การปรับเปลี่ยนเกณฑ์
Revolutionary Change of Criteria
พลตรี มารวย ส่งทานินทร์
29 กันยายน 2562
บทความเรื่อง การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ (Revolutionary Change of Criteria) นำมาจากบทความเรื่อง Thirty Years of Evolution = Revolutionary Change ประพันธ์โดย Harry Hertz จากเว็บไซต์ https://www.nist.gov/blogs/blogrige/thirty-years-evolution-revolutionary-change วันที่ 19 กันยายน 2562
ผู้ที่สนใจเอกสารนี้แบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ https://www.slideshare.net/maruay/revolutionary-change-177306511
เกริ่นนำ
- 30 ปีที่ผ่านมา Baldrige Performance Excellence Program (the Malcolm Baldrige National Quality Award Program) ได้กำหนดสิ่งที่ถือว่า เป็นคุณลักษณะขององค์กรที่มีความเป็นเลิศในการประกอบการ
- เดิมเป็นโครงการที่ให้รางวัลกับบริษัทต้นแบบ(ที่มุ่งผลกำไร)ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งโปรแกรมนี้ ได้ถูกคัดลอกและเลียนแบบไปทั่วโลกในเวลาต่อมา
- รางวัลนี้ สร้างขึ้นสำหรับธุรกิจและได้มีการพัฒนาเช่นเดียวกับโครงการทั่วไป โดยมีการปรับใช้กับด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ และต่อมาคือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและองค์กรของรัฐบาล
คำนิยาม ผลงานที่เป็นเลิศ
- คำนิยามของเดิมคือ “การมอบคุณค่าที่ปรับปรุงตลอดเวลาให้กับลูกค้า ในขณะที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยรวมขององค์กร” ซึ่งยังคงเป็นจริงในวันนี้ที่เราได้เรียนรู้ว่า ความเป็นเลิศนั้นซับซ้อน
- ปัจจุบันคำนิยามนี้คือ “แนวทางแบบบูรณาการที่มีความเป็นเลิศขององค์กร ซึ่งส่งผลให้ (1) การส่งมอบคุณค่าที่ปรับปรุงตลอดเวลาให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2) การปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถโดยรวมขององค์กร และ (3) การเรียนรู้ขององค์กรและบุคลากร
การวิวัฒนาการของเกณฑ์
- 1. แผนภาพของ Baldrige Excellence Framework
- 2. ค่านิยมและแนวคิดหลักของ Baldrige
- 3. เกณฑ์ Baldrige (สำหรับองค์กรที่เป็นเลิศ) และ
- 4. เอกสารการสร้างความรู้ และการประเมินตนเอง
ข้อที่ 1. แผนภาพของ Baldrige Framework
- มีการเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดของแผนภาพ คือการเปลี่ยนจากแผนภาพที่สองเป็นแผนภาพที่สาม
- ในปี ค.ศ. 1997 ผลลัพธ์ เป็นหมวดที่แยกออกมา (450 คะแนนจาก 1,000 คะแนน) เพราะการที่มีกระบวนการโดยไม่บรรลุผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันนั้น จะไม่มีความหมายอะไร
แผนภาพปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามประการ
- (1) โครงร่างองค์กร (Organizational Profile) แสดงเป็นสีพื้นหลังของกรอบทั้งหมด บ่งบอกถึงลักษณะของสภาพแวดล้อมการทำงาน ความสัมพันธ์ สถานการณ์เชิงกลยุทธ์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่องค์กรทำ
- (2) การบูรณาการ (Integration) เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการทำงาน แสดงให้เห็นถึงองค์รวม และลักษณะที่สัมพันธ์กันของหมวดหมู่และคำถามของเกณฑ์
- (3) ค่านิยมหลักและแนวคิด (Core Values and Concepts) เป็นส่วนหนึ่งของกรอบ ที่แสดงถึงลักษณะพื้นฐานระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นค่านิยมที่ฝังอยู่ในองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง
ข้อที่ 2. ค่านิยมหลักและแนวคิด
- ในขณะที่ ค่านิยมหลักและแนวคิด (Core Values and Concepts ) ไม่ได้ระบุไว้ในเกณฑ์ในปี ค.ศ.1988 แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์เหล่านั้น จนถึงปี ค.ศ.1992 จึงมีการระบุไว้เป็นครั้งแรก
- มุมมองเชิงระบบ (Systems Perspective) ไม่ได้แสดงอยู่ในตอนเริ่มต้น แต่เมื่อเกณฑ์กลายเป็นแบบองค์รวมมากขึ้น ทำให้เกิดการตระหนักว่า องค์กรต้องมีมุมมองเหมือนสิ่งมีชีวิต ที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน ทำให้มุมมองเชิงระบบ กลายเป็นแนวคิดหลักที่แท้จริงของเกณฑ์
การเปลี่ยนแปลงค่านิยม
