การบ่งชี้ร่องรอยเชิงประวัติศาสตร์ของเพศสภาพรักเพศเดียวกันของผู้หญิง และความเป็นเลสเบี้ยนเป็นสิ่งที่หาได้ยากในบริบทของวัฒนธรรมและสังคม ประเทศไทยก็เหมือนๆกัน นักวิชาการหลายคน ทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้เขียนประวัติศาสตร์ของพวกรักเพศเดียวกันชาย และกลุ่มสังคมชอบเพศเดียวกันอย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตาม ความเป็นเสลเบี้ยนแทบจะไม่เคยถูกตั้งคำถามเชิงประวัติศาสตร์ในเรื่องเพศภาวะของไทย (Thai gender) และเพศสภาพเลย (sexuality)
ส่วนหนึ่งของความไม่สมดุลนี้ อย่างน้อยก็ในวรรณกรรมเชิงวิชาการ คือการหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งหาได้ยาก การอ้างอิงที่มีจำนวนน้อยที่เกิดขึ้นจริงกลับไปอยู่ที่ชนชั้นสูง และกระจัดกระจายไปตามเวลา อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้มิได้หมายความว่า ภาระการเขียน “ประวัติศาสตร์เลสเบี้ยนของไทยจะถูกยกเลิกไป
การเขียนประวัติศาสตร์แน่นอนว่าต้องจัดการข้อห้ามทางสังคม (social taboos) ที่ปกปิดความเป็นเลสเบี้ยน และเพศสภาพของผู้หญิงเป็นอย่างมาก การมองประวัติศาสตร์ของประเทศไทยร่วมสมัยที่ให้ความใส่ใจกับความใกล้ชิดของเพศเดียวกัน, ความปรารถนาอารมณ์, หรือการผูกติดระหว่างผู้หญิง สามารถที่จะให้ภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า (valuable insight) และนำไปสู่การจัดการเพศภาวะ (gender) และเพศสภาพ ที่จำเป็นในประวัติศาสตร์ของไทย
แหล่งอ้างอิงต่างๆที่เน้นไปที่ระดับชนชั้นนำบ่งชี้ว่าคำว่า “เล่นเพื่อน” ถูกใช้ในอยุธยาและยุครัตนโกสินทร์ เพื่อหมายถึงการปฏิบัติแบบเพศเดียวกันในหมู่พวกนางสนมของพระราชวัง ปกติแล้วจะแปลว่า “การเล่นกับเพื่อน” คำว่าเล่นเพื่อนนี้เองได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความใกล้ชิดแบบผู้หญิงกับผู้หญิงมีการปรากฏในประวัติศาสตร์ มีการตั้งชื่อ และถูกห้ามโดยกษัตริย์ไทย พระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์แห่งอยุธยาไปจนถึงเจ้าฟ้ามงกุฎ การอ้างอิงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการกำหนดพฤติกรรมทางเพศของผู้หญิง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการห้ามเล่นเพื่อน ราวกับว่าวังจะเป็นผู้มอง และคงไว้ซึ่งบทบาทของผู้หญิงที่ควรจะเป็นทั้งหมด และการให้กำเนิดลูกกษัตริย์ที่ถือกันว่าเป็นความจำเป็นของรัฐ
พื้นที่อีกอันหนึ่งที่สมควรตรวจสอบคือวิถีทางเชิงประวัติศาสตร์ของกะเทย ซึ่งกะเทยคือประเภทของอัตลักษณ์ ที่มีความแตกต่างของตรรกะของสังคม และความคาดหวังต่อคู่ตรงกันข้ามระหว่างชายกับหญิง โดยย่อกะเทยคือเพศที่สามจากเรื่องหรือตัวตนทางเพศ/เพศสภาพ (sexual/ gendered subjecthood) ตอนนี้เขาเรียกกันว่ผู้หญิงข้ามเพศ (transgender woman) หรือเป็นผู้ชายที่บ่งชี้ตนเอง หรือนำเสนอตัวตนเป็นเพศหญิง ประเภทของกะเทยมีมาในประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ชายไม่ใช่หญิง ที่อาจแปลงเพศให้มีบรรทัดฐานและพฤติกรรมเป็นเพศที่สมมติ (assigned sex) นี่เป็นการอ้างอิงที่ไม่พอใจของ แอนนา ลีโนเวนส์ (Anna Leonowens) ที่เป็นนักปกครองของอังกฤษ ที่เคยมาอยู่ในสมัยกษัตริย์มงกุฎ
“ที่นี่มีผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย และผู้ชายที่แต่งกายคล้ายผู้หญิง ซ่อนความเลวทราม และอาชญากรรมด้วยความร้ายกาจ”
