เผยขับเคลื่อนการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียนสังกัดอปท. 36 แห่งแบบยกจังหวัด ต่อยอดดำเนินงานโครงการเด็กไทยแก้มใสครบทั้ง 8 องค์ประกอบเป็นที่แรกของประเทศ พร้อมเล็งบรรจุเมนูอาหารพื้นบ้านมากคุณค่าโภชนาการเข้าโปรแกรม ช่วยโรงเรียนจัดการมื้อกลางวันง่ายขึ้น

ขอบคุณที่มาภาพประกอบ : สำนักข่าวอิศรา https://www.isranews.org/
นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวว่า จากการที่ ร.ร.เทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และ ร.ร.บ้านวังประจบ จ.ตาก เข้าร่วมโครงการเด็กไทยแก้มใสมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดยน้อมนำหลักการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรของโครงการพระราชดำริฯ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาใช้โดยบูรณาการงานและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และสุขภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เชื่อมโยงผลผลิตเกษตรปลอดภัยในพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการในโรงเรียนและชุมชน โดยใช้โปรแกรมสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ หรือ Thai School Lunch (TSL) สามารถจัดเมนูอาหารกลางวันได้อย่างสะดวก รวดเร็วหลากหลายและมีคุณภาพ และทั้งยังช่วยประมวลผลคุณค่าอาหารและงบประมาณที่ใช้ได้แบบ real-time นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพอาหารของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน
ในปี พ.ศ.2561 จ.ตาก จึงได้ประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน โดยมี ร.ร.เทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และ ร.ร.บ้านวังประจบ ซึ่งยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส เป็นแม่ข่ายขยายผลให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.สร้างความเข้าใจและความตระหนัก บูรณาการงานที่เกี่ยวข้อง 2.เสริมสร้างความเข้มแข็งผลผลิตปลอดภัยในพื้นที่โรงเรียนและในชุมชน 3.ส่งเสริมให้ใช้โปรแกรม Thai School Lunch และ4.บังคับใช้กฎหมาย กำกับติดตาม ประเมินผล ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายระหว่างโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ในการจัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร
ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวอีกว่า ตลอดการดำเนินงานในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา สามารถส่งเสริมและสนับสนุนการน้อมนำแนวทางการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ จากการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรของโครงการตามแนวพระราชดำริฯ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านเกษตร อาหาร โภชนาการและสุขภาพของเด็กในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นในปี 2562 นี้ จ.ตาก จึงยกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อน “ท้องถิ่นไทยก้าวสู่แหล่งเรียนรู้ เด็กไทยแก้มใส วิถีชีวิตสุขภาวะ” ด้วย Road Map เด็กไทยแก้มใสโมเดล จังหวัดตาก โดยมีโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ทั้งหมดจำนวน 36 แห่ง ที่มีความพร้อมและมุ่งมั่นจะสืบสาน รักษา และต่อยอดการดำเนินงานโครงการเด็กไทยแก้มใสให้ครบทุกองค์ประกอบ
“เราให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเจริญเติบโตในทุกมิติ ซึ่งหากเด็กได้รับอาหารดีครบถ้วนตามหลักโภชนาก็จะทำให้มีร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส สดชื่น มีความพร้อม เกิดการเรียนรู้ที่ดี นำมาซึ่งพัฒนาการทางด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา พร้อมเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต” ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าว
ขณะที่ ดร.สุพจนีย์ พัดจาด ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย ต.หัวเดียด อ.เมือง จ.ตาก ในฐานะศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส กล่าวว่า เด็กไทยแก้มใสโมเดล จังหวัดตาก ในปี 2562 นี้ มีความพิเศษ คือ จะมีการนำเมนูอาหารพื้นถิ่นของ จ.ตาก ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เข้าสู่ระบบสร้างตำรับอาหารของโรงเรียน หรือ Thai School Recipes (TSR) ไปใช้ร่วมกับระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ หรือ Thai School Lunch ซึ่งโรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน
ทั้งนี้การใช้โปรแกรม Thai School Recipes มาใช้ร่วมกับโปรแกรม Thai School Lunch เป็นผลมาจากการดำเนินงานในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เราพบข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบของโรงเรียน ซึ่งบางแห่งอยู่พื้นที่ห่างไกล การใช้โปรแกรม TSR ก็จะมีช่วยแก้ปัญหาได้ โรงเรียนก็จัดหาวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นซึ่งมีหลากหลายตามฤดูกาลมาประกอบอาหารให้เด็กได้รับประทาน ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับอาหารพื้นบ้านอีกด้วย
ด้าน นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้จัดการโครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส กล่าวว่า โครงการเด็กไทยแก้มใส เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์กรภาคี ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนในการน้อมนำแนวทางการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ การบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรของโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปปฏิบัติในการพัฒนาอาหารกลางวันและภาวะโภชนาการของเด็กและเยาวชนในระยะยาว
ทั้งนี้องค์ประกอบหลักของโครงการเด็กไทยแก้มใส มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการเกษตรในโรงเรียน 2.ส่งเสริมสหกรณ์นักเรียน ร้านค้า ออมทรัพย์ ส่งเสริมการผลิต 3.จัดบริการอาหารของโรงเรียนตามหลักโภชนาการ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch 4.ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน 5.พัฒนาสุขนิสัยและส่งเสริมอนามัยนักเรียน 6.พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 7.จัดบริการสุขภาพนักเรียน และ 8.จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เชื่อมโยงทั้งการเกษตร โภชนาการและสุขภาพ
โดยในปี 2562 เด็กไทยแก้มใสมีแผนจะสนับสนุนกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัด อำเภอและพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของโรงเรียนต้นแบบศูนย์เรียนรู้เด็กไทยแก้มใสที่เด่นชัดมากขึ้น ในการเป็นแหล่งเรียนรู้เด็กไทยแก้มใสวิถีชีวิตสุขภาวะในโรงเรียนและชุมชนอย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายหลัก คือ พัฒนาระบบบริการจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนให้มีคุณภาพและแก้ปัญหาทุพโภชนาการ ส่งเสริมให้โรงเรียนใช้ผลผลิตเกษตรปลอดภัย และพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน บ้าน ชุมชน นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของเด็ก
ในส่วนของ “เด็กไทยแก้มใสโมเดล จังหวัดตาก” จะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียนในการร่วมพัฒนาให้ครบทั้ง 8 องค์ประกอบ ขณะเดียวกันถือว่าเป็นจังหวัดแรกของประเทศที่มีการขับเคลื่อนการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียนครบทุกแห่งในสังกัด อปท. และในอนาคตจะมีการขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดอื่น
แนวคิด หลักการ และการปฏิบัติของโครงการเด็กไทยแก้มใส โรงเรียนทุกแห่งสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอาหารกลางวัน ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่งมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ 8 องค์ประกอบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะบูรณาการหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรให้เป็นระบบ
“ประเด็นอาหารกลางวันไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นนโยบายของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งมีการจัดอบรม TSL ไปให้ทุกแห่งแล้วเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะนำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ว่าครูที่รับผิดชอบย้ายออกไปแล้วทุกอย่างจบ หรือโรงเรียนที่อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมได้อย่างสะดวก เราก็จะพยายามแก้ไขให้ ซึ่งขณะนี้เรากำลังทำวิจัยในรูปแบบการใช้โปรแกรมแบบออฟไลน์ หรือทำแบบกลุ่ม ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้” นางจงกลนี กล่าว