บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019) เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน และเคยเป็นครูมาก่อน เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ
บันทึกที่ ๒๓. เพื่อศิษย์เรียนจบ นี้ เป็นบันทึกแรก ใน ๓ บันทึก ภายใต้ชุดความคิดเพื่อความสำเร็จของนักเรียน(graduation mindset) ตีความจาก Part Seven : Why the Graduation Mindset?
สาระหลักของบันทึกนี้คือ ชุดความคิดมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อความสำเร็จของนักเรียน ทำให้โรงเรียนของเด็กยากจนพัฒนาเป็นโรงเรียนคุณภาพสูงได้
เป้าหมายสำคัญคือ นักเรียนทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงเกรด ๑๒ (สำหรับสหรัฐอเมริกา ส่วนของไทยน่าจะถึง ม. ๓ เพราะการศึกษาภาคบังคับของเราถึง ม. ๓) เรียนสำเร็จทุกคน สำหรับในสหรัฐอเมริกา การจบเกรด ๑๒ อย่างประสบความสำเร็จหมายความว่า จบแล้วมีงานทำ หรือเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้ หรือกล่าวใหม่ว่า เป้าหมายคือนักเรียนทุกคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ แล้วมีงานทำ หรือเรียนต่อ ไม่มีนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษากลางคัน ในขณะนี้ประเทศไทยที่เด็กออกจากการศึกษาภาคบังคับกลางคันประมาณร้อยละ ๒๐ หากเราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในบันทึกนี้ เด็กไทยต้องเรียนจบ ม. ๓ ทุกคน
“ครูเพื่อศิษย์” ทุกคน ต้องมีปณิธานมุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายนี้ โดยเชื่อมั่นว่า สมองเปลี่ยนแปลงได้ มีวิธีการเปลี่ยนสมองของศิษย์ขาดแคลน ให้เรียนสำเร็จได้
ในชีวิตจริง ครูที่สอนในโรงเรียนที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กขาดแคลน มักจะอยู่ในท่ามกลางสังคมของผู้คนที่ดูหมิ่นดูแคลนความสามารถของเด็กขาดแคลน และคนในวงการศึกษาก็มักจะเอาแต่บ่นหรือกล่าวอ้างในความไม่พร้อม หรือความขาดแคลนของโรงเรียน ผู้เขียน (Eric Jensen) แนะนำว่า ครูที่มีอุดมการณ์ “สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน” ต้องฝ่าด่านอุปสรรคเชิงกระบวนทัศน์ของสังคมโดยรอบให้ได้ โดยครูไม่สนใจเสียงบ่นหรือบรรยากาศท้อแท้ที่อยู่โดยรอบ มุ่งทำงานเพื่อความสำเร็จในการเรียนของศิษย์ให้จงได้
หลักฐานเชิงประจักษ์
ในสหรัฐอเมริกา มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีโรงเรียนในเขตยากจน เป็นร้อยหรืออาจถึงเรือนพันโรงเรียน ที่ติดเกณฑ์เป็นโรงเรียนที่มีผลดำเนินการดีเด่น (high performing schools) โดยที่โรงเรียนเหล่านี้ดำเนินการแตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ศิษย์ แต่อยู่ที่ครู ที่มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อการเรียนรู้ของศิษย์อย่างไม่ลดละท้อถอย
ตัวอย่างกิจกรรมที่โรงเรียนในเขตยากจน แต่มีผลดำเนินการดีเด่น ทำเพื่อช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ได้แก่
- ให้นักเรียนชั้นสูงกว่า ช่วยให้คำแนะนำ (mentoring) แก่นักเรียนชั้นต่ำกว่า
- ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ในการจัดหาติวเต้อร์ช่วยติวการบ้าน ๑ ชั่วโมงหลังเลิกเรียน โดยไม่เสียเงิน
- มีโปรแกรมพลศึกษา และศิลปศึกษา ที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต วินัยในตน และการทำงานเป็นทีม
- โปรแกรมการทำงานระหว่างเรียน เช่นทำงานในโรงอาหารเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมศิลปะการปรุงอาหาร เรียนทักษะการทำธุรกิจโดยทำงานในร้านค้าของนักเรียน เรียนซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
- มีกิจกรรมหลังเวลาเรียน ให้นักเรียนได้พูดคุยซักถามนักธุรกิจในท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชน หรือนักแนะแนว
- มีคณะกรรมการ ช่วยให้คำแนะนำการเตรียมตัวหาทุนเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย และการเตรียมตัวเรียนชั้น ม. ปลาย
โครงสร้างสำคัญ ๕ ประการ สำหรับโรงเรียนคุณภาพสูง
- 1. วัฒนธรรม “คาดหวังสูง สนับสนุนเต็มที่” (High expectation, High support)
- 2. สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีวินัยเชิงบวก
- 3. มีผู้นำด้านการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง
- 4. มีครูที่ทำงานหนัก เอาจริงเอาจัง และมีความสามารถ
- 5. หลักสูตรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เน้นที่ทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์และภาษา
มาตรการหลัก ๕ ประการ สำหรับโรงเรียนคุณภาพสูง
- 1. มีเวลาเรียนคุณภาพสูง ที่ไม่ถูกรบกวน จากงานธุรการหรืองานบริหาร
- 2. มีการประเมินสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบผลการเรียน และนำไปสู่การปรับปรุงการเรียนการสอน
- 3. พ่อแม่เป็นผู้ร่วมเรียน
- 4. มีการพัฒนาครูเพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีของนักเรียน
- 5. ความร่วมมือที่แข็งแรงระหว่างครูด้วยกัน และระหว่างครูกับเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน โดยผมขอเพิ่มเติมว่าผู้บริหารโรงเรียนและเขตพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมด้วย
ครูเพื่อศิษย์ ต้องมีชุดความคิดที่เข้มแข็ง ว่าศิษย์ขาดแคลนของตนสามารถเรียนจนจบชั้น และจบการศึกษาออกไปมีงานทำหรือเรียนต่อได้ โดยตัวครูเองทุ่มเทเต็มที่เพื่อช่วยให้ศิษย์บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
วิจารณ์ พานิช
๑๑ พ.ค. ๖๒