การเดินทางและการสื่อสารของคนสมัยนั้นไม่ได้สะดวกเหมือนปัจจุบัน​

แม่เล่าให้ฟังว่า​  แม่เดินทางมากับอาแป๊ะคนในหมู่บ้านเดียวกัน​ที่มาเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองจีน​ อาแป๊ะช่วยดูแลตลอดการเดินทาง​  เรื่องอาหาร​การกิน​ ไม่ต้องแย่งชิงกับผู้อื่น​  

บนเรือแม่พบผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพยายามหาที่หลบซ่อนตัวอยู่​  เมื่อเรือออกจากท่าเรือซัวเถาแล้ว​   หญิงคนนี้เล่าให้แม่ฟังว่า​ ได้หลบหนีครอบครัวสามีมาขึ้นเรือ​ เพื่อไปหาสามีที่เมืองไทย​  ครอบครัวสามีไม่อนุญาตให้ไป​ เลยแอบติดต่อมาเอง​   คนที่บ้านตามมาถึงเรือเพื่อพาตัวกลับ​  โชคดีที่เรือออกพอดี​ หญิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีของแม่ตลอดการเดินทาง  เมื่อลงจากเรือแล้ว   ต่างคนต่างไป​  ไม่ทราบเลยว่าเขาได้พบสามีหรือเปล่าและตอนนี้อยู่ที่ไหน

เรือจอดที่ไหนแม่ไม่รู้​   รู้แต่ว่ามาพักกับครอบครัวอาแป๊ะ​  เป็นร้านกาแฟ​ 2 ห้อง​ ใก้ลห้าแยกเจริญกรุง​   ทุกเช้าจะมีคนจีนมานั่งจิบชา​ กาแฟกัน​  คุยกันถึงเรื่องเมืองจีนและข่าวสารใหม่ๆ​   โดยเฉพาะเรื่องเรือโดยสารที่เข้ามาใหม่​  จอดอยู่ที่ไหน  มีใครมาบ้าง​  มีใครต้องการรับการช่วยเหลืออย่างไร

ร้านกาแฟเป็นแหล่งกระจายข่าวที่ดีที่สุดในยุคนั้น​  อาแป๊ะแจ้งข่าวว่าแม่มาพักอยู่ที่นี่​ สามีอยู่ที่แก่งคอย​  ช่วยบอกต่อให้สามีมารับด้วย​   โชคดีที่อาเจ็กร้านเต๊กกวง​ ขายอุปกรณ์​ไฟฟ้าอยู่ที่วรจักร​   ใก้ลโรงพยาบาลกลางทราบข่าว​  ได้ติดต่อไปบอกญาติที่แก่งคอย​   คือร้านเตียซังฮะ​ ซึ่งมีธุรกิจใหญ่​  มีโรงสีข้าว​ และเดินทางมากรุงเทพบ่อย​  เถ้าแก่ร้านเตียซังฮะคือนายเปงฮก  แช่เตีย  ท่านเดินทางมากรุงเทพพอดี​   ท่านมาพบแม่​และจัดการหาคนพาแม่กลับแก่งคอย​   แม่เล่าว่าท่านซื้อเข็มขัดเงินให้แม่หนึ่งเส้นเพื่อคาดกับกางเกงปั๋งลิ้มที่ใส่มา​  แม่ให้ความเคารพท่านอย่างสูง​

แก่งคอยตอนนั้นพึ่งถูกระเบิดจากพันธมิตร​ในสงครามโลกครั้งที่​ 2 บ้านเมืองถูกเผาผลาญ​เสียหายหมด​  ต้องปลูกเพิงชั้นเดียว​หลังคามุงจากอยู่​  ชีวิตลำบากมาก​ อากาศร้อนจัดจนปวดหัวทุกวัีน​  งูก็เยอะมาก​ ไม่มีไฟฟ้า​ ต้องจุด​ตะเกียงน้ำมัน  ต้องหาบน้ำจากท่าน้ำมาใช้ นึกอยากกลับเมืองจีน​  แต่ก็เป็นไปไม่ได้​ 

หลังจากนั้นไม่นาน​ พอจะตั้งตัวได้​ ญาติแม่ที่เมืองจีนส่งข่าวมาว่า​ อากู๋ จะมาเมืองไทย​ จะฝากหลานสาวอายุประมาณ​ 6 ปี​ มาอยู่กับแม่ด้วย​ อากู๋​มาอย่างไร​  อยู่ที่ไหน​  ติดต่อกันไม่ได้​เลย​   หลายปีต่อมาญาติทางเมืองจีนส่งข่าวมาอีกว่า​ อากู๋​ ตอนนี้อยู่ชลบุรึ  เอาหลานสาวยก​ให้คนอื่นไป  ให้แม่ช่วยตามหลานสาวกลับ​มาด้วย

แม่ฝากข้อมูลเรื่องนี้ให้กับพ่อค้าคนจีนที่รู้จัก​และมีติดต่อค้าขายกับร้านค้าในชลบุรี​ ให้ช่วยสืบหาดู​  สุดท้ายได้พบกัน​ อากู๋เล่าให้แม่ฟังว่า​ หลานสาวป่วยมาตลอดระหว่างเดินทาง​  เรือมาลงที่ชลบุรี​ ต้องรับจ้างทำงานทุกอย่างแทบเอาตัวไม่รอด​  ยังมีหลานต้องรับผิดชอบ  บังเอิญมีครอบครัวคนจีนรับอุปการะ​หลานไว้​  ดูแล้วปลอดภัยกว่าที่จะดูแลเอง​  เลยต้องจำใจยกให้​  ตอนนี้อากู๋ก็มีโรงน้ำปลาของตนเอง   หลานสาวก็มีความสุขกับครอบครัวที่มีฐานะมั่นคง

นี่คือความยากลำบากของคนจีนในยุคที่การสื่อสารยังไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน​ ต้องใช้วิธีฝากบอกต่อกันไป​   แต่ทุกคนจริงใจที่จะช่วยเหลือกันดีมาก

คนจีนเป็นคนรักประเทศ​ รักความเป็นจีน​  รักพวกพ้อง​  รักครอบครัว​ นอกจากส่งเงินไปให้ครอบครัวแล้ว ยังเผื่อแผ่​ให้คนในท้องถิ่นเดียวกัน  จะเห็นได้จากการรวมตัวของสมาคมคนแซ่ต่างๆ​ เพื่อร่วมมือทำกิจการช่วยเหลือคนในท้องถิ่นตน  สร้างโรงเรียน​  สถานพยาบาลและอื่นๆ​  โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐบาล​

คนจีนทุกคนหวังจะกลับมาอbยู่บ้านเกิด​ มาตายที่ถิ่นกำเ​นิด​ แต่ด้วยภาระผูกพัน​กับชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้น​  ความรับผิดชอบทำให้ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป

การประท้วงของคนจีนในฮ่องกง​แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างความคิดของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า​  โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า

"  อยากให้ฮ่องกงกลับไปอยู่ในการปกครองของอังกฤษอีก"

คนเหล่านี้คงไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์​จีนที่ถูกรุกรานจากคนชาติตะวันตกหรือแกล้งลืมไป​ ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นจีนไม่รักประเทศเหมือนคนรุ่นเก่า​เลย

ทุนนิยมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความคิดของคนฮ่องกงแล้ว

บันทึกโดย​   สุนีย์​  สุวรรณตระกูล