The spell of Greece : ทริป กรีซ 12-21 เมษายน 2562 ตอนที่ 4 Athens to Santorini, Oia

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

Day 4

วันนี้เราตื่นกันเช้ามากกก เข็นกระเป๋าลงมา check out และจ่าย tax ให้โรงแรมอีก 9.8 ยูโร (3 คืน 2 ห้อง) เสร็จแล้วโรงแรมก็เรียกแท็กซี่ให้ พอรถมาพวกเราก็เข็นกระเป๋าออกไป เรา 4 คน กระเป๋า 4 ใบ สามารถไปได้เพียงพอในแท็กซี่คันเดียว เราให้เค้าไปส่งที่ Piraeus E9 คนขับกดมิเตอร์ ขับไปเรื่อยๆ ไกลพอสมควร ถึงแล้วคนขับก็บอกว่าเค้าขอเป็น 16 ยูโร (มิเตอร์เป็น 10.86) เราก็จ่ายไปเพราะที่โรงแรมบอกว่าค่ารถราวๆ 15-20 ยูโร พวกเราออกจากโรงแรมตี 5 มาถึงท่าเรือประมาณ ตี 5 25 นาที คือมายืนรอเขาเปิดเคาน์เตอร์ตอน ตี 5 30 นาที ต่อแถวคิวที่ 1 เลย

พอเค้าเปิดเราก็เอาใบจองยื่นให้เค้าเพื่อแลกตั๋วจริง เราจองตั๋วเรือนี่ขาเดียวคือขาไป ราคาคนละ 69.70 ยูโร คือถูกกว่าค่าเครื่องบินขากลับเพียง 100 บาทไทย จนท บอกว่า ขึ้นเรือได้ตอน 06.30 เด้อ หู้ยยย อีก 1 ชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นเรือ และตรงนั้นก็หนาวมาก ลมอย่างแรง พวกเราก็เลยเดินออกมาเพื่อไปยังที่พักผู้โดยสาร เป็นอาคารเล็กๆ มีเก้าอี้ ประตูกันลม เข้าไปแล้วก็เจอคนนอนในนั้นด้วย มีเด็กเล็ก ที่ตื่นมาดูพวกเรา 4 คน ที่เดินเข้ามาพร้อมกับนักท่องเที่ยวอีกคู่นึง นั่งมองตาแป๋วเลย

คาดว่ามีอาหารขายด้านนอกท่าเรือ ให้พวกออกไปซื้อมา ก็ได้กาแฟและขนมปังประทังชีพไป

สักพัก คนก็เข้ามาอยู่ในนี้กันจนเต็มห้อง เพราะข้างนอกหนาวมากๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทุกคนก็อยู่กันเงียบๆ เรามองออกไปด้านนอน เห็นนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยมากันแล้ว รถทัวร์ก็มาส่งลูกทัวร์ เริ่มต่อแถวเพื่อขึ้นเรือ (แต่เรือยังไม่เปิดให้ขึ้น) แถวเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ พอเค้าเปิดให้ขึ้นเรือ พวกเราก็เลยชวนกันเดินออกไปต่อแถวบ้าง ตอนเดินออกไป ก็ยังเห็นบางคนเพิ่งมา คือในใบจองเรือ ระบุว่าให้เราเอาตั๋วมาแลกไว้ก่อนล่วงหน้า หรือมาให้ถึงก่อนเรือออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง คือตามเวลา เรือจะออก 7.00 น. เราต้องมาถึงก่อน 6.00 น. เพื่อแลกตั๋ว แต่อันที่จริงเราก็ยังเห็นคนแลกตั๋วได้ตลอดเลยจนถึงเวลาขึ้นเรือ คือพวกเรามาถึงไวมากๆ มาถึง 05.25

มีเรือมาจอดหลายลำเลยเช้านี้

เราจะไปลำนี้แหละ แต่ยังไม่เปิดให้ขึ้นเรือ

ชวนกันไปต่อแถวขึ้นเรือดีกว่า ข้างนอกหนาวและลมก็แรง

บรรยากาศยามเช้า ยังไม่สว่างดี

คือแถวยาวไปไหน ยาวขนาดนี้เลย

แถมยังถูกทำร้ายด้วยเจ้าควันจากเครื่องยนต์เรืออีก ปิดจมูกกันเป็นแถว เหม็นเจงเจง

พวกเราขึ้นเรือได้ก็เอากระเป๋าวางไว้ตรงที่สำหรับไว้กระเป๋าเดินทาง เดินไปนั่งตามที่นั่งในตั๋ว มีอาหารขายในเรือเหมือนกัน