- การให้คุณค่าผู้คน (Valuing People) นอกจากบุคลากรแล้ว ยังรวมถึงลูกค้าภายนอก สมาชิกในชุมชน และคนอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อองค์กร
- การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ได้พัฒนาไปสู่ การเรียนรู้ในองค์กรและความคล่องตัว (Organizational Learning and Agility) ซึ่งเป็นแนวคิดที่กว้างขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญของฐานความรู้ขององค์กรและการใช้ข้อมูลภายนอก เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์
- ความรับผิดชอบสาธารณะ (Public Responsibility) พัฒนาไปสู่ความชัดเจนยิ่งขึ้นคือ การมีส่วนร่วมทางสังคม และจริยธรรมและความโปร่งใส (Societal Contributions and Ethics and Transparency)
- สุดท้ายคือ การส่งมอบคุณค่าและผลลัพธ์ (Delivering Value and Results) โดยตระหนักว่า องค์กรจะต้องส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญทั้งหมด เพื่อที่จะเติบโตต่อไป
ข้อที่ 3. การเปลี่ยนแปลงตัวเกณฑ์
- จากเดิมที่เป็นข้อกำหนด ได้ปรับเป็นชุดของคำถามในปี ค.ศ.1999 โดยตระหนักว่า ผู้นำเป็นผู้ชี้นำการจัดการขององค์กร คำถามเกณฑ์จึงถามว่า คุณมีแนวทางบรรลุพันธกิจขององค์กรอย่างไร คุณมีวิธีการวางแผนสำหรับอนาคตอย่างไร และผลลัพธ์ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
ข้อสังเกต ในเรื่องที่มีความหมายต่อองค์กร
- ลดจำนวน หัวข้อ (items) จาก 42 เป็น 17 (บวกอีกสอง สำหรับโครงร่างองค์กร) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ดีขึ้นขององค์กร ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการจัดการประสิทธิภาพขององค์กร การเปลี่ยนแปลงนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของ Baldrige Criteria ในฐานะที่เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการประกันคุณภาพของกระบวนการ เพื่อการจัดการประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร
- โครงร่างองค์กร (Organizational Profile) ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ ค.ศ. 1988 แต่ในปัจจุบันนี้ ทำหน้าที่เป็น "หมวด 0 (category 0)" ของเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตั้งค่าบริบทองค์กร ที่ให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการตอบคำถามที่เหลือทั้งหมดในเกณฑ์ สำหรับหลาย ๆ องค์กร การตอบคำถามในโครงร่างองค์กรนี้ เป็นการประเมินตนเองของ Baldrige ครั้งแรก ซึ่งองค์กรจะได้เรียนรู้ และกำหนดทุกแง่มุมของสภาพแวดล้อมการทำงาน
- จากการมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลและการสร้างข่าวสารในช่วงต้น ได้พัฒนาไปสู่ การวัดการวิเคราะห์และการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กร การจัดการระบบข้อมูลและสารสนเทศ และการจัดการการแบ่งปันและการสร้างความรู้ขององค์กร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างความแข็งแกร่งและความแตกต่างขององค์กร
- การให้ความสำคัญกับการวางแผนคุณภาพเชิงกลยุทธ์ ได้ถูกแทนที่ด้วยการให้ความสำคัญกับ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์กร เนื่องจากเกณฑ์ได้พัฒนาจากการมุ่งเน้นที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการ ไปสู่การมุ่งเน้นความเป็นเลิศขององค์กรโดยรวม
- การใช้ประโยชน์ทรัพยากรมนุษย์ จากองค์ประกอบของการฝึกอบรมคุณภาพของบุคลากร ได้พัฒนาไปสู่ การมุ่งเน้นบุคลากร โดยการยอมรับว่า บุคลากรในองค์กรมีคุณค่าในฐานะลูกค้าภายใน ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างความผูกพันกับลูกค้าปลายทาง การมุ่งเน้นนี้ จะต้องพิจารณา สภาพแวดล้อมของบุคลากร และความผูกพันของบุคลากร โดยเฉพาะการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาอาชีพสำหรับบุคลากร และระบบการยกย่องชมเชยที่เหมาะสม
- จากการมุ่งเน้นที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และกระบวนการและการตรวจสอบผู้ส่งมอบ ได้มีการพัฒนาเพื่อมุ่งเน้นไปที่ กระบวนการทำงานที่สำคัญทั้งหมดและประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม รวมถึงประสิทธิผลของกระบวนการและประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัย และความปลอดภัยทางไซเบอร์
