เรื่องเล่าจากยุพดี​ เพื่อนเรียนมัธยมกลุ่ม​ สระบุรี 09

          -----------------------

   พ่อตั้งใจจะไปเรียนหนังสือต่อที่เซี่ยงไฮ้​แต่ต้องมาอยู่เมืองไทยแทน

พ่อมาจากเมืองซัวเถา​ ที่บ้านพ่อเป็นโรงงานทอผ้า​ เป็นผ้าลายฉลุสำหรับการตบแต่ง​ ที่คนจีนนิยมนำมาแต่งบ้าน​ ฐานะทางบ้านพ่อดีมาก​  ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ยังเด็กในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของเมืองซัวเถา​

ที่โรงเรียนนี้​  ได้รู้จักเพื่อนและเพื่อนรุ่นพี่หลาย​คนที่มาจากเมืองไทย​  มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี  ส่งลูกชายมาเรียนหนังสือที่เมืองจีน​ หนึ่งในท่านเหล่านี้ต่อมาได้เป็นเจ้าของโรงสีข้าว​ ฮ่งเอี๊ยะเซ้ง​ ที่สระบุรี

ใน​สมัยนั้นคนจีนที่มาอยู่เมืองไทย​ เมื่อมีฐานะดีนิยมส่งลูกไปเรียนภาษาจีนที่บ้านเกิด​  เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม​และประเพณี​จีน​  โดยให้ครอบครัวทางเมืองจีนเป็นผู้ดูแลและอบรมสั่งสอน

จบการศึกษาพ่อได้งานทำบนเรือสินค้าของฝรั่ง​  ท่องไปตามเมืองต่างๆตามที่เรือจะไป  พ่อจึงพูดภาษาอังกฤษ​ได้ดีมาก

พ่อทำงานแล้วเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง​  ส่งเงินไปที่มหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้​เพื่อลงทะเบียนเรียนต่อในสาขาวาดรูปและถ่ายภาพ

สงครามโลกครั้งที่​ 2  เกืดขึ้น​ ขณะเดินทางมากับเรือสินค้าฝรั่งถึงประเทศเวียดนาม​ เรือต้องหยุดเดินต่อ​  พ่อต้องต้องขึ้นฝั่งที่นี่​  ตอนนั้นมีเงินน้อยมากเพราะส่งไปให้มหาวิทยาลเซี่ยงไฮ้​เป็นค่าเล่าเรียน​ต่อ

จากเวียดนาม​พ่อต้องเดินเท้าต่อมาถึงอุบล​ราชธานี ไม่มีญาติพี่น้องที่้เมืองไทย  แต่มีเพื่อนที่อุบลที่เคยเรียนด้วยกันมาที่ซัวเถา​และยังติดต่อกันอยู๋​    พ่อเริ่มต้นใช้ชีวิตที่เมืองไทยแบบไม่ได้ตั้งใจมาก่อน

เเม่เป็นลูกคนจีนที่เกิดในเมืองไทย​ เป็นคนบ้านหมอ​ สระบุรี​ ฐานะทางบ้านดีมาก​ ถูกส่งไปเรียนที่เมืองจีนตั้งแต่เล็ก​  ครอบครัวทางเมืองจีนก็ร่ำรวย​  บ้านช่องใหญ่โต​ มีคนใช้เลี้ยงประกบตลอด​เวลา​  ตอนกลับจากเมืองจีนมีคนใช้ติดตามดูแลมาด้วยตลอดการเดินทาง​  คนใช้คนนี้เมื่อมาถึงเมืองไทย​ ยายก็เลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม

ฐานะทางบ้านแม่เริ่มเปลี่ยนไปหลังสงครามโลกครั้งที่​2 ​  ด้วยเงินที่เก็บไว้เป็นหีบเป็นลัง​  กลายเป็นเศษกระดาษ​ (สมัยก่อนยังไม่มีธนาคารให้ฝากเงิน)​  แม่รับอาชีพเป็นครูสอนภาษาจีน

