บันทึกชุด สู่การศึกษาคุณภาพสูงนี้ ตีความจากรายงานของธนาคารโลก ชื่อ World Development Report 2018 : Learning to Realize Education’s Promise (1)    ที่มีการค้นคว้ามาก และเขียนอย่างประณีต   เป็นเอกสารด้านการศึกษาที่มีประโยชน์ยิ่ง    ผมเขียนบันทึกชุดนี้เสนอต่อคนไทยทั้งมวล ให้ร่วมกันหาทางนำมาประยุกต์ใช้ในการกอบกู้คุณภาพการศึกษาไทย

บันทึกที่ ๑๐ นี้ ตีความจาก Part III : Innovations and evidence for learning   Chapter 8  : Building on foundations by linking skills training to jobs ซึ่งอยู่ในรายงานหน้า ๑๕๔ – ๑๖๗  

วิกฤติการเรียนรู้ส่งผลร้ายชัดเจนในตลาดแรงงาน    เพราะขาดสมรรถนะและคุณลักษณะที่ต้องการ    ผู้เรียนที่ออกจากระบบการศึกษาจึงตกงาน  หรือได้งานไร้ทักษะรายได้ต่ำ    

เมื่อคนหนุ่มสาวออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ  มีสามเส้นทางชีวิต  (๑) เข้าทำงาน โดยไม่ได้เรียนต่อ  (๒) เข้าสู่การฝึกอบรมสายอาชีพ  ได้วุฒิที่ช่วยให้ได้งานดี รายได้ดี  (๓) ว่างงาน   

การฝึกอบรมเตรียมเข้าสู่งาน มีสามแบบ คือ  (๑) การฝึก ณ สถานทำงาน   มีประโยชน์ทั้งต่อพนักงานและนายจ้าง   แต่รูปแบบนี้ไม่ก่อผลกว้างขวาง  (๒) หลักสูตรฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น     จะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นกับคุณภาพของหลักสูตรนั้น   (๓) การฝึกอบรมสายเทคนิคหรืออาชีพ    จะได้ผลดีเมื่อจัดร่วมกับนายจ้าง

การฝึกอบรมในงานช่วยเพิ่มทักษะ แต่มีคนจำนวนน้อยได้รับประโยชน์

 การฝึกอบรมที่หน่วยงานผู้ว่าจ้างจัดให้แก่พนักงานมีประโยชน์ทั้งแก่นายจ้างเอง และแก่พนักงาน     ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้ ว่าดำเนินอย่างถูกต้องเหมาะสมเพียงไร    โดยที่ผลต่อนายจ้างอาจส่งผลเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ได้ถึงร้อยละ ๑๐   คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อเทียบกับการลงทุน    ตัวเลขนี้สำหรับประเทศไทยคือ ร้อยละ ๔.๕ ในพนักงานวุฒิ ม. ปลายหรือสูงกว่า   

ผลต่อรายได้ของพนักงาน จากการศึกษาหลายประเทศ ใน ๓๘ สถานประกอบการ  พบว่าทำให้พนักงานได้เงินค่าแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๒ ในพนักงานอายุ ต่ำกว่า ๓๕ ปี    และร้อยละ ๔.๙ ในพนักงานอายุมากกว่า ๓๕   

การฝึกอบรมที่มีประโยชน์มากอีกแบบหนึ่งคือ “การฝึกงานอย่างไม่เป็นทางการ” (informal apprenticeship) กับพนักงานรุ่นพี่ฝีมือสูง (master trainer)     การฝึกอบรมแบบนี้จะมีประโยชน์มาก หากรุ่นพี่ฝีมือสูงเหล่านั้น ได้รับการฝึกความรู้และสมรรถนะที่ทันยุคทันสมัย    แต่ในความเป็นจริง รุ่นพี่ฝีมือสูงมักไม่ได้รับความเอาใจใส่ ไม่ได้รับการยกย่องยอมรับนับถือ    และไม่รู้เรื่องความรู้และทักษะสมัยใหม่    การฝึกกับรุ่นพี่ฝีมือสูงแบบนั้น จึงเท่ากับฝึกทักษะและสมรรถนะที่ล้าสมัย    ไม่มีประโยชน์ต่อพนักงานอย่างแท้จริง   

หากจะให้การฝึกอบรมในงานช่วยสร้างผลกระทบที่ดีต่อพนักงาน และต่อผลิตภาพของภาคประกอบการ    ควรมีระบบรับรองคุณภาพและสมรรถนะของผู้ผ่านการฝึกงานอย่างไม่เป็นทางการ    ให้ได้รับประกาศนียบัตร นำไปเป็นหลักฐานสมัครงานทั่วไปได้    ระบบนี้เรียกว่า competency-based skills certification    เท่ากับมีการจัดระบบให้ส่วนที่เป็นทางการกับส่วนที่ไม่เป็นทางการเข้ามาเสริมแรงกัน    เกิดประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย    เรื่องนี้  สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (๒) ของไทย  น่าจะพิจารณานำไปใช้เป็นยุทธศาสตร์การทำงาน    เพื่อช่วยให้แรงงานไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง     เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบรรลุ ประเทศไทย ๔.๐ 

