เมื่อวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมามีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ transformative learning ประเทศไทยครั้งที่ 1 ใน theme: Diversity in medical education about non-technical skills teaching ที่โรงแรมทีเคพาเลซ กรุงเทพมหานคร งานนี้สืบเนื่องมาจากการที่กลุ่ม transformative learning ได้ทำวิจัยถอดบทเรียนและวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกระบวนทัศน์ใหม่ของการเรียนรู้ในโรงเรียนแพทย์: การขับเคลื่อนและถอดบทเรียน ที่ได้รับทุนวิจัยจากเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยร่วมกับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย งานวิจัยเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี 2560 แล้ว และทางกลุ่มเห็นว่างานที่แต่ละสถาบันที่เราไปถอดบทเรียนและร่วมไม้ร่วมมือกันทำจำนวน 10 สถาบัน มีเรื่องราวดี ๆ น่าที่จะนำมาแบ่งปันให้สถาบันผลิตแพทย์แห่งอื่น ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ไปด้วย จึงมีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการวิจัยแพทยศาสตรศึกษา กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ทำให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดจากเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยร่วมกับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยและวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ในการจัดประชุมดังกล่าว

          ก่อนการประชุมทางกลุ่มได้มีการพบปะพูดคุยกันทั้งแบบพบหน้าค่าตาตัวเป็น ๆ และประชุมกันผ่านทางระบบสื่อสารออนไลน์เพื่อเตรียมงานกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว และมีการประสานงานติดต่อกับวิทยากร/กระบวนกรสถาบันที่เราเชิญให้มาช่วยจัด workshop ซึ่งมีทั้งหมด 10 workshop   เนื่องจากแหล่งงบประมาณมาจาก 2 แหล่ง และเป็นงบประมาณที่จำกัด การจัดการจึงค่อนข้างมีความซับซ้อน แต่ก็สามารถจัดผ่านไปได้ด้วยดี   ต้องขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยและวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ตลอดจนสมาชิกกลุ่ม transformative learning และวิทยากร/กระบวนกรทุก workshop

          เริ่มงานวันที่ 27 พฤษภาคม ด้วยการกล่าวทักทายผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 60 คน วิทยากร/กระบวนกรประมาณ 20 คน โดยผู้ดำเนินรายการตลอดรายการ อ.นพ. สตางค์ ศุภผล จาก รพศ. ขอนแก่น ที่เป็นสมาชิกกลุ่มและดำเนินการจัดการเรื่องลงทะเบียน และบริหารจัดการเวทีตลอดการจัดงาน จากนั้นเรียนเชิญท่าน อ. เฉลิม วราวิทย์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการวิจัยแพทยศาสตรศึกษา กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงที่มาของการจัดประชุมครั้งนี้ ต่อจากนั้น อ สตางค์ ได้ check in ผู้เข้าร่วมประชุม โดยอาศัยข้อมูลจากการที่ได้ทำ google form ให้ผู้เข้าร่วมประชุมตอบมาก่อนหน้านี้ถึงอายุ ประสบการณ์ด้าน transformative learning และความคาดหวัง เป็นต้น ช่วงนี้ เนื่องจากการจัดโต๊ะยังจัดเป็นแบบห้องเรียนจึงทำให้การเปิดเข้าหากันยังไม่มากเท่าไร แต่ผมคิดว่า อ สตางค์ทำได้ดีมากภายใต้สภาพแวดล้อมที่จำกัด จากนั้น ผมได้เล่าสรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับผลการวิจัยที่ได้มา และการจัดประชุมครั้งนี้ ต่อด้วย อ สตางค์มาเล่าเชิญชวนเข้า workshop แต่ละเรื่อง ซึ่งเราจัดเป็นแบบคู่ขนาน 2 ห้องพร้อมกัน และได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเลือกเข้า workshop ที่ต้องการมาก่อนหน้านี้แล้ว

          Workshop ทั้ง 10 workshops ประกอบด้วย

          1. สื่อที่เงียบ ข้อความที่ซ่อนเร้น (Hidden dimension and silent message) (ศิริราช)

