น้าผู้มากับเรือเดินสมุทรลำสุดท้าย

           ------------------

น้าเป็นญาติกับแม่ของผู้บันทึกเล่าให้ฟังว่า

เมื่ออายุ​ 14​ ปี​ อากง​ (พ่อของสามีน้า)​ได้มาเมืองจีนและมาขอดูตัวไว้​   เมื่อเห็นชอบ​ก็ขอหมั้นหมายไว้ก่อน​ ตอนนั้น​ครอบครัวอากงมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว​เปิดร้านขายของอยู่เชิงสะพานมหานาค​เป็นหุ้นส่วนกับญาติพี่น้อง​ (กงสี)​ ฐานะการเงินไม่ดีนัก​

อาเตี๋ย (สามีของน้า)​ ได้เดินทางไปแต่งงานกับน้าที่เมืองจีน​   หลังแต่งงานแล้วตั้งใจจะกลับก่อน​  พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่​ 2 เลยต้องอยู่ต่อจนมีลูกชายคนโต​อายุประมาณ​ 3 เดือน​กว่า น้าเขยก็เตรียม​ออกเดินทางกลับ​ประเทศไทย

ทั้งคู่เตรียมการว่าจะพาลูกกลับไปอยู่ด้วยกันที่เมืองไทย​ให้เร็วที่สุด​  ในวันที่จากกัน​ลูกชายร้องกวนตลอด​  ความรู้สึกน้าแย่มาก​  น้าเขยไม่อยากจากไป​ แต่ก็ต้องฝืนใจรีบเดินออกจากบ้านไป​ โดยไม่กล้าหันหลังกลับมามอง

น้าเป็นคนเรียนเก่ง​ เขียน​ อ่าน​ภาษาจีนได้ดี​  เพื่อนของแม่​ผู้เขียนบันทึก​  เคยวานน้าให้เขียนจดหมายติดต่อกับสามีที่อยู่เมืองไทย​  จนมีโอกาสได้มาอยู่เมืองไทยกับสามี​   ทำธุรกิจโรงสีข้าวที่ขอนแก่น​ มีฐานะร่ำรวย​  

เรือโดยสารสมุทรลำสุดท้ายที่จะรับผู้โดยสารมาประเทศไทยถูกกำหนดวันแล้ว  แต่น้าก็ยังไม่มีเงินเป็นค่าโดยสาร​

ู้เพื่อนแม่(ผู้บันทึก)​คนนี้ทราบข่าวว่าน้าอยากพาลูกชายมาอยู่กับสามีที่เมืองไทย​ แต่ไม่มีเงิน​เป็นค่าใช้จ่าย  ได้ส่งเงิน 2000 บาทมาให้ยืม ไม่มีดอกเบี้ย​ ไม่มีกำหนดเวลาใช้คืน​

น้าตัดสินใจเดินทางมาทันที เป็นเรือโดยสารลำสุดท้ายแล้ว​ ตั๋วเดินทางถูกขายหมด​แล้ว  โชคดีที่มีเพื่อน​ทำงานเกี่ยวกับการเดินเรือช่วยจัดการขอเพิ่มให้อีกหนึ่งที่

การเดินทางครั้งนี้รู้กันกับสามีเท่านั้น​ ไม่กล้าบอกใคร​  เกรงว่าอากงจะไม่อนุญาตให้มา​   ด้วยเพราะฐานะทางเมืองไทยยังไม่พร้อมที่จะรับมา

น้ามาขึ้นเรือที่ซัวเถา​พร้อมลูกชาย​ อายุ​ 3 ขวบเศษ​  เรือเดินสมุทรจอดอยู่กลางทะเล​ มีเรือเล็กขนส่งผู้โดยสารมาถ่ายขึ้นเรือ​ใหญ่​ แล้วใช้วิธีชักรอก​ผู้โดยสารขึ้นเรือ  โชคดีที่น้องชายน้ามาส่งด้วย​ ​ น้องชายช่วยอุ้มหลานชักรอก​ขึ้นไป​บนเรือใหญ่ก่อน

บนเรือได้รับความสะดวกสบายเพราะเพื่อนฝากพนักงานบนเรือช่วยดูแลให้​ คลื่นลมในทะเลรุนแรงมาก​  เรือต้องจอดพักอยู่ที่เวียดนาม​ 3 วัน  ผู้โดยสารส่วนใหญ่เมาคลื่น​และอาเจียน​  ลูกชายก็ป่วยไข้​ ตัวร้อนจัด​ ตอนนั้นรู้สึกท้อแท้ใจมาก​ไม่มั่นใจในความปลอดภัยที่จะเดินทางต่อแต่ในที่สุดก็ถึงกรุงเทพ ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น​ 10 วัน

เรือมาจอดแถวบางรัก​  กว่าจะขึ้นจากเรือได้ก็ค่ำมืด​ เจ้าหน้าที่เรือช่วยพามาส่งถึงบ้านที่สี่แยกมหานาค​  มาเคาะประตูเรียก​