- การให้ความสำคัญในตอนเริ่มต้น ในกิจกรรมการปรับปรุงคุณภาพของแต่ละบุคคล ได้มีการพัฒนาเป็น พิจารณาวงรอบการประเมินและปรับปรุง และในปัจจุบัน เป็น ระบบการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรและการสร้างนวัตกรรม
- จากการมุ่งเน้นไปที่ความพึงพอใจของลูกค้าในช่วงแรก ได้พัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งเน้นไปที่ความคาดหวังของลูกค้า ความผูกพันของลูกค้า และความภักดีของลูกค้า รวมถึงการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์สภาพแวดล้อมของตลาด
- เกณฑ์การให้คะแนนในปี ค.ศ. 1988 ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับปรุงกระบวนการขององค์กร จากปี ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา การมุ่งเน้นเปลี่ยนไปที่ ผลการดำเนินงานขององค์กร ด้วยการเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยมี 450 คะแนนจาก 1,000 คะแนน ในระบบการให้คะแนนของ Baldrige
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 1995
- การวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านคุณภาพ (Strategic quality planning) ถูกแทนที่ด้วย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic planning)
- เป็นจุดที่ต้องตระหนักว่า การวางแผนเชิงกลยุทธ์จะต้องมีสำหรับทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์/บริการ และกระบวนการด้านลูกค้า เพราะองค์กรไม่สามารถวางแผนด้านคุณภาพที่เป็นอิสระจากกลยุทธ์โดยรวม
- นี่คือจุดเริ่มต้นของปรับกรอบของเกณฑ์ให้กว้างขวางขึ้น เพื่อมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพขององค์กรโดยรวม
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2003
- เป็นปีที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์
- เกณฑ์ได้รับการแก้ไขโดยมีวัตถุประสงค์สองประการคือแนวทาง “ ดำเนินธุรกิจ (running the business)” และ“ เปลี่ยนธุรกิจ (changing the business)”
- การเชื่อมโยงระหว่างหมวดได้รับการปรับปรุง ด้วยเป้าหมายของแนวทาง การจัดการตามหลักฐาน (evidence-based management)
- มีการเพิ่ม การจัดการความรู้ขององค์กร โดยตระหนักว่า สิ่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งสำคัญของความได้เปรียบในการแข่งขัน
- การกำกับดูแลองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคม ถูกเพิ่มเข้าไปในหมวดผลลัพธ์
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2004
- ระบบการให้คะแนนสำหรับการประเมินการตอบสนองกระบวนการ (หมวด 1 ถึง 6) ได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อสะท้อนถึงการกำหนดกระบวนการตามสี่มิติคือ แนวทาง การปรับใช้ การเรียนรู้ และบูรณาการ (Approach, Deployment, Learning, and Integration คำย่อคือ ADLI) เพื่อใช้ตรวจสอบ วงจรการพัฒนาคุณภาพ (PDCA)
- การบูรณาการ (integration) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงกระบวนการ กับสิ่งที่สำคัญต่อองค์กรใน หัวข้อ (items) อื่น ๆ โครงร่างองค์กร และผลลัพธ์ที่สำคัญ
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2005
- ในการกำหนดบริบทสำหรับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การระบุความท้าทายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ถูกเพิ่มเข้าไปในโครงร่างองค์กร
- หมวดภาวะผู้นำ ถูกขยายบทบาทของผู้นำในการดูแลด้านจริยธรรมขององค์กร และในการพัฒนาผู้นำในอนาคต
- เพื่อเติมเต็มคำถามภาวะผู้นำเหล่านี้ ผลลัพธ์ภาวะผู้นำ จึงถูกเพิ่มเข้าไปในหมวดผลลัพธ์
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2007
- กำหนดบริบทเชิงกลยุทธ์ในโครงร่างองค์กร คำถามจะถูกเพิ่มเกี่ยวกับ ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ และโอกาสเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
- นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญต่อความมีประสิทธิภาพสูง คือ ความสามารถและความเพียงพอของบุคลากร (Workforce capability and capacity) ที่ถามเกี่ยวกับการมีความรู้และทักษะที่เหมาะสม และจำนวนคนที่เหมาะสมตามลำดับ