ในรายงาน ระบุว่าการฝึกงานอย่างไม่เป็นทางการไม่มีผลหรือมีผลน้อย ต่อทักษะการเรียนรู้ทั่วไป (general cognitive skills)    ซึ่งผมตีความว่า เป็นเพราะในกระบวนการดังกล่าว ไม่มีการใช้ “การใคร่ครวญสะท้อนคิดจากประสบการณ์สู่ทฤษฎี” (reflection เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่พบเห็นในการทำงาน สู่การเรียนรู้หลักการหรือทฤษฎี)     เป็นเรื่องที่วงการพัฒนาฝีมือแรงงานโดยการฝึกงานอย่างไม่เป็นทางการควรพัฒนาขึ้นใช้อย่างยิ่ง     

หากมีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะในย่อหน้าบน จะช่วยให้การฝึกอบรมทักษะในงาน ก่อผลประโยชน์ต่อคนทุกคน หรือเกือบทุกคน  

          

การฝึกอาชีพระยะสั้นช่วยเพิ่มโอกาสได้งาน แต่หลักสูตรส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ

การฝึกอาชีพระยะสั้น มักใช้เวลาอยู่ระหว่าง ๒ สัปดาห์ ถึง ๖ เดือน    ผลการศึกษาข้อมูลจากทั่วโลก พบว่าน้อยกว่าหนึ่งในสามของการฝึกอาชีพระยะสั้นก่อผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้    ตัวเลขนี้สูงกว่าในประเทศกำลังพัฒนา แต่ผลกระทบก็ยังต่ำ    สู้ผลกระทบจากการได้รับศึกษาในระบบไม่ได้  

การฝึกอาชีพระยะสั้นก่อผลกระทบชัดเจนเมื่อจัดให้แก่คนกลุ่มด้อยโอกาส    เช่น จัดให้แก่ผู้หญิงที่มีทักษะต่ำ    

การฝึกอาชีพระยะสั้นจะให้ผลกระทบสูง หากไม่เพียงฝึกทักษะอาชีพเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง    แต่ฝึกหลายอาชีพ  และมีบริการเสริม เช่น การแนะแนวอาชีพ  มีบริการช่วยหางาน  และมีการให้คำปรึกษา (mentoring)   

มีตัวอย่าง โครงการฝึกอบรมแบบครอบคลุม (comprehensive training scheme) ที่เน้นทั้งทักษะเชิงเทคนิค  ทักษะชีวิต  และมีช่วงเวลาฝึกงาน (internship)    ให้ผลกระทบสูงในประเทศเคนยา บราซิล และเนปาล    ในประเทศเคนยา มี Ninaweza Youth Empowerment Program ฝึกทักษะ ไอซีที  ทักษะชีวิต  ฝึกงาน  และมีบริการจัดหางานให้    มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเยาวชนที่เข้าโครงการ และต่อนายจ้าง           

   

การฝึกอบรมสายเทคนิคหรืออาชีพ   

ในภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า TVET (Technical and Vocational Education and Training)    เป็นกิจกรรมเตรียมคนหนุ่มสาวเข้าสู่การมีงานทำที่ได้ผล    แต่อาจมีผลลบระยะยาวต่อชีวิตของคนเหล่านี้    คือทำให้ตำแหน่งงานต่ำและความก้าวหน้าไม่ดีเท่าที่ควร   

กิจกรรมนี้มีระยะเวลาระหว่าง ๖ เดือนถึง ๓ ปี    มักจัดแก่นักเรียนชั้น ม. ต้น,  ม. ปลาย และแก่นักศึกษาระดับอุดมศึกษา     แต่ส่วนใหญ่จัดแก่นักเรียน ม. ปลาย    

มีคำเตือนว่า การจัดฝึกอบรมนี้เร็วเกินไป คือจัดในชั้นที่เด็กยังอยู่ในชั้นเล็ก ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ    อาจก่อผลเสียต่อเด็กเหล่านั้นไปตลอดชีวิต    เพราะทำให้เด็กเข้างานในระดับต่ำ และอยู่ในสายงานเช่นนั้นไปตลอดชีวิต    ยิ่งในประเทศที่ระบบการศึกษาขาดความยืดหยุ่น   เด็กที่เข้าเรียนสายอาชีพ หรือมีวุฒิสายอาชีพ ไม่สามารถเข้าเรียนข้ามสายมายังสายหลัก เข้าสู่วุฒิที่สูงขึ้น ได้   