อาม่า​(แม่สามี)​ เห็นแล้วตกใจ​ โกรธ​มาก​ที่อาจหาญ​มาเองโดยไม่บอกกล่าว​ และนำหลานชายคนโตมาด้วย​ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหลานจะไม่ให้อภัย​(คนจีนให้ความสำคัญต่อหลานชายคนแรกมาก​ โดยถือว่ามีศักยสูงเท่าลูกชายคนโต)​

อากงเป็นผู้สรุปว่าเมื่อเดินทางมาถึงแล้ว​ ก็ควรยุติ​ เตรียมอาบน้ำและพักผ่อนก่อน​

น้าต้องช่วยทำงานบ้านทุกอย่าง​  มีเวลาก็นั่งพับถุงกระดาษ​ขายให้แม่ค้าผลไม้แถวมหานาค​  สี่แยกมหานาคตอนนั้นเป็นตลาดขายผลไม้ใหญ่ที่สุด

น้าเป็นคนมีฝีมือเรื่องเย็บปักถักร้อย​ รับงานปักตะละปัตร​   ถุงย่ามพระ​ และงานทุกอย่างที่หาได้​  ทุกบาททุกสตางค์​ยกให่อากงเก็บหมด  ความขยันทำให้อากงรักมาก

หนี้สิน​ 2,000​ บาทที่ยืมมาใช้ในการเดินทาง รู้เพียงน้ากับสามีเท่านั้น​ เป็นภาระหนักที่ค้างคาใจอยู่

น้ามีลูกชาย​ 6 คน​ลูกสาว​ 2 คน​ ลูกชายเรียนหนังสือที่โรงเรียนโรจน์ปัญญา​ เชิงสะพานยศเส​  ที่มีสอนภาษาจีน​ แต่ละคนเรียนได้ปีสองปีก็ต้องออก​  มาฝึกเรียนเองที่บ้านเพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะส่งเรียนพร้อมกัน​ทุกคน​ ลูกน้าฝึกเรียนภาษาจีนเองโดยน้าเป็นผู้กำกับดูแล​  จนอ่านและเขียนได้คล่อง ออกไปทำงานตามร้านค้าแถวสำเพ็งโดยใช้ภาษาจีนเป็นหลัก

เมื่อ​บริษัท​ ซี​ พี​  เปิด​ธุรกิจการค้าในประเทศจีน​ ลูกน้า​ 3 คนโต​ ได้รับคัดเลือกให้ไปทำงานกับบริษัท ซี​ พี​ ที่ปักกิ่ง​  เซียงไฮ้และ​ เทียนสิน​  ทุกคนฝึกเรียนเอง​ โดยไม่มีใบรับรองการศึกษาหรือปริญญา​บัตรในการสมัครทำงาน​ แต่ได้รับการคัดเลือก

ชีวิตน้าลำบากมาตลอด​ แต่โชคดีที่ได้อาเตี๋ยเป็นคู่ชีวิตที่ดี​เข้าใจกันตลอด​ 

เริ่มสบายขึ้น​ เมื่อลูกๆมีหน้าที่การงานดี​ืืื​   มีโอกาสไปเยี่ยมญาติที่เมืองจีนหลายครั้งและเที่ยวเมืองจีนหลายแห่ง 

น้าหยุดงานทุกอย่างเมื่อลูกมีเงินเดือนให้ใช้ทุกเดือน​ หนี้สิน​ 2,000​ บาทก็ชดใช้ได้หมด​สิ้น

ยามว่างจะมีเพื่อนสนิทหลายคนแวะมาคุยที่บ้าน​ มาเล่นไพ่นกกระจอกกัน​ การเล่นไพ่กลับทำให้น้ามีความจำดีเยี่ยม​

ทุกวันนี้น้าในวัย​ 95​ ปี​ความจำดีมาก​ เล่าเรื่องอดีตได้​​  ช่วยเหลือตนเองได้ทุกอย่าง​  เพื่อนฝูงที่เคยร่วมเล่นไพ่นกกระจอก​ ก็จากกันไปทีละคน​  น้ามีความสุขกับการนั่งดูทีวี​ โดยเฉพาะข่าวในพระราชสำนัก​ น้าบอกว่าเป็นพิธีกรรมที่สวยงามมาก

ตอนนี้เพี่อนๆจากกันไปเกือบหมดแล้ว​   ถ้าอยู่ก็ไม่สามารถออกมาพบกันได้เหมือนในอดีต​ น้าจะบอกกับผู้เขียนทุกครั้งที่พบว่า

"กำลังรออาเตี๋ย (น้าเขย)​ ว่าเมื่อไรจะมารับกลับไปเสียที​"

น้ากับสามี​เป็นตัวอย่างของชีวิตคู่ที่มีอะไรก็ปรึกษากันตลอดไม่เคยมีอะไรต้องขัดแย้งกัน

----------------------

 สุนีย์​  สุวรรณตระกูล ผู้บันทึก