กระจกเรือก็ช่างขุ่นมัว ภาพเรือด้านนอกก็เลยได้มาแบบมัวๆ

แต่ๆๆ คือ ภาพยืนชิวรับลมบนดาดฟ้าเรือ ผมปลิวสยาย มีน้ำทะเลสีฟ้าตัดกับเรือสีขาว มุ่งหน้าสู่เกาะซานโตรินี่ คือสิ่งที่คิดไว้ แต่ความเป็นจริงก็คือ เค้าไม่ให้เดินออกจากตัวเรือ ฝนกระหน่ำ คลื่นลมแรง เรือโคลงไปมา ผู้หญิงคนนึงกำลังดมน้ำมันเขียวตราดอกกรรณิการ์ ท่ามกลางเสียงอ้วกจากคนรอบข้าง และเสียงอ้วกของตัวเราเอง โดยมีลุงเจ้าหน้าที่ยืนยิ้มแจกถุงอ้วกทำหน้าสะใจ

อีกอย่างที่เคืองมากๆ คือ ระหว่างเบาะนั่งจะมีราวเหล็กกั้นอยู่ ทำให้เวลาเราเมาเรือขีดสุด และผ่านการอ้วกไปแล้ว อยากจะเอียงตัวลงนอน มานไม่สามารถนอนได้ ต้องนอนแบบหมิ่นๆ เสี่ยงต่อการตกขอบเก้าอี้ ทรมานไปอีก อันนี้จะเรียกว่าถุงช่วยชีวิตก็ได้ อ้วกเสร็จพับปากถุงใส่ไว้หน้าเบาะ มีบริการเก็บถุงเก่าที่ใช้แล้วและเปลี่ยนเอาถุงใหม่มาไว้สำหรับการอ้วกครั้งต่อไป

อ้วกไปประมาณ 2 รอบ หมดแรง อันนี้แนะนำเลยว่า ใครจะขึ้นเรือเร็ว ให้กิน dimenhydrinate หรือยาแก้เมานั่นแหละ กิน 1 เม็ดก่อนขึ้นเรือประมาณ 1/2 ชั่วโมงเด้อ แบบว่าขึ้นไปปุ๊บ หลับปั๊บ คุณจะรอด

เรือแวะที่เกาะ Mykonos เพื่อให้นักทองเที่ยวบางส่วนลง และรับนักท่องเที่ยวที่จะไปซานโตรินี่ เวลาที่เขียนไว้ในตั๋วที่จองมาคือเรือจะไปถึงเกาะซานโตรินี่ 11.55 (เรือออก 7.00 น.) แต่ปรากฎว่าเรือเลทกว่าจะไปถึงถึงก็เที่ยงกว่าๆ แล้ว ถึงแล้วก็ลงจากเรือกัน ละจะไปทางไหนดี ของพิจารณาแป้ป

ตรงนี้คนเยอะมาก อยู่อีกฝั่ง น่าจะออกไปยังสถานีรถบัสหรือเปล่านะ

สุดท้ายก็เดินตามคนมาฝั่งนี้ ตามคนมาเรื่อยๆ

พวกเรานัดให้รถของโรงแรมมารับที่ท่าเรือ อันที่จริงเราสามารถเข้าเมืองได้โดยรถบัส แต่ด้วยว่ามีกระเป๋าด้วย service ของโรงแรมเขาคิดคนละ 5 ยูโร ในการมารับเราที่ท่าเรือไปยังโรงแรม ก็เลยส่งข้อความถึงโรงแรมให้มารับเราตามเวลาที่เรือมาถึง ดังนั้นก็หายห่วงเรื่องว่าจะไปโรงแรมยังไง ตอนนี้มาถึงทางออกละ ก็มองหาป้ายสิ โรงแรมบอกว่า เค้าจะถือป้ายชื่อโรงแรมรอเรา แต่ว่า ป้ายเยอะมาก คนมารอรับกันเยอะสุดๆ และป้ายทุกป้าย ขนาด A4

ทุกคนต่างก็พยายามหาโรงแรมของตัวเอง สนุกดีเหมือนกันแฮะ อยากเสนอแนะให้เขาทำป้ายขนาดใหญ่ๆ จัง

พวกเราใช้เวลามองหาสักแป้ปก็เจอคุณพี่ที่มารอพวกเรา พอไปถึงก็แจ้งชื่อ เค้าบอกว่า รอแป้ปนึง น่าจะต้องรอคนอื่นด้วย

แต่ปรากฎว่าสักพัก เขาก็มาถามเราว่า เราชื่อนี้ใช้ป่าว คือ มีชื่อเรา 2 ชื่อ คนที่รอรับอีกคนก็คือชื่อเราอีก 555 ก็เลยขำกัน

แล้วเขาก็บอกว่า Welcome to Santorini พาพวกเราไปยังรถตู้ที่เตรียมรอไว้ เค้าช่วยเราลากกระเป๋าด้วย

