หลังจากที่นายบอนเขียนบันทึกคำตอบของ น.เมืองสรวง ต่อคำชักชวนของคุณออต สำราญ เย็นเฉื่อย และมุมมองของคนจบ ป.6 ที่ใช้จิตวิญญาณและความคิดที่แบ่งปันเพื่อสังคม....

มีความคิดเห็นจาก คุณออต คุณไร้นาม และคุณ น.เมืองสรวง
ซึ่งบันทึกดังกล่าวพึ่งจะส่งให้คุณลุงวิชัย ที่ กิ่ง อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้อ่านครับ ผ่านทางลูกหลานของท่าน

หลังจากนั้น ลูกหลานก็เขียนความเห็นของลุงวิชัย ส่งมาให้นายบอน
ซึ่งท่านได้ให้มุมมองต่อ คุณไร้นาม คุณออต และคุณ น.เมืองสรวงครับ

เริ่มจากคุณไร้นามกันก่อน

ไร้นาม เมื่อ จ. 11 ธ.ค. 2549 @ 06:27 จาก 222.123.68.54  

log out ไปแล้วแต่เหลือบเห็นบันทึกนี้แวบๆ เลยต้องกลับมาก่อน

ไร้ นามอ่านแล้วเห็นว่า บทวิเคราะห์ที่เขียนลงมามีคุณค่ากว่าจั่วหัว เพราะเป็นวิธีคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า นักวิเคราะห์ตลาดหุ้น และคิดว่า การระบุวุฒิการศึกษา"มุมมองของคนจบ ป 6" ทำให้เรื่องดีๆ หลักคิดวิเคราะห์ที่น่ามหัศจรรย์ในบันทึกถูกกลบมากกว่าถูกทึ่ง

ความ มหัศจรรย์ที่ไร้นามรับรู้ ไม่ใช่มหัศจรรย์ว่าคนจบ ป. 6 คิด แต่มหัศจรรย์ว่า ประสบการณ์ของผู้วิเคราะห์น่าศึกษายิ่งนัก และน่าศึกษาว่ามีความจริงใจในการคิดและกล้าคิด...

ประโยคสุดท้ายที่ต้องการยกย่องแต่ใช้คำว่า "คุณลุงที่จบแค่ ป 6" จึงเป็นการมองภาพติดกรอบของผู้บันทึกอย่างน่าเสียดาย

*//////

ข้อความจากคุณลุงเขียนมาว่า
” คนระดับการศึกษาที่สูงกว่า มักจะมีความรู้สึกที่ว่า ตนเองเหนือกว่า
น่าคิดที่ว่า ทำไมคุณออต และหลาน น.เมืองสรวง ไม่ได้พูดในประเด็น จบ ป.6 เลย

น่าคิดว่า ถ้าคุณไร้นาม มีญาติพี่น้องที่จบแค่ ป.6 จะกล้าแนะนำให้คนอื่นรู้จักหรือไม่”

คุณลุงวิชัยนั้น เมื่อวันที่พบกับนายบอนและขออนุญาตนำความเห็นไปบันทึกใน gotoknow
คุณลุงท่านบอกเองว่า ลุงจบ ป.6 นะ กล้าระบุหรือเปล่า

(นักเลงพอสมควรครับ)


แม้จะจบ ป.6 แต่ไม่เคยขอใครกินนะ
ลุงวิชัยเขียนว่า

“คนที่มีการศึกษาสูงที่เคยพบหลายคน มักจะชอบปั้นแต่คำพูดที่ฟังดูไพเราะหู แค่นั่นคือ ภาพลวงทั้งนั้น คนที่เข้าใจชุมชน เข้าถึงชุมชน ความคิดความเห็นจะมีความเป็นจริงมากกว่า
ความคิดของคุณออต กับหลาน น.เมืองสรวง ได้ใจมากกว่า

