตรแล้วจนนั้น ไม่จริง ถ้าทำเกษตรแบบถูกวิธี ไม่ใช้สารเคมี เป็นทางรอดของเกษตรกรได้แน่นอน

            พี่เมียด เล่าอีกว่า เดิมทีเกษตรกรที่นี่ใช้สารเคมีเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากที่ได้กลับมาสานต่อจากพ่อแม่ ได้ใช้พื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ ทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการพิสูจน์ว่า ว่า ปลอดสารพิษทำได้จริง ล่าสุดมีเพื่อนสมาชิกแนวคิดเดียวกัน 8 คน ได้แบ่งพื้นที่ 8 ไร่ เป็นพื้นที่กลางเพื่อทำแปลงปลูกผัก เพื่อนเกษตรในกลุ่มคนไหนไม่มีพื้นที่ของตัวเองก็สามารถที่ใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อปลูกผักได้ เพื่อทุกคนในกลุ่มจะได้มีรายไปด้วยกัน

            “โชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจาก The Basket เข้ามาให้ความรู้ พาไปศึกษาดูงานตามที่ต่าง ๆ และหาช่องทางการตลาดให้ ถ้าให้ทำเกษตรกันแบบไม่มีตลาดเกษตรกรก็ไม่รู้ว่าจะไปขายใคร ทุกวันนี้เราปลูกผักตามออเดอร์ที่ได้รับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ“

            โดยส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่า เกษตรอินทรีย์เป็นทางรอด เพราะ ต้นทุนการผลิตต่ำ โดยทั่วไปเกษตรกรมีหนี้สินมาจากใช้ปุ๋ยเป็นหลัก แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ซื้อปุ๋ย เพราะทำเอง หรือถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธ์ 20 บาท ก็ต้องคำนวณว่า ใช้ได้กี่ถาด อนาคตถ้าเก็บเมล็ดพันธ์ได้เอง ต้นทุนก็ไม่มี เกษตรเคมีแรก ๆ ผลผลิตอาจดี แต่พอผ่านไปไม่ดี ขณะที่เกษตรอินทรีย์แรก ๆ ผลผลิตไม่ดี แต่หลังจากนั้นจะดีขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ต้องใช้ความอดทน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้รู้สึกว่า ตนเองต้องทำให้ดูว่า ที่เขาพูดว่า เกษตรอินทรีย์ทำไม่ได้ สามารถทำได้จริง

            ปัจจุบัน กลุ่มฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรข้างเคียง เป็นศูนย์รวมของการส่งผักไปขายกรุงเทพฯ ผักที่นี่รับประกันได้เรื่องปลอดสารพิษ เพราะตนเองลงตรวจแปลงของเกษตรกรด้วยตัวเองทุกแปลง ซึ่งมีเงื่อนไขร่วมกันชัดเจนว่า หากมีสารปนเปื้อนจะไม่รับผักไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น และผักที่ปลูกส่วนใหญ่ปลูกตามการสั่งของผู้ผู้บริโภคจึงไม่มีปัญหาเรื่องที่ว่าจะนำไปขายใคร ซึ่งปัจจุบันปลูกผักอยู่กว่า 10 ชนิด ผักสลัดที่ปลูกมี กรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค, ผักคอท, มินิคอท, ฟีลเลย์ และ  เรดโครอล ฯลฯ

            การส่งผักทุกชนิด เน้นลดการใช้พลาสติกในการห่อ เก็บผักแต่เช้ามาล้างผึ่งให้แห้ง เพื่อเก็บความสด มีใบตองรอง บรรจุในตะกร้าเพื่อรอนำส่งเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเย็น ซึ่งอากาศไม่ร้อน ผักไม่ช้ำ

            ส่วนเรื่องเกษตรแบ่งปันที่มีบริโภคสนับสนุนผู้ผลิตนั้น เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ดี ต้องยอมรับว่า เกษตรกรในจุดเริ่มต้นต้องใช้หมุนเวียน หากมีผู้ผลิตเข้ามาร่วมช่วยสนับสนุนด้วยก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เกษตรกรมีลมหายใจที่ยาวได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีเงินทุนมาต่อยอดให้หมุนเวียนสร้างผลผลิตดี ๆ ออกสู่ท้องตลาด

            “ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุข ไม่เป็นไมเกรน อยากสร้างกลุ่ม ผลิตผักให้มีคุณภาพมากยิ่งๆ ขึ้น เรียนรู้และต่อยอดเพื่อพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็งและส่งผักดีมีคุณภาพไปสู่ผู้บริโภค” เธอบอก