คนหนุ่มสาวไม่ใช่แค่ต้องการทักษะการทำงาน  ยังต้องการทักษะพื้นฐานที่แข็งแรง ได้แก่ การอ่าน เขียน รู้เลข คิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)  และทักษะแก้ปัญหา    จึงจะฝึก TVET ได้รับผลดี    และสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองต่อเนื่องตลอดชีวิตได้  ในท่ามกลางโลกและสังคม VUCA (Volatile, Uncertain, Complex, Ambiguous)  และการเปลี่ยนแปลงอย่าง disruptive      

     

คุณลักษณะของการฝึกอาชีพที่ดี

ต่อไปนี้เป็นข้อสรุป จากข้อมูลทั่วโลก    แต่มีข้อจำกัดที่มีข้อมูลไม่มากนัก    คุณลักษณะสำคัญของการฝึกอาชีพที่ดีมี ๔ ประการคือ

มีหุ้นส่วนในภาคประกอบการร่วมออกแบบโครงการ

หลักการสำคัญคือ เป้าหมายไม่ใช่แค่การได้งาน  แต่เป็นการฝึกเพื่อเข้าสู่อาชีพ    ที่ต้องคำนึงถึงผลต่อชีวิตในระยะยาว    ดังนั้น โครงการฝึกต้องบูรณาการ   ในรายงาน เรียกกิจกรรมนี้ว่า Sectoral Training Program    มักดำเนินการโดยสถาบันตัวกลางที่ไม่แสวงกำไร    ทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการ    และทำหน้าที่ให้บริการคัดเลือกคนเข้าทำงาน   

ต้องมีการให้ข้อมูลแก่ผู้จะเข้ารับการฝึก ในด้านเส้นทางอาชีพ  ว่าจะสามารถก้าวหน้าจากงานเริ่มต้น ไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพอย่างไร   

ปัจจัยหลักของความสำเร็จ อยู่ที่ความสามารถของสถาบันตัวกลาง    มีตัวอย่างโครงการในหลากหลายประเทศ  และในหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา    ที่โครงการแบบนี้ให้ความพึงพอใจทั้งในกลุ่มผู้เข้ารับการฝึก และในกลุ่มนายจ้าง   

มีทั้งการเรียนในชั้นเรียนและการฝึกอาชีพ

ในเอกสาร WDR 2018 เรียกการฝึกแบบนี้ว่า formal apprentice program    ใช้เวลาระหว่าง ๑ ถึง ๓ ปี    โดยนักเรียนยังเรียนในชั้นเรียนปกติ และมีเวลาไปฝึกทำงานจริงในสถานประกอบการด้วยในฐานะพนักงานฝึกงาน  จึงมีชื่อการเรียนรู้แบบนี้ว่า “เรียนและรับทรัพย์” (learning while earning)   

ในกรณีที่ผู้เรียนอยู่ในชั้นมัธยม    ต้องระมัดระวังว่า นักเรียนได้ทั้งการเรียนรู้พื้นฐาน และการฝึกอาชีพ    ไม่มีการละเลยความรู้พื้นฐาน    ต้องมีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างฝ่ายการศึกษากับฝ่ายผู้ประกอบการ    โดยต้องมีเอกสารข้อตกลงร่วมมือ  ระบุเป้าหมายของการฝึก  โครงสร้างของระบบการฝึก  การมีครูฝึก (มืออาชีพ) ที่เก่ง    มีระบบการประเมิน ว่าผู้เข้ารับการฝึกได้ทักษะตามเป้าหมาย    ซึ่งหมายความว่า ฝ่ายผู้ประกอบการก็มีส่วนร่วมลงทุนด้วย

การศึกษาผลกระทบของโครงการแบบนี้ในหลายประเทศ พบว่าหากมีการจัดการดี     เกิดผลกระทบสูงทั้งต่อผู้เข้ารับการอบรม และฝ่ายผู้ประกอบการ    เงินลงทุนของฝ่ายผู้ประกอบการคืนทุนภายในเวลาอันรวดเร็ว    ฝ่ายผู้เข้ารับการฝึกก็ได้งานดี มีความก้าวหน้าในงาน       

มีครูที่เก่ง

ครูฝึกที่เก่งต้องมีความรู้และทักษะสองด้าน คือด้านสถานประกอบการ กับด้านการเรียนรู้สมัยใหม่    โดยที่มีแนวโน้มทั่วโลกที่มาตรฐานการฝึก ประเมิน และให้ประกาศนียบัตร เป็นแบบ “เน้นสมรรถนะ” (competency-based standards in training, assessment and certification)   

