ถึงความรู้จะเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล แต่หากเราไม่ก้าวข้ามตัวความรู้ เอาความรู้ "ใส่บ่าแบกหามไว้" โดยไม่ได้นำไปใช้ทำอะไร แทนที่ความรู้เหล่านี้จะก่อประโยชน์ อาจกลับสร้างภาระและทำให้ชีวิตเราหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมมักจะได้ยินผู้ใหญ่เตือนเสมอว่า "อย่าเดินข้ามหนังสือ" ...วันนี้ที่ผมพูดถึงการ "ก้าวข้ามความรู้" นั้น ผมไม่ได้หมายถึงการเดินข้ามจริงๆหรอกครับ ผมเพียงแต่ต้องการจะสื่อว่า ถึงความรู้จะเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล แต่หากเราไม่ก้าวข้ามตัวความรู้  เอาความรู้ "ใส่บ่าแบกหามไว้" โดยไม่ได้นำไปใช้ทำอะไร แทนที่ความรู้เหล่านี้จะก่อประโยชน์ อาจกลับสร้างภาระและทำให้ชีวิตเราหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น

ผมมองว่า "ความรู้" นั้นแท้จริงแล้วก็คือสิ่งที่มนุษย์พยายามจะสื่อ "ความจริง" ออกมา...คงจะไม่มีผู้ใดปฏิเสธนะครับว่า สิ่งที่ตนรู้นั้นไม่ใช่ "ความจริง" ในโลกวิทยาศาสตร์เองมักจะแบ่งสิ่งต่างๆไว้เพียงสองอย่างคือ 1. the known - สิ่งที่เราได้รู้ และ 2. the unknown - สิ่งที่เรายังไม่รู้ (และจะรู้ได้ในอนาคต) กระบวนการทางวิทยาศาตร์จะมุ่งเน้นไปที่การพิสูจน์ การทดลอง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัด ถ้าวัดไม่ได้ก็มักจะสรุป (ไปก่อน) ว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง

วิทยาศาสตร์ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ ได้เริ่มมองสิ่งต่างๆในโลกนี้เปลี่ยนไป คือเริ่มยอมรับว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้มีสามอย่างคือ 1. the known 2. the unknown และ 3. the unknowable - สิ่งที่ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ สิ่งสุดท้ายนี่แหละครับที่ทำให้ชีวิตนี้มีสีสรร ...มีความมหัศจรรย์ ...worth living ครูอาจาย์ด้านจิตวิญญาณทั้งหลายมักจะพูดเสมอว่า the unknowable นี้ จริงๆแล้วรู้ได้ แต่ไม่ใช่การรู้ในรูปแบบที่เราเคยชิน ไม่ใช่การรับรู้ที่ผ่านสมอง ผ่านระบบการคิด ...และนี่แหละครับที่ผมเรียกว่าการ "ก้าวข้ามความรู้"