ผลการเก็บข้อมูลด้านผลผลิตจากแผงแม่ค้าในตลาดท้องถิ่น เทศบาลเมืองน่าน โดยทีมสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดน่าน พบว่า 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นการนำเข้าอาหารจากภายนอก ซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางจากพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ซึ่งหมายถึงอาหารที่คนเมืองน่านบริโภคเกือบทั้งหมด เป็นการผลิตมาจากที่อื่น แต่ไม่ใช่จากในท้องถิ่นของคนเมืองน่าน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตกใจ ว่า เพราะเหตุใดคนพื้นที่จึงไม่ผลิตอาหารบริโภคเอง ในเมื่อ “น่าน” ก็เป็นพื้นที่ทำการเกษตรเช่นจังหวัดอื่น

        ดร.ธัญศิภรณ์ จันทร์หอม อาจารย์ประจำสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดน่าน ให้ข้อมูลเพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกว่าวว่า ข้อมูลที่ทีมฯเก็บได้นั้น สอดคล้องกับผลสำรวจสถิติ จาก สำนักงานสถิติจังหวัดน่าน ซึ่งพบว่า กลุ่มประชากรที่มีปริมาณการซื้อพืชผักมากสุดคือ กลุ่มเกษตรกร นั่นหมายถึงเกษตรกรใช้ทุกพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพด มุ่งหวังได้เงิน แต่ไม่ได้ปลูกพืชที่ตัวเองจะรับประทานเลย

            นับเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะเกษตรกรเมืองน่านสมัยก่อน ปลูกอาหารไว้ทาน หรือขายในท้องถิ่น แต่ด้วยกระแสของพืชเศรษฐกิจที่สนับสนุนเชิงรุกทำให้วิถีการเพาะปลูกแบบนี้หายไป เกษตรกรไม่ปลูกพืชเอาไว้รับประทาน แต่ซื้อสิ่งที่ตัวเองต้องรับประทานจากที่อื่นทั้งหมด ด้วยความเชื่อที่ว่า ซื้อผลผลิตจากที่อื่นซึ่งไม่ทราบที่มาของแหล่งอาหาร จะรู้สึกมั่นใจมากกว่าซื้อผลผลิตในพื้นที่ เนื่องจากทราบดีว่าผลผลิตในพื้นที่ที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวนั้นเต็มไปด้วยสารเคมี

            ที่ผ่านมาการส่งเสริมให้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น การปลูกข้าวโพด ส่งผลให้เกษตรกรมุ่งหวังเพียงผลผลิต มองเห็นยอดการขาย ขยายการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ลืมมองระหว่างทางก่อนได้ผลผลิตว่า ต้องใช้ต้นทุน สารเคมี ค่าจ้างแรงงาน ท้ายสุดเมื่อเก็บเกี่ยวและขาย รายได้ที่คิดว่ามาก กลายเป็นภาระหนี้สินพอกพูน เพราะ เมื่อหักลบกลบหนี้ค่าใช้จ่ายระหว่างทางแทบไม่เหลือ หรืออาจติดลบ ทำให้เกิดการกู้ยืมต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรซ้ำ ๆ ไม่รู้จบ จนเกิดภาพเกษตรกรยิ่งทำยิ่งยากจน

            ดร.ธัญศิภรณ์ กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าระบบการเกษตรในมิติของการสร้างปริมาณ ผลผลิต เพื่อตอบโจทย์รายได้โดยไม่คำนึงคุณภาพ ทั้งใช้สารเคมี และรุกขยายพื้นที่นั้น เกี่ยวพันกับเกษตรกร เพราะพื้นที่ทำงานของเกษตรกรคือ แปลงเกษตร เมื่อทำเกษตรแบบทำลายสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่ตามจึงหนักหน่วง เช่น จังหวัดน่านเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ในโลกใบนี้ แต่ถ้าหลายพื้นที่ในโลกร่วมกันทำลาย ส่งผลให้พื้นที่องค์รวมใหญ่ถูกทำลาย ผลกระทบก็จะยิ่งใหญ่ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ร้อนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะดังที่เป็นอยู่

            ซึ่งในเรื่องของสภาพอากาศที่ร้อนนั้น มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เพราะสภาพอากาศและดีกรีความร้อนของปีนี้ ดีกรีความร้อนพุ่งปรี๊ดเลย 40 องศาเซลเซียส มาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เดือนเมษายน และมีตัวเลขยืนยัน จาก กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนเพิ่มอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมาถึงต้นเดือน พ.ค.นี้ จะเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพฯ ส่งผลให้สภาพอากาศร้อน ส่งผลให้หลายพื้นมีอุณภูมิสูงขึ้นอยู่ในระดับดับ 43-44 องศาเซลเซียส ร้อนแบบพุ่งสูงมากขึ้นไปอีก

            “โดยส่วนตัวเชื่อว่า เกษตรอินทรีย์ ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดให้กับเกษตรกรและการขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในจังหวัดน่านได้อย่างดี เพราะตอบโจทย์ในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อคนใช้พื้นที่น้อยลง พื้นที่ป่าก็จะเพิ่มมากขึ้น”