          2. Learning empathy through deep listening to a prisoner (มศว.)

          3. Cultivating learning communities through mentoring system (รามา)

          4. Preparing facilitators: key success in teaching non-technical skills (ธรรมศาสตร์)

          5. Teaching humanized health care: สอนแพทย์ให้เป็นคน ตามคำสอนพระราชบิดา (ศพค. ขอนแก่น)

          6. Wellness: Happiness is a skill that can be learned (มน.)

          7. Transforming medical education: Reducing diagnostic errors through medical ikigai (ศพค. สุรินทร์/มหาราชนครราชสิมา)

          8. Transformative learning in clinical teaching (วชิระ)

          9. Transformative learning and contemplative learning for community engagement (preclinical) (มทส.)

          10. Developing positive relationships: the key for professionalism (จุฬาฯ)

          น่าเสียดายที่วันเวลาในการจัดมีจำกัดทำให้ต้องจัด workshop แบบคู่ขนาน ทำให้แต่ละคนไม่สามารถเข้าได้ทุก workshop    ผมเข้า workshop แรกด้วยความจับผลัดจับผลูจึงได้เข้า workshop สื่อที่เงียบ ข้อความที่ซ่อนเร้น ของศิริราช    ด้วยเวลาอันจำกัดของแต่ละ workshop ที่มี 1 ชั่วโมงครึ่งทำให้วิทยากร/กระบวนกรทุก workshop จะพูดถึงเรื่องนี้    แต่ workshop ของศิริราชก็ทำได้ดีในเวลาที่จำกัด   เริ่มต้นด้วยการให้แนะนำตัวกันโดยให้เลือกคนที่เราต้องการรู้จักและเดินไปหาคน ๆ นั้น   เริ่มจากใช้นิ้วโป้งแตะกันและเล่าเรื่องของตนเองให้ฟัง   จากนั้นเปลี่ยนคู่และให้ใช้ศอกสัมผัสกันและแนะนำตัวกัน จากนั้นเปลี่ยนคู่แล้วให้ใช้ไหล่แตะกันและแนะนำตัว   สุดท้ายให้เปลี่ยนคู่แล้วให้ยืนกันอยู่คนละมุมห้องและแนะนำตัวกันให้เข้าใจ ได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้ว่าบริบทในการสื่อสารมีความสำคัญในการสื่อสาร   กิจกรรมถัดไปเป็นการให้ฟังข้อความที่วิทยากร/กระวนกรเล่าเรื่องราวให้ฟัง   จากนั้นวิทยากร/กระบวนกรถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว 10 ข้อว่าข้อใดถูก/ผิดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เล่า ปรากฏว่าทุกข้อที่ถามมาข้อความไม่ตรงกับเรื่องราวที่เล่าตอนต้นทั้งหมด แต่ผู้ฟังได้ใส่ความคิด การตัดสินใจของตนเองลงไป ทำให้เรื่องราวผิดไปจากเรื่องดั้งเดิม ได้เรียนรู้ว่าการตัดสินปรุงแต่งเรื่องราวที่สื่อสารเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดขึ้นแล้วขอให้เราได้ตระหนักรู้มัน    

กิจกรรมต่อไปเป็นกิจกรรม landlord จับคู่ 4 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน คนหนึ่งเป็นชาวนา อีก 2 คนเป็นควาย เจ้าของที่ดินจะใช้ฝ่ามือตนเองในการทำให้ชาวนาเดินตามทิศทางฝ่ามือเจ้าของที่ดิน   ชาวนาจะแบบมือไปด้านหลัง 2 ข้าง ให้ควายเดินตามมือของชาวนา   เจ้าของที่ดินเดินไปทั่วห้อง ชาวนาและควายต้องเดินตามไปด้วย   จากนั้นสลับบทบาทกัน   กิจกรรมที่ทำกลุ่มผมและอีกหลาย ๆ กลุ่ม เจ้าของที่ดินมีจิตใจเมตตาพยายามทำให้ชาวนาและควายเดินตามลำบากน้อยที่สุด   กิจกรรมนี้ทำให้เรียนรู้ว่าแต่ละคนในสังคมมีบทบาทเป็นได้ทั้งเจ้าของที่ดิน ชาวนา และควาย   บทบาทที่แตกต่างทำให้การแสดงออกและปฏิบัติแตกต่างกันไปตามบทบาท   

จากนั้นสรุปการเรียนรู้โดยวิทยากร/กระบวนกรไม่ได้สรุปอะไรให้โดยตรง ให้แต่ละคนสรุปการเรียนรู้ตามที่แต่ละคนรับรู้ เป็นชั่วโมงครึ่งที่เรียนรู้ได้เต็มอิ่ม จากนั้นเป็นพักกลางวัน   ผมกินไม่ค่อยได้เท่าไร เพราะ เป็นห่วงอีกห้องหนึ่งซึ่งเลิกหลังเวลาร่วม 40 นาที กังวลว่าวิทยากร/กระบวนกร และผู้เข้าร่วมประชุมห้องดังกล่าวเป็นอย่างไร เนื่องจาก ต้องดำเนินการรายการต่อไปตรงเวลา