- ระบบงาน (Work systems) กระบวนการทำงาน (work processes) และ ความสามารถหลัก (core competencies) ได้ถูกกล่าวถึงเกี่ยวกับความสำเร็จในการทำงานขององค์กร
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2008
- ระบบการให้คะแนนสำหรับการประเมินผลลัพธ์ (หมวด 7) ได้รับการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อให้สะท้อนถึงวุฒิภาวะของประสิทธิภาพตามสี่มิติคือ ระดับ (Levels ผลการดำเนินการในปัจจุบัน) แนวโน้ม (Trends ประวัติของผลการดำเนินการ) การเปรียบเทียบ (Comparisons เปรียบเทียบกับคู่แข่งและผู้ปฏิบัติงานที่ดีที่สุด) การบูรณาการ (Integration อะไรคือสิ่งสำคัญตามโครงร่างองค์กร กระบวนการสำคัญ และข้อกำหนดของลูกค้า)
- ตัวย่อสำหรับมิติเหล่านี้คือ LeTCI (แสดงให้เห็น (let’s see) ว่าคุณทำได้ดีเพียงใด)
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2009
- มีการนำเสนอแนวคิดใหม่หลายอย่างในเกณฑ์ 2009
- สิ่งแรกคือ การเปลี่ยนจากความพึงพอใจของลูกค้า ไปสู่ ความผูกพันของลูกค้า โดยมุ่งเน้นที่ความพึงพอใจ ความไม่พอใจ และการสร้างความสัมพันธ์ เพื่อพัฒนาความภักดีของลูกค้า
- ด้วยการขยายตัวการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และปัญหาการเข้าถึงที่มีนัยสำคัญ มีหัวข้อใหม่ในเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2011
- เป็นปีที่ นวัตกรรม เปลี่ยนจากการเป็นองค์ประกอบของการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ไปสู่การพิจารณาแบบภาพตัดขวางสำหรับภาวะผู้นำ กลยุทธ์ และองค์กรโดยรวม
- แนวคิดของ ความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด (intelligent risks) ได้รับการแนะนำ เพื่อใช้จัดลำดับความสำคัญโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่จะดำเนินการ เพื่อความสำเร็จในอนาคตขององค์กรและการอยู่รอด และเกณฑ์ได้คาดหวังว่า ผู้นำระดับสูงสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเสี่ยงอย่างชาญฉลาด
- ปี ค.ศ. 2011 เป็นปีที่มีการใช้โซเชียลมีเดีย แม้ว่ายังไม่แพร่หลายในธุรกิจ แต่ก็มีความสำคัญเพียงพอที่จะนำเสนอในเนื้อหาของเกณฑ์
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2015
- การใช้ ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) ที่มีเพิ่มขึ้น เป็นจุดสนใจของการเปลี่ยนแปลงในเกณฑ์ปี ค.ศ. 2015
- การจัดการการเปลี่ยนแปลงขององค์กรก็ถูกระบุอยู่ในเกณฑ์ ด้วยการเน้นในการออกแบบการเปลี่ยนแปลงและการนำไปใช้
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2017
- ในโลกที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารในทุกองค์กรกำลังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ในปี ค.ศ. 2017 ความท้าทายเหล่านี้ นำไปสู่การมุ่งเน้นในคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ และการจัดการความเสี่ยงขององค์กร (ที่ได้นำแนวคิดบางส่วนมารวมกัน จากหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมา)
การปรับปรุงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2019
- ในเกณฑ์ปี ค.ศ. 2019 โปรแกรม Baldrige ได้เริ่มนำเสนอการพิจารณาเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งขึ้นของ ระบบนิเวศทางธุรกิจ (business ecosystems) เป็นระบบข้ามอุตสาหกรรม ในประเทศ และทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสและประสิทธิผลขององค์กร
- ทำนองเดียวกับข้อพิจารณาอื่น ๆ เช่น โซเชียลมีเดียในปี ค.ศ. 2011 ที่ได้รับการแนะนำเบื้องต้นเพื่อสร้างการรับรู้ตระหนัก ที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นของแนวคิดนี้ต่อองค์กรในอนาคต
ข้อที่ 4. การสร้างความรู้ และการประเมินตนเอง
- ในปี ค.ศ. 1988 โครงการ Baldrige ได้จัดทำชุดคำแนะนำเกี่ยวกับการขอรับรางวัลชุดแรก เพื่อใช้ประเมินธุรกิจ
- ตั้งแต่นั้นมา มีการเติบโตอย่างมากของทรัพยากรที่มีอยู่ของโปรแกรม