            ด้วยบริบทของจังหวัดน่าน ไม่ได้มีพื้นที่มากจึงไม่เหมาะกับการทำเกษตรแบบใหญ่มาก แต่เหมาะกับการทำแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะเกษตรกรไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ใช้แค่พื้นที่ที่สามารถทำงานและดูแลเอาใจใส่ได้อย่างทั่วถึง ภายใต้เงื่อนไขคือ ห้ามใช้สารเคมี และไม่ให้เผาในพื้นที่ ส่งผลให้ไม่เกิดปัญหาหมอกควันตามมา ปัญหาด้านสภาพอากาศที่ร้อนอยู่เช่นปัจจุบันก็จะกระทบน้อยลง  เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ตอบโจทย์แค่การแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจของเกษตรกร คือ เขาไม่ต้องเสียต้นทุนระหว่างทาง ผลผลิตที่ได้รับเต็มที่ ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ดี และได้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

            “ในระบบเกษตรอินทรีย จึงเป็นโมเดลที่เราพยายามขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ว่า เกษตรกร หรือครอบครัว เขาควรจะอยู่ในพื้นที่ที่เขาดูแลได้ดี ทำอย่างไรให้ได้มูลค่าสูงสุด ซึ่งสิ่งนี้ตอบโจทย์ได้ทุกมิติ”

            เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์นี้ “ลุงไทย” หรือ กฤต อินต๊ะงามหนึ่งในเกษตรกรจังหวัดน่านที่เคยทำเกษตรแบบใช้สารเคมีบนภูเขาหัวโล้น เล่าย้อนให้ฟังว่า กลัวตายเพราะสารเคมี จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ยอมทิ้งพื้นที่มากมายที่เคยมีมาพลิกฟื้นผืนดินแค่ดูแลไหว แต่ก็แห้งผากจากเคยใช้สารเคมี ตนได้ใช้เวลา 6 เดือนในการพลิกฟื้นที่ดินจนกลับมาสมบูรณ์ ทำแปลงผักไร้สารเคมี ปลูก “มะนอย หรือ บวบเล็ก” ส่งขายทางออนไลน์และมีพ่อค้ามารับตรงถึงบ้าน

            การเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการปลูกข้าวโพด ใช้สารเคมี มาเป็นวิถีเกษตรกร PGS (Participatory Guarantee Systems - PGS หรือ การรับรองการทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม) น่านของลุงไทย เริ่มเมื่อปี 2559 ลุงไทยเคยปลูกข้าวโพด 53 ไร่ เปลี่ยนมาใช้เพียง 2 ไร่ ผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์ โดยมี เลมอนฟาร์ม สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. เป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา และให้การสนับสนุนองค์ความรู้ในทุกด้าน

            ปัจจุบันมีรายได้จากการเก็บผักที่ปลูกประมาณ 800-1,000 บาทต่อวัน ไม่รวมรายได้หลักพัน ถึง หมื่นบาทต่อสัปดาห์ เมื่อมีการเก็บพืชผักบางชนิดที่ออกผลผลิตเป็นรอบการเก็บเกี่ยว ลุงไทยบอก ชีวิตทุกวันนี้มีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินหมุนเวียนเหมือนที่ผ่านมา และ ปลอดภัยจากสารเคมีด้วย

            ทางด้าน สุรินทร์ นิตย์ชีว์ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษากรรมการกองทุน สสส. กล่าวหลังจากได้เห็นวิถีการผลิตผลเกษตรของเกษตรกรอินทรีย์ จ.น่าน ว่า จากปัญหาที่คนน่านบริโภคอาหารจากนอกพื้นที่ หากมีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์เช่นนี้ โดยส่วนตัวเชื่อว่า เห็นทางรอดของคนเมืองน่านแล้ว  

            หลังจากได้เห็นการทำงานของเกษตรกรหัวใจอินทรีย์ PGS น่าน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเคยคิดว่าเมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพก็น่าจะเจาะจงแค่เรื่องของอาหาร แต่สิ่งที่ได้เห็นครั้งนี้กลายเป็นเรื่องของกระบวนการการขับเคลื่อนที่มีความเชื่อมโยงทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทรัพยากร ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามารวมตัวกันโดยมีระบบ PGS เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน

            ในความคิดเห็นส่วนตัวของลุงสุรินทร์ มองว่า รูปแบบการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แบบ PGS เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและดำเนินการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ตลาดจนถึงการผลิตของเกษตรกรเช่นนี้ เป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนทั้งระบบเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงจนเกิดระบบโลจิติกส์

            การเกษตรแบบ PGS เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมและรับรองด้วยตัวชุมชนเอง เมื่อมีระบบโลจิติกส์เป็นตัวขับเคลื่อน จึงเป็นการตอบโจทย์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เห็นทางรอดของการผลิตอาหารที่สะอาด และมองเห็นทางรอดของคนเมืองน่าน