          Workshop ที่สองที่ผมเข้าเป็น Preparing facilitators: key success in teaching non-technical skills ของธรรมศาสตร์ โดยวิทยากร/กระบวนกรเล่าสั้น ๆ เกี่ยวกับการจัดรายวิชา humanistic medicine ปี 2-3 ที่ธรรมศาสตร์ และขออาสาสมัคร 6 คนจากผู้เข้าร่วมเพื่อเชิญออกไปนอกห้องไปฝึกเป็น facilitator กับวิทยากร/กระบวนกร   ระหว่างที่อาสาสมัครออกไปฝึกนอกห้อง ผู้เข้าร่วมประชุมที่เหลือได้ทำ body scan โดยวิทยากร/กระบวนกรอีกท่านหนึ่ง ซึ่งผมว่าเป็นการทำ body scan ที่ดีมากเป็นไปตามลักษณะของวิทยากร/กระบวนกรท่านนั้น เรียบง่าย ตรงไปตรงมา    ผ่านไป 16 นาที อาสาสมัครที่ออกไปฝึกการเป็น facilitator เข้ามา    มีการแบ่งกลุ่มย่อย 6 กลุ่ม facilitator แต่ละคนจะให้สมาชิกในกลุ่มได้ฝึกการฟังอย่างลึกซึ้งผ่านการตั้งคำถามตามแนวคำถาม เช่น ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่รู้สึกอบอุ่นใจเป็นภาพอะไร   ท่านรู้สึกขอบคุณชีวิตตนเองอย่างไรบ้าง   บุคคลต้นแบบในชีวิตของท่านคือใคร    อะไรในตัวคนนั้นที่ส่งผลกับท่าน ช่วยเล่าถึงประสบการณ์ที่ท่านผ่านปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต   ท่านก้าวข้ามมาได้อย่างไร เป็นต้น   จากการสังเกต facilitator ทำหน้าที่ได้ตามคำแนะนำที่กระบวนกร/วิทยากรเตรียมไว้เป็นอย่างดี ถึงแม้มีเวลาเตรียมตัวเพียง 16 นาที สำหรับผู้เข้าร่วมตั้งใจรับฟังผู้เข้าร่วมคนอื่นเป็นอย่างดี   เมื่อฟังจบมีการซักถามและ empathy กันตามบริบทแต่ละเรื่องราว เป็นกระบวนการกลุ่มที่มีความอบอุ่นมาก ปิดท้ายด้วยการให้สะท้อนกิจกรรม เนื่องด้วยเวลาอันจำกัดทำให้ผู้เข้าร่วมบางคนอาจรู้สึกว่าได้ไม่เต็มอิ่ม แต่เราจะมีกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป โปรดติดตามครั้งต่อไป

          Workshop ที่สามที่ผมเข้าเป็น สอนแพทย์ให้เป็นคน ตามคำสอนพระราชบิดาของ ศพค. ขอนแก่น วิทยากร/กระบวนกรเล่าให้ฟังถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้ในทุกวันศุกร์ภายใต้แนวคิด Friday fine day ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยวิทยากร/กระบวนกรได้จำลองกิจกรรม dialogue, reflection, และ reflective writing มาให้ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ได้ลองฝึกดู โดยแบ่งกลุ่มและแจกงานเขียนของนักศึกษาให้แต่ละคนได้อ่าน   จากนั้นให้สะท้อนถึงงานเขียนของนักศึกษากันในกลุ่ม   ประเด็นน่าสนใจคือเรื่องเล่าของนักศึกษาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการเรียนชั้นคลินิกที่ทำให้นักศึกษาเปลี่ยนแปลงจากความเป็นคนที่อ่อนโยนกลายเป็นหุ่นยนต์   ได้มีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวพอสมควร และได้มีการเยียวยากันเล็กน้อยระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมด้วยกัน จากนั้นเปิดคลิปต่างประเทศเกี่ยวกับการที่บุคลากรสุขภาพถูกกระทำด้วยคำพูดและกิริยาท่าทางจากผู้ป่วยและญาติ  และให้ผู้เข้าร่วมประชุมเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับตนเองหรือผู้ใกล้ชิดที่เกิดจากการดูคลิปดังกล่าว หลังจากนั้นให้มีการแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม และแลกเปลี่ยนกันในวงใหญ่ ได้เรียนรู้ถึงมุมมองของแต่ละคน มีข้อสังเกตของผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งที่น่าสนใจคือ เราต้องจัดการความรู้สึกของตนเองให้ได้ก่อนถึงจะสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้