บางคราวในช่วงทศวรรษที่ 1960 กะเทยถูกทำให้แคบลง และผู้หญิงที่แสดงท่าทางอย่างชายจะถูกจัดประเภทให้ใหม่ (new sex/gender categories) เรียกว่า ทอม (มาจากภาษาอังกฤษว่า tomboy) งานวิจัยจำนวนมากบ่งชี้ว่ายุคนี้คือยุคการสร้างประเภทใหม่และอาจเรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของเพศสภาวะของไทย (histories of Thai sexuality) อย่างไรก็ตาม การคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าตื่นเต้น ทั้งการศึกษาเพศสภาพ (gender study) และประวัติศาสตร์ไทยโดยทั่วไป เพราะความผันผวนของการจัดแบ่งประเภทแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์เชิงเพศภาพและทางเพศ (sexual and gender experience) จนนำมาสู่ความไม่แน่นอนเชิงประวัติศาสตร์ และการแข่งขันมากกว่าหยุดนิ่ง
คำว่าเลสเบี้ยน (lesbian) โดยตัวของเองแล้วมีประวัติศาสตร์การกระจายออก และการเลือกเข้ามาที่น่าสนใจ (circulation and adoption) คำว่าเลสเบี้ยนในภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยว่า เลสเบี้ยน ครั้งแรกใช้ในการเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจในทศวรรษ 1960 โดยการทำให้เป็นหนังโป๊เพื่อผู้ชายที่เป็นชายจริงๆ (heterosexual men) การเชื่อมที่ไม่สุภาพกับคำว่าเลสเบี้ยนกับเพศเพื่อการค้า หมายถึงการที่มันไม่ได้ต้อนรับกับผู้หญิงหลายคน เพราะแทนที่มองว่าตนเองที่ยังติดกับการมองเพศสภาพที่เป็นคู่อย่างทอม (ผู้ชาย) และดี้ (ผู้หญิง) Peter A. Jackson ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเรื่องประวัติศาสตร์ของเควียร์ในประเทศไทย (history of queer) ได้ค้นหาว่าการพูดเชิงสาธารณะของความเป็นเลสเบี้ยนโดยตัวของมันเอง (self-defined lesbian subjecthood) เกิดขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1970 และคอลัมน์ลุงโก๋ ปากน้ำ (the Uncle Go Paknam) ในนิตยสารแปลก (Plaek) (คำนี้แปลว่าแปลกประหลาด, แปลกประหลาดมาก, หรือ queer ในภาษายุคเก่า)
ในทศวรรษต่อมา กลุ่มเสียงที่เล็กๆ (vocal community) ของนักกิจกรรมเลสเบี้ยนไทย ก่อให้เกิดกลุ่มอัญจารีขึ้น (Anjaree Foundation) ในปี 1986 และเป็นองค์กรสิทธิ LGBTQ แห่งแรกด้วย การที่ต้องต่อสู้กันระหว่างคำว่าเลสเบี้ยน ซึ่งเป็นคำภาษาต่างประเทศ มีนัยยะทางเพศสูง เป็นคำที่ทำลายหลักศีลธรรม ต่อมามีการศึกษาพวกนี้ในระดับนาๆชาติและชุมชนมากกว่า
ในบทสนทนากับเลสเบี้ยนที่บ่งชี้ตนเอง และนักกิจกรรมสิทธิสตรีแบบ queer ในภาคเหนือของประเทศไทย ความคิดที่ว่าความเป็นเลสเบี้ยนสมควรเป็นอดีตหรือประวัติศาสตร์โดยตัวของมันเองเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และน่าหัวเราะ ความคิดเรื่องการเปิดเผยผู้หญิงที่ชอบเพศเดียวกันเมื่อก่อนยังไม่มีฐานรองรับทางสังคมจนถึงปลายทศวรรษ 1970 (ในยุคแรก) และมันยังคงเป็นสิ่งที่ผูกติดอยุ่กับชนชั้น และสถานภาพทางสังคมด้วย (one’s class and social privileges) สารคดีชื่อ Visible Silence (2015) โดย Ruth Gumnit แสดงให้เราเห็นว่า การใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยนั้นยังคงเป็นทางเลือกเท่านั้น เช่นผู้หญิงแบบ queer สามารถเผชิญผลลัพธ์ทางหน้าที่การงานและสังคม หากเพศสภาพของเขาถูกเปิดเผย
อย่างชื่อของสารคดีของ Gumnit เสนอ จะมีความเงียบปกปิดความเป็นเลสเบี้ยนในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีความอดทนโดยรัฐ (state tolerance) และการยอมรับทางสังคมของอัตลักษณ์แบบ queer และความแตกต่างทางเพศสภาพก็ตาม การเขียนประวัติศาสตร์อันใหม่ ด้วยการใส่ใจกับความเป็นเลสเบี้ยน และอัตลักษณ์ของผู้หญิง รวมทั้งบทบาทที่กว้างขวางขึ้น อาจช่วยในการทำให้เสียงเกิดขึ้นจากความเงียบได้
แปลและเรียบเรียงจาก
Emily Donald. Lesbian history in Thailand: value in traces.
https://www.newmandala.org/lesbian-history-in-thailand-value-in-traces/