ดูความเห็นของคุณไร้นามนั้น ดูติดภาพมายา ความเห็นนั้น น่าอ่าน ดูคมคายในความคิด ..
..แต่ไม่ได้ให้อะไรเลย เป็นนามธรรมที่อ่านแล้วไพเราะ

แต่ความเห็นของคุณออต และหลาน น.เมืองสรวงนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นจริง เป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้
บอกถึงตัวตน สิ่งที่กำลังคิด ข้อความมีความเปิดเผย น่าคบหา

ต่างจากความเห็นของไร้นาม ดูปกปิด ความเห็นที่สะท้อนออกมา ไม่ได้เปิดเผยตัวตนเหมือน คุณออต และหลาน น.เมืองสรวง ไม่สามารถจับอะไรได้เลย สำนวนน่าอ่าน แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมไม่สามารถสัมผัสได้”

อือ.... เป็นความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาตามสไตล์ลูกทุ่งของคุณลุงวิชัยครับ

ถ้าคุณไร้นามไม่พอใจ ก็ขอให้โกรธนายบอนได้เลยนะครับ เพราะเป็นคนที่นำความเห็นมาเผยแพร่...

“ความเห็นของคุณออต ดูจริงใจดี บอกถึงการทำงาน ความตั้งใจ ความใจในและตัวตนของเขา พูดถึงการเชื้อเชิญแล้ว เป็นบุคคลที่น่าคบหา”

”สำหรับหลาน น.เมืองสรวง ความเห็นที่เขียน สะท้อนถึงตัวตน จิตวิญญาณที่ยังคิดถึงผืนแผ่นดินบ้านเกิด พูดถึงคนในชุมชน สะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ลึกๆในใจ แม้จะอยู่ไกล แต่ยังนึกถึงคนในชุมชนอยู่เสมอ ....

.... ถ้ากลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ลุงยังมีลมหายใจอยู่  ขอพบสักครั้งหนึ่ง....”

นายบอนไม่แน่ใจว่า ประโยคสุดท้าย หมายความว่าอย่างไร อาจจะหมายความว่า กว่า น.เมืองสรวงจะกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด อาจจะนานอีกหลายปี จนลุงวิชัยไม่อยู่แล้ว หรือเปล่านะ??”

คุณลุงวิชัยเขียนข้อความมาเพียงเท่านั้น และต่อจากนี้ เป็นข้อความที่หลานของลุงวิชัย หยิบยกคำพูดของคุณลุงมาเล่าให้ฟังต่อ

นายบอนพยายามถ่ายทอดเท่าที่จับประเด็นได้ ไม่แน่ใจว่า หลานของลุงวิชัย หยิบยกความเห็นมาของลุงวิชัยมาได้ครบถ้วนหรือไม่

“คุณลุงวิชัยได้พูดถึงเรื่องคุณ น.เมืองสรวงเขียนเรื่องการทำวิจัย PAR คุณลุงเล่าว่า เคยเห็นนักวิจัย และองค์กรพัฒนา เข้ามาในชุมชน ซึ่งดูท่าทางแล้ว คนเหล่านั้นคิดว่า ตนเองรู้และเก่งกว่าชาวบ้าน จึงเข้ามาสั่ง มาบอกชุมชน ให้ทำโน่นทำนี่  เพื่อการพัฒนา ชาวบ้านฟังและทำตาม เพื่อให้ได้ประโยชน์จากโครงการนั้นๆ

แต่เมื่อโครงการจบ ก็เลิกกันไป ไม่เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