          หลังจากจบ workshop 5 โมงเย็นทางกลุ่มได้นัดกับอาจารย์ที่ได้เชิญมาเป็นผู้จัดบันทึกถอดบทเรียนในแต่ละ workshop เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันทั้งในแง่เนื้อหาและในเรื่องกระบวนการที่ใช้ใน workshop ทำให้ผมได้เรียนรู้ workshop อีก 3 เรื่องที่ผมไม่ได้เข้าเอง คือ 1) Learning empathy through deep listening to a prisoner ของมศว. ได้ให้นักศึกษามาเล่าประสบการณ์ของตนเองที่เรียนรู้ผ่านการพูดคุยกับผู้ต้องขัง เห็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักศึกษาก่อนหลังเข้าไปพูดคุยกับผู้ต้องขัง 2) Cultivating learning communities through mentoring system ของรามาที่ทำระบบ mentor คู่ขนานไปกับระบบอาจารย์ที่ปรึกษา โดยให้นักศึกษาเลือก mentor ที่เข้ากับตนเองได้ ปัจจัยประสบความสำเร็จเกิดจากมีกลุ่มอาจารย์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร และยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น 3) Wellness: Happiness is a skill that can be learned ของ มน. ในระหว่างที่ผมสังเกต workshop ของขอนแก่น ผมก็ได้ยินเสียงทรงพลังของวิทยากร/กระบวนกร มน. ทำให้ผมต้องตั้งสติอยู่กับห้องของผมมากพอสมควร พอได้ฟังว่าในห้อง มน. มีการนำเสนอผลการศึกษาจากต่างประเทศ หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับเรื่องความสุขประกอบกับประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ของวิทยากร/กระบวนกร ก็ทำให้แอบเสียดายนิดหนึ่งที่ผมไม่ได้เข้าไปฟังเอง   คุยกันกับทีมจดบันทึกถอดบทเรียนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก เป็นอาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลฯ เสร็จตอน 3 ทุ่มก็คุยกันในกลุ่มต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงกิจกรรมที่จะทำตอนบ่ายวันรุ่งขึ้นเพื่อสรุปการเรียนรู้และก้าวย่างต่อไปร่วมกัน เลิกคุยกันตอนประมาณ 4 ทุ่ม ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์เฉลิมที่อยู่ด้วยตลอด

          วันที่ 28 พฤษภาคม workshop ที่ 4 ที่ผมเข้าร่วมคือ Transforming medical education: Reducing diagnostic errors through medical ikigai ของศพค. สุรินทร์ร่วมกับมหาราชนครราชสีมา ถึงผมเคยฟังมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมก็ประทับใจทุกครั้งที่ได้ฟัง วิทยากร/กระบวนกรได้นำเสนอข้อมูลจากต่างประเทศถึงความสำคัญและขนาดของปัญหา diagnostic errors จากนั้นมีการให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ diagnostic errors ของผู้เข้าร่วมประชุม และพูดถึงกระบวนการที่ทางวิทยากร/กระบวนกรใช้สอนนักศึกษาปี 4-6 ของที่สุรินทร์ในการฝึกซักเรื่องราวของผู้ป่วย (patient story) แทนที่จะเป็นซักประวัติผู้ป่วย (patient history)   และมีการซัก suffer list ร่วมด้วย มีการให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ลองอ่านตัวอย่างเรื่องราวผู้ป่วยที่นักศึกษาได้ซักมาได้ จากนั้นมีการให้พูดคุยในกลุ่มผู้เข้าร่วมถึงกระบวนการทำอย่างให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มใหญ่   จากนั้นวิทยากร/กระบวนกรได้นำเสนอ 15 ขั้นตอนในการวินิจฉัยและรักษาโรค    จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมสะท้อนกิจกรรม ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ และมองเห็นอนาคตที่จะเกิดการรวมกลุ่มกันของผู้สนใจเรื่องดังกล่าวในการทำงานร่วมกันต่อไป