พ่อกับแม่แต่งงานกันที่กรุงเทพโดยการแนะนำของเพื่อนฝูงให้รู้จักกัน

พ่อทำงานเป็นเสมียน​อยู่ที่ร้านถ่ายรูปชื่อร้านฮ่องกง​  บนถนนเจริญกรุง​ ยุพดีเป็นลูกคนโต​  พ่อส่งให้เรียนหนังสือที่โรงเรียนกว่างสิว​ เป็นโรงเรียนจีน​  ใก้ลวัดแขกสีลม​ค่าเล่าเรียนแพงมากเทอมละ​ 5,000 บาท​  เรียนได้​ 2  ปี​ ต้องลาออก​ ด้วยมีน้องชายอีก 2 คน​ ต้องเรียนต่อ  เกรงว่าจะไม่สามารถ​ส่งเรียนได้หมด​ทุกคน  พ่อเลยตัดสินใจย้ายมาสระบุรี​​  

ที่สระบุรี​  พ่อทำงานเป็นเสมียนทำบัญชีที่โรงสี​ข้าว​ ฮ่งเอี๊ยะเซ้ง​  ของเพื่อนรุ่นพี่​ที่รู้จักสมัยเรียนที่ซัวเถา​  พักอยู่ที่บ้านพักในโรงสี​   ทางโรงสีให้ข้าวสารมาหุงกินในครอบครัวฟรี

สำหรับพ่อ เช้าและเที่ยงพ่อจะทานข้าวที่สำนักงาน​โรงสี​  เถ้าแก่จะมีอาโจ้ง​ (คนทำอาหาร) ทำอาหารเลี้ยงเถัาแก่และเสมียนในสำนักงาน

สำหรับคนงาน​แบกหาม(จับกัง)​จะมีอาโจ้งหุงหาอาหารให้กิน​ด้วยกะทะ​ใบบัวขนาดให๋ญ​ มีไม้พายแทนตะหลิว​ เลี้ยงคนงานทั้งหมดมื้อเช้าและเที่บง

เถ้าแก่​สมัยก่อนเป็นคนใจดี​ ดูแลคนงาน

เสมือนหนึ่งคนในครอบครัวเดียวกัน

นอกจากได้ข้าวมาหุงกิน   ไม่ต้องเสียค่าไฟโดยใช้ตะเกียงเจ้าพายุ​ (ตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้)​  ใช้น้ำจากบ่อน้ำในโรงสี​  พ่อจึงมีเงินเก็บพอที่จะส่งลูกทุกคนเข้าเรียนที่โรงเรียนราษฎร์​สระบุรีได้พร้อมกันหมด

ยุพดีเล่าว่าเติบโตมาในแวดวงของคนจีนตลอด​ พูดและฟังภาษาไทยไม่ได้​เลย​ ตอนมาเรียนที่สระบุรีใหม่ๆ​ มีปัญหาเรื่องการเรียนมาก​  เพราะฟังภาษาไทยไม่ได้ไม่เข้าใจ​ด้วย  ต้องขยัน​ อ่าน​  พูด​ เขียน​ให้ทัน ​ พ่อเป็นคนเอาใจใส่ในเรื่องการเรียนลูกมาก​

แม่มีน้องสาวเพิ่มอีกสองคน​ รวมทั้งหมดเป็น​ 5 คน

บ้านยุพดีเรียนเก่งทุกคน​ น้องชาย​2คนจบวิศวจุฬาฯและแพทย์จุฬา​ฯ  น้องสาวจบบัญชีธรรมศาสตร์ได้รับทุนอานันทมหิดล​ไปเรียนต่อต่างประเทศ​จนจบปริญญาเอก    อีกคนเป็นบอสใหญ่ของ​ ซีพี​ สำนักงานใหญ่สีลม​   ตัวยุพดีเป็นพยาบาลอยู่ที่ศิริราชรุ่นเดียวกับเล็กเยาวลักษณ์​และวีรวรรณ(เพื่อนผู้บันทึก)

น่าชื่นใจกับความสำเร็จของครอบครัวบ้านยุพดี​  สมกับความตั้งใจของพ่อที่เตรียมการให้ลูกดีมาตลอด

เมื่อลูกทุกคนมีงานทำ​  พ่อเลิกงานที่โรงสีข้าว​  มาอยู่กับลูกที่กรุงเทพ​ฯ ทุกเดือนกลุ่มเพื่อนเก่าที่ฃัวเถาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง​ ประมาณ​ 10 กว่าคน​  จะนัดกินอาหารกันที่ห้องอาหารแถวสีลม​ ทุกคนจะนำภรรยาและลูกไปรู้จักกัน​ เล่าเรื่องอดีตอย่างมีความสุข

ยุพดี​  เมฆวิชัย​ ให้ข้อมูล

สุนีย๋​ สุวรรณตระกูล​​ เขียนบันทึก