”คุณลุงวิชัยมองถึงการพึ่งตนเองของชาวบ้านในปัจจุบัน ทำไมคนจึงเป็นหนี้ เริ่มจากไฟฟ้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้ทุกบ้านมีทีวี ตู้เย็น พัดลม เครื่องเสียง ฯลฯ ยิ่งเป็นโฆษณาในทีวี ก็เกิดความอยากได้ จนต้องเป็นหนี้สินกัน ยิ่งอยากได้ ก็รีบหาเงิน โดยขยายการเพาะปลูกเต็มพื้นที่ บุกรุกป่าช้าบ้าง การทำเกษตรก็ใส่ปุ๋ยมากขึ้น จนดินเสื่อมสภาพ แม้แต่ป่าโคก หรือป่าเต็งรังที่อยู่ใกล้บ้าน ก็ยังถูกทำลายจนไม่เหลือ ปูปลากบเขียด หายากมากขึ้น เพราะชาวบ้านจับแบบล้างผลาญ ใช้ไฟซ็อต

เศรษฐกิจชุมชน ต้องหันมาพึ่งร้านค้า ยิ่งมีตลาดเคลื่อนที่ ทั้ง2 ล้อ 4 ล้อ ที่เข้าไปตระเวนขายสินค้า ข้าว ปลา อาหาร ผัก ผลไม้ถึงกระไดบ้าน ทำให้วิถีชุมชนเปลี่ยนไป ใช้เงินแลกทุกอย่าง แม้แต่ระบบการเรียน โรงเรียนในสมัยนี้ สอนให้เด็กเรียนสูงๆ ให้เป็นเจ้าคนนายคน  แต่เดิมเคยสอนลูกหลานด้วยผญา นิทาน กลอนลำ มีการเสวนา หรือที่เรียกกันว่า โส ระหว่างชาวบ้านในยามค่ำ ก็ไม่ค่อยจะมีอีกแล้ว เพราะพากันเปิดดูละครตอนเย็นกัน ไม่รู้ว่า วิถีชุมชนจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหนแล้ว ชาวบ้านไม่รู้จะพึ่งพาตนเองกันได้หรือไม่”

สำหรับการนำความเห็นของลุงวิชัยมาบันทึกใน gotoknow ลุงวิชัยรู้สึกดีใจที่ความคิดเห็นของท่านได้รับการถ่ายทอดผ่านทาง internet โดยเฉพาะทาง gotoknow ที่ถือว่า มีผู้ที่เรียนในระดับการศึกษาที่สูงๆทั้งนั้น แม้ว่า วุฒิการศึกษาที่สูงที่สุดของลุงวิชัย คือ ป.6 แต่คุณลุงก็ไม่เคยอายใคร แม้ใครจะมองว่าด้อยกว่าก็ตาม

แต่ปริญญาเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างลุงวิชัย!!

สำหรับสิ่งที่ฝากถึง น.เมืองสรวงผ่านมาทางหลานของลุงวิชัย นั้น ที่หนองสรวงมีปราชญ์ชาวบ้านเยอะ ถ้านำความเห็นมาเผยแพร่บ้างก็น่าจะดีไม่น้อย อย่างความเห็นของลุงวิชัยที่นายบอนนำมาบันทึกไว้ ลูกหลานเอามาคุยให้ฟัง และเกิดการยอมรับในแนวความคิดของคุณลุง

การที่คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าเรื่องราวในอดีต ได้ฟื้นความทรงจำ เล่าเรื่องคุณค่าเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น ทำให้คนเหล่านั้นได้เริ่มคิด เริ่มมองเห็นสิ่งดีๆที่ยังเหลืออยู่

ยังมีปราชญ์ชาวบ้านที่รอการค้นพบโดยคนรุ่นใหม่อีกมากมาย นายบอนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีโอกาสค้นพบและนำมาบันทึกเท่าที่มีโอกาสได้รับรู้และสัมผัสมาครับ

ดูเหมือนว่า ป.6 ที่มีคนมองเป็นภาพติดกรอบ นั่นเป็นการติดกรอบเฉพาะผู้ที่กล่าวถึงเท่านั้น
แต่คนที่เข้าใจ กลับมองข้ามวุฒิการศึกษานั้น เข้าไปสัมผัสถึงแก่นแท้ในตัวตนของคุณลุงวิชัยได้อย่างเต็มที่...