- ซึ่งรวมถึง แบบรายงานของผู้รับรางวัล กรณีศึกษา แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เอกสารข้อมูล การฝึกอบรมผู้ตรวจประเมินของ Baldrige และบล็อก (Blogrige)
เครื่องมือการประเมินตนเอง
- ในปี ค.ศ. 2015 มีการแนะนำ การสร้างความเป็นเลิศ (Baldrige Excellence Builder)
- Baldrige Excellence Framework ฉบับย่อนี้ เป็นเครื่องมือประเมินตนเองสำหรับองค์กรที่เริ่มต้นใช้เกณฑ์ของ Baldrige โดยเป็นการถาม คำถามโดยรวมระดับสูง (overall (high-level) questions) ที่นำมาจากชุดของเกณฑ์ฉบับเต็ม
- ในปี ค.ศ. 2017 ได้มีการแนะนำ ตัวสร้างความเป็นเลิศของความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Baldrige Cybersecurity Excellence Builder) การประเมินตนเองนี้ ถามคำถามสำคัญสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร
- ในปี ค.ศ. 2019 เครื่องมือที่ใช้ ค่านิยม (Core Values) เพื่อประเมินบทบาทแบบอย่างของผู้นำองค์กร (role-model) ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในเว็บไซต์ของโปรแกรม Baldrige
- ในปลายปีนี้ (ค.ศ. 2019) จะมีเครื่องมือสำหรับ คณะกรรมการบริหาร (boards of directors)
อีกสิบปีข้างหน้า
- ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อวิธีที่จะศึกษาองค์กร สิ่งที่องค์กรจะให้บริการลูกค้า และวิธีการดำเนินงานขององค์กร
- บางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นอย่างแน่นอนตามแนวโน้มปัจจุบัน เช่น ความปลอดภัยของไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ จะยังคงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อกลยุทธ์ขององค์กร การทำงานขององค์กร และทักษะที่บุคลากรต้องมี
- เทคโนโลยีจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงในงานที่เคยทำโดยผู้คน
- ความสมดุลระหว่างการทำงานโดยหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ "ที่คิดได้เอง" และงานที่ทำโดยผู้คน จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
- อาจหมายถึง การจ้างงานเต็มเวลาโดยนายจ้างหนึ่งราย จะถูกแทนที่โดยคนงานที่เป็นผู้รับจ้างอิสระกับนายจ้างหลายรายที่แตกต่างกันไปตามเวลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิธีการซื้อประกันสุขภาพ และวิธีการจัดหาเงินทุนเพื่อการเกษียณอายุ
- คนจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะมีเวลาว่างมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมในด้านการเดินทางและการพักผ่อนมากชึ้น
- นอกจากนี้ ยังหมายความว่า ผู้คนจะมีเวลามากขึ้นในการกระทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและเล็งเห็นความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งนี้จะนำไปสู่แรงกดดันที่มากขึ้นในธุรกิจและหน่วยงานของรัฐ เพื่อจัดหาแหล่งข้อมูลสำหรับความพยายามเหล่านี้ และมองหาโอกาสในการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์
- ระบบนิเวศจะมีขนาดขนาดใหญ่ขึ้น จากระบบนิเวศทางธุรกิจไปยังระบบนิเวศทางสังคม ธุรกิจด้านอื่น ๆ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมกันในการเป็นหุ้นส่วนใหม่
- การดูแลสุขภาพและการศึกษาส่วนใหญ่ จะได้รับการจัดส่งจากระยะไกลและออนไลน์ โดยใช้การชำระเงินรูปแบบใหม่ และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านโทรศัพท์มือถือ (on-call)
- การวิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม) และการวิเคราะห์ PEST (ปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี) จะกลายเป็นสองขาของเก้าอี้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และมีขาที่สามคือ การบริหารความเสี่ยงและนวัตกรรม (risk management and innovation) และการสร้างนวัตกรรมที่ต่อเนื่องจะมีส่วนสำคัญมากกว่าการมองหาโอกาส ซึ่งจะกลายเป็นความจำเป็นขององค์กร
- การเปลี่ยนแปลงข้างต้น จะเป็นการใช้รูปแบบการวางแผนสถานการณ์ที่เป็นสากล ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ทุกองค์กรจะต้องมองเห็นอนาคตที่กำหนด โดยศึกษาแรงจากภายนอกและภายใน และใช้สถานการณ์จำลองในการวางแผนให้สอดคล้อง
**********************************