ครูฝึกที่มีสมรรถนะสูงจึงเป็นที่ต้องการมาก    จึงมีการกำหนดมาตรฐานสมรรถนะครูฝึกเทคนิค เพื่อใช้เป็นเส้นทางความก้าวหน้าของครูฝึก    โดยที่ครูฝึกต้องไวต่อการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภาคการผลิต และด้านการจัดการเรียนรู้    ครูฝึกต้องมีทักษะการประเมินทักษะของศิษย์จากการปฏิบัติ และให้ constructive feedback        

มีความพยายามริเริ่มดำเนินการพัฒนาครูฝึกอาชีพในหลากหลายประเทศกำลังพัฒนา    แต่น่าเสียดายที่โครงการเหล่านี้ไม่มีการประเมิน จึงไม่ค่อยมีข้อมูลให้ติดตามศึกษามากนัก  

มีบริการสนับสนุนและมีข้อมูลครบถ้วนสำหรับประกอบการตัดสินใจ

บริการนี้ เรียกว่า career education program   อาจจัดโดยภาคการศึกษา หรือมีบริษัทธุรกิจเอกชนให้บริการ    เน้นให้คำแนะนำจำเพาะเป็นรายคน   โดยให้ข้อมูลเพื่อให้นักเรียนรู้โอกาสประกอบอาชีพ  ตั้งใจเรียน  และพัฒนาเข้าสู่การทำงาน    บริการนี้อาจรวมทั้งการเลือกวิชาเรียน  และการวางแผนเข้าสู่งาน    บริการนี้มีประโยชน์มากต่อนักเรียนจากครอบครัวด้อยโอกาส ที่ขาดผู้ใหญ่ให้คำปรึกษา   

บริการสนับสนุนที่ดี ต้องมีเป้าหมายชัดเจน    และมีการวัดผลที่เกิด  สำหรับใช้เป็น feedback สู่การปรับปรุงเป้าหมายและวิธีดำเนินการ

โครงการฝึกอาชีพที่ดีต้องร่วมมือกับสถานประกอบการอย่างแน่นแฟ้น    และครูฝึกต้องมีประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการ พร้อมกับมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้    มีการเรียนรู้ทั้งด้านความรู้พื้นฐานและการฝึกทักษะอาชีพ   โดยเฉพาะทักษะด้านสังคมและอารมณ์ เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคต    รวมทั้งต้องมีการให้ประกาศนียบัตร  

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก การเรียนรู้ต้องเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงในโลก ที่เกิดจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีคือ มีการเคลื่อนย้ายคน จากภาคการผลิตหนึ่ง ไปยังอีกภาคการผลิตหนึ่ง    คือจากภาคเกษตร สู่ภาคอุตสาหกรรม    และจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคบริการ    มีแนวโน้มในประเทศพัฒนาแล้ว ที่เทคโนโลยีไอซีที ช่วยให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มขึ้น   

การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี ไอซีที ต้องเรียนสองชั้น คือเรียนให้รู้จักและรู้วิธีใช้  กับเรียนวิธีนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์    เพราะหากใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีอาจก่อโทษมหันต์ต่อบางคน    

ผลของเทคโนโลยีต่อภาวการณ์มีงานทำของคนแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ    ตั้งแต่ทำให้คนตกงานมากมาย เพราะหุ่นยนตร์ เข้าไปแทนที่คนในงานส่วนใหญ่    ไปจนถึงมีคนถูกแทนที่เพียงร้อยละ ๙   

ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ นักเรียนที่ก้าวสู่ชีวิตการทำงาน ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและการเรียนรู้    และในขณะเดียวกัน ต้องมีสมรรถนะที่เทคโนโลยีทำได้ไม่ดีเท่าคน    ได้แก่ทักษะการคิดชั้นสูง (higher-order thinking skills)  ทักษะปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์  ทักษะด้านสังคมอารมณ์ (socioemotional skills)    

ในสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะด้านสังคมอารมณ์ (เช่นพยาบาล  นักสังคมสงเคราะห์) ขยายตัวมากขึ้น    และ ตำแหน่งงานที่ต้องการทั้งทักษะด้านสังคมอารมณ์ และด้านการคิดชั้นสูง (เช่น ผู้จัดการการเงิน) ยิ่งขยายตัวเร็วกว่า  

ทักษะด้านสังคมอารมณ์ เช่น อิทธิบาท ๔ (grit) สร้างง่ายในช่วงวัยเด็ก    ซึ่งการศึกษาพื้นฐานต้องเอาใจใส่    นอกจากนั้น ทักษะการคิดชั้นสูง ต้องการพื้นฐานความรู้ด้านความสามารถในการอ่านและเขียน  วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และนำมาใช้ตีความข้อมูลหรือสารสนเทศในแนวทางใหม่ๆ    การศึกษาระดับพื้นฐานจึงต้องวางพื้นฐานทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ให้แข็งแรง

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ก.ค. ๖๒