          Workshop ที่ 5 ที่ผมเข้าร่วม คือ Developing positive relationships: the key for professionalism ของจุฬาฯ วิทยากร/กระบวนกรเริ่มต้นโดยการให้เวลากับการ check in ของผู้เข้าร่วมแต่ละคน ให้บอกชื่อเล่น งานที่ทำเกี่ยวกับนักศึกษา และความคาดหวังจากการเข้า workshop ทำให้ผู้เข้าร่วมเปิดกันมากพอสมควร   จากนั้นให้เลือกไพ่ที่มีรูปภาพ โดยแต่ละคนเลือกได้ 1 ภาพที่เข้ากับความสัมพันธ์ของตนเองในปัจจุบัน จากนั้นให้เขียนบรรยายภาพของตนเอง และสิ่งที่สะท้อนถึงภาพของตนเอง และให้จับกลุ่ม 3 คน เล่าเรื่องภาพของตนเอง โดยระหว่างเล่าอีก 2 คนให้ตั้งใจฟัง หลังฟังเสร็จถึงสะท้อนแลกเปลี่ยนกัน   ผมเลือกภาพที่เป็นภาพต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เพราะ ทำให้รู้สึกสงบ เย็น   ในกลุ่มผมอีกคนหนึ่งเลือกภาพทิวทัศน์ที่มีความสงบเย็นเช่นกัน อีกคนหนึ่งเลือกภาพผู้หญิงเล่นกายกรรมที่ใช้มือ แขน ปากในการจับลูกตะกร้อ 6-7 ลูกพร้อมกันทีเดียว  อาจารย์ท่านนี้เล่าเรื่องของตนเองว่าตัวเองทำงานหลายอย่างโดยไม่กล้าเรียกขอความช่วยเหลือ ผมตั้งคำถามไปว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น อาจารย์ท่านนั้นบอกว่ายังไม่กล้าและไม่วางใจแต่จะพยายายามดู   จากนั้นให้แลกเปลี่ยนกันในวงใหญ่ อาจารย์ท่านนี้เล่าว่าชอบภาพที่ผมและอาจารย์อีกท่านเลือกแสดงถึงความสงบ   วิทยากร/กระบวนกรสะท้อนว่า สิ่งที่อาจารย์ท่านนั้นพูดจริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับผม 2 คน แต่เกี่ยวกับอาจารย์ท่านนั้นที่ต้องการความสงบ เย็น   จากนั้นให้แต่ละคนลองเพิ่มเติมว่าหากต้องการเปลี่ยนแปลงภาพจะเพิ่มเติมอะไรลงไปอย่างไร ผมคิดเพิ่มคน สัตว์ สิ่งมีชีวิต สิ่งของอื่น ๆ ลงไปในภาพ ผมมาสะท้อนตนเองว่าผมต้องการแบ่งปันความสุขสงบเหล่านี้ให้แก่คนอื่น ๆ กิจกรรมนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ดีต้องมาจากความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเองก่อน

          ช่วงบ่ายของวันที่ 28 พฤษภาคม เริ่มด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าประชุมกลุ่มใหญ่สิ่งที่ได้เรียนรู้ว่าเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ตอนก่อนเริ่มประชุมหรือไม่ จากนั้นให้แต่ละคนได้เขียน 3 F ของตนเอง คือ feeling, finding, และ future จากการเข้าประชุม   จากนั้นได้แบ่งกลุ่มย่อยและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันของ 3 F ของแต่ละคนและของกลุ่ม   จากนั้นมาแลกเปลี่ยนในกลุ่มใหญ่

ในกลุ่มย่อยที่ผมเข้าด้วยได้มีการเรียนรู้โดยเฉพาะเรียนรู้ตนเองกันมากขึ้น มีความอยากที่จะนำไปใช้กับสถาบันตนเอง และอยากได้เพื่อนร่วมวิถีทางด้วยกัน พอมาในกลุ่มใหญ่เราได้คุยตกลงกันว่าจะมีการจัดประชุมครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคมเพื่อมาติดตามกันว่าผู้เข้าร่วมประชุมกลับไปแล้วได้ทำอะไรกันบ้าง ครั้งหน้าจะให้ผู้เข้าร่วมประชุมมาเป็นกระบวนกร/วิทยากรบ้าง หลังประชุมได้คุยกับกลุ่มและทีมถอดบทเรียน มีการคุยกันถึงการขยายผลทำในสาขาวิชาชีพสุขภาพอื่น ๆ ร่วมกันต่อไปด้วย   เป็นการจัดประชุมที่ได้ชิมลางอย่างละนิดอย่างละหน่อย ได้เติมพลังซึ่งกันและกัน และเห็นว่าจะมีการขยายผลขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อความสุขของครูผู้สนและนักศึกษาต่อไป ขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้งานผ่านได้ได้ด้วยดีครับ.

ปล. เอกสารประกอบ workshop ดูได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1Co27hIj6_pKb0RKHzyCBR-CXAqviB1mf?fbclid=IwAR1QAoB1QRwr_DhLiDL1c9Fk6hv1bYNeaShOSSvNdRqV_ALc2Uu873-sRcE