ชีวิตที่พอเพียง 3532. ประชาคมวิจัยในยุคกระทรวง อว.


หลังจากมีการจัดตั้งกระทรวง อว.    และมีรัฐบาลใหม่  และมี รมต. อว. คนแรก    งานปรับตัวของระบบ อววน. ก็เดินหน้า ได้ข่าวว่ามีการประชุมกันคึกคัก   และทีมงานประชาสัมพันธ์ สกสว. ซึ่งทำงานจัดพิมพ์จดหมายข่าวประชาคมวิจัย ของ สกว.    และยังคงทำจดหมายข่าวนี้ต่อไป    ก็ขอมาสัมภาษณ์ผมเพื่อเอาไปลงประชาคมวิจัย ฉบับที่เน้นสื่อสาร “สกว. เปลี่ยนผ่านสู่ สกสว.” โดยให้คำถามมา ๓ คำถามคือ

 (ประเด็นสัมภาษณ์หลัก) ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

1. ความเห็นต่อฐานงานความรู้ในยุคบุกเบิกที่เป็นจุดเด่นของ สกว. ด้านการบริหารจัดการงานวิจัยในทุก sector ถือว่าเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนงานวิจัยในระบบ ววน. ระดับประเทศอย่างไร

2. ประเด็นท้าทายในการเคลื่อนงานผ่านระบบ ววน.

3. ข้อคิดเห็นที่อยากฝากถึงประชาคมวิจัยต่อการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงครั้งสาคัญในภารกิจใหม่

ผมตีความว่า คำถามข้อแรกต้องการให้ผมชี้ว่า ความรู้ด้านการจัดการงานวิจัยที่ สกว. สั่งสมมา ๒๒ ปี    เอามาใช้ในการทำงาน สกสว. ได้อย่างไร    คำตอบสั้นๆ คือ เอามาใช้ได้ไม่มากนัก    เพราะงานของ สกว. กับงานของ สกสว. เป็นงานคนละประเภท    คือ สกว. ทำงานจัดการงานวิจัย    ส่วน สกสว. ทำงานจัดการระบบวิจัย    งานจัดการระบบมีความซับซ้อนกว่ามาก    และต้องการระบบข้อมูลคนละแบบ    โดยผมมองว่า ผู้ที่ได้มีโอกาสทำงานนี้ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษในชีวิต    น้อยคนที่จะมีโอกาส    และเนื่องจากผมไม่อยู่ในฐานะที่จะทำงานนั้น    ผมจึงไม่ได้คิดลงไปในเชิงเป้าหมาย  ยุทธศาสตร์  และแนวทางการทำงาน   

   มองอีกมุมหนึ่ง สกว. ทำงาน micro   ส่วน สกสว. ทำงาน macro    งานสองอย่างนี้มีภาคีหลักต่างกัน    ภาคีหลักของ สกสว. คือภาคส่วนต่างๆ ในการทำมาหากิน    คือภาคส่วนชาวบ้าน  ท้องถิ่น  ภาคการผลิต  ภาคบริการ  และภาคอื่นๆ ที่มีการแบ่งกระทรวง กรมกอง    สกสว. ต้องมีข้อมูลของภาคส่วนเหล่านั้น ทั้งในภาพกว้างระดับโลก  ภาพใหญ่ระดับประเทศ (ไทย)   และภาพใหญ่ระดับพื้นที่    รวมทั้งข้อมูลความต้องการใช้ หรือโอกาสใช้ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ของภาคส่วนเหล่านั้น   

ที่สำคัญ ต้องมีข้อมูลที่เป็นพลวัต  และสดใหม่ทันกาล 

ทักษะของคน สกสว. ต้องเปลี่ยนจากทักษะในการทำงานร่วมกับนักวิจัยและสถาบันวิจัยโดยตรง    ไปเป็นทักษะในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ    โดยที่บางภาคส่วนก็มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน   

นอกจากทักษะ ก็มีเรื่องฉันทะ    ไม่ว่า สกสว. หรือ สกว. ต่างก็เป็นองค์กรที่มีอำนาจ    สกว. มีอำนาจเงิน   สกสว. มีอำนาจนโยบาย    หน่วยงานและคนที่มีอำนาจ หากหลงผิด ใช้ฐานะของอำนาจในการแสดงอำนาจของตน   หรือเพื่อผลงานของตน เพื่อการไต่บันไดตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้บริหาร    หน่วยงานนั้นจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก    เพราะภาคีจะไม่รัก    พฤติกรรมที่ไม่หลงผิด คือปฏิบัติต่อภาคีด้วยความเคารพ ให้เกียรติ    เพราะ สกสว. มีฐานะเป็นหน่วยสนับสนุน ไม่ใช่หน่วยบังคับบัญชา     ผลงานของ สกสว. ต้องวัดที่ผลกระทบของ ววน. ต่อการพัฒนาประเทศ    ซึ่งในยุคนี้ ต้องการขับเคลื่อนประเทศให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง     ผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศที่แท้จริง ไม่ใช่ สกสว.  แต่เป็นหน่วยงานภาคี       

คำถามที่สองการเคลื่อนงานผ่านระบบ ววน.    ไม่ตรงกับความเข้าใจของผม    ผมมองว่า สกสว. มีหน้าที่ (ร่วมกับ สอวช.) เสนอ และพัฒนา ระบบ ววน. ของประเทศ    และดำเนินการส่งเสริมให้หน่วยงาน ววน. ได้ทำหน้าที่ของตนเกิดผลกระทบตามที่ประเทศต้องการ    ไม่ใช่ สกสว. ทำหน้าที่เคลื่นงาน    ความเข้าใจของผมอาจผิด

หากจะเน้นที่การเคลื่อนงานของ สกสว.   ต้องเคลื่อนระบบ ววน.   ที่ในปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่แข็งแรง    ไม่ครบถ้วน    หากในเวลา ๓ – ๕ ปี  สกสว. สามารถขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เป็นระบบที่ถูกต้องเหมาะสมได้  ก็จะเป็นคุณูปการสูงส่ง ต่ออนาคตของประเทศ        

คำถามที่สาม  ประเด็นฝากสื่อสารไปยังวงการประชาคมวิจัย    ผมอยากบอกว่า ยุคนี้น่าจะเป็นยุคที่นักวิจัยมีโอกาสทำงานสำคัญให้แก่ประเทศสูงกว่ายุคก่อนๆ    มีความเชื่อในระดับนโยบาย ระดับผู้บริหารประเทศ ว่า จะยกระดับประเทศให้หลุดจากสภาพรายได้ปานกลาง ต้องมี ววน. เป็นเครื่องมือหลัก    แต่การทำงาน ววน. ต้องไม่ทำแบบเปะปะ ต่างคนต่างทำ     ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมายหลัก และมียุทธศาสตร์ในการรวมพลังกัน    คือต้องมีการทำงาน ววน. อย่างเป็นระบบ  มีการจัดการที่ดี     

      

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ส.ค. ๖๒

   

         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)