นี้เป็นเรือที่พาเรามา ขอบคุณและสวัสดีค่ะ

ถึงโรงแรมแล้ว อยู่ใกล้เมืองมาก รถเข้าซอยไปจนถึงหน้าโรงแรมไม่ได้ ต้องลงหน้าปากซอย แล้วเดินเข้าไป

ก่อนเข้าห้อง เขาจะมีบรีฟให้ก่อน มีทัวร์แนะนำ โน่นนี่นั่น พวกเราก็ฟังข้อมูลก่อนแต่ยังไม่ได้จองทัวร์กับโรงแรม เสร็จแล้วก็ check in เข้าห้อง

ห้องพวกเราอยู่ชั้น 1 และชั้น 2 ตำแหน่งตรงกัน ราคาค่าห้องไม่แพงเลย

เก็บของ กินอาหารกลางวัน คือรีบฟื้นคืนชีพจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เพื่อเที่ยวต่อ หนูทำได้จ้า

เดินสำรวจเมืองซะก่อน จากโรงแรมเดินออกมา ข้ามถนน เดินไปเรื่อยๆ เมืองสูงๆ ต่ำๆ ตึกเตี้ยๆ สีขาวเป็นส่วนใหญ่

ตึกนี้เป็นมิวเซียมของที่นี่ พรุ่งนี้พวกเราจะมาเข้ากัน อ้อ แต่มิวเซียมอยู่ด้านซ้าย ภาพยาวไม่พอ 555

ตึกนี้ค่ะ ที่เป็นมิวเซียมจริงๆ

บรรยากาศของร้านอาหารและนักท่องเที่ยว

ร้านขายของที่ระลึกเรียงรายตามทาง เป็นเมืองนักท่องเที่ยวจริงๆ

เดินมาจนถึงตรงนี้ เราสามารถมองเห็นทะเลได้ ภาพทะเล ตัดกับภูเขาและบ้านเรือนสีขาวบนเขา ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมและร้านอาหาร

คุณลุงขายของใกล้ๆ แถวนั้น

บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็ดื่มด่ำ

รูปคู่ก็มี

เจอร้านไอติม น่ากินมากๆ จัดมาคนละ 1 โคน

ดูเหมือนมีคนแอบมอง แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ

เหมือนที่เห็นในรูปภาพโปสการ์ดต่างๆ เลยค่ะ แต่นี่ เรามาเดินอยู่จริง สวยงามมาก สมเป็นเมืองตากอากาศ สำรวจร้านค้าและวิวทิวทัศน์ต่อ

อย่างที่บอกว่าเมืองของเค้าสูงๆ ต่ำๆ ทางเดินก็เช่นกัน ลงบันได ขึ้นบันได สลับไปมา

เหนื่อยก็นั่งพัก แดดตอนนั้นเป็นแดดยามบ่าย แดดจ้าท้าฝ้ามากมาย

อย่างที่รู้ว่าจุดตายของเราคือการเดินขึ้นบันได ตอนแรกก็เดินด้วยกันดีๆ ตอนหลังรั้งท้ายได้ยังไงก็ไม่รู้

น้องคนนี้กำลังทาสีอย่างขมักเขม้น หวาดเสียวแต้ๆ

จะไปโบสถ์นั้นกันค่ะ

สำรวจเมืองเมืองและร้านค้าต่อ

มีร้านนึง เค้าจัดไว้แบบนี้ ทาสแมวก็เข้าไปนั่ง และลูบแมว

ร้านยาบ้านเค้า นักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะมาก เค้ารับสมัครเภสัชกรเพิ่มไหมนะ^^

พวกเราแวะมาดูเวลารถบัสไปเมืองเอีย ดูว่ารถมีเที่ยวกี่โมง พอจะมีเวลาไปดูโบสถ์โดมสีฟ้าอีกที่นึงไหม คำนวณเวลาแล้วว่าควรมารอรถกี่โมง จากนั้นก็เดินอีก

ตรงนี้เจอระหว่างทาง แต่ไม่ใช่เป้าหมาย

ร้านนี้ให้เช่ารถ หลายๆ คนมาเที่ยวที่นี่จะเช่ารถขับกัน แต่พวกเราขอบาย

เดินเอา

มาเจอตรงนี้ก่อน สวยไปอีก

เดินขึ้นเขา (อีกแล้ว)

คั่นรายการสายตาด้วยแมว

โดมสีฟ้าตรงนู้นนน อยู่นู่นนน ที่เป็นเป้าหมายของเรา

วิวฝั่งซ้ายมือ และฝั่งขวามือ ตรงไหนก็สวยไปหมด

ในที่สุด ก็มาถึง

อีกภาพ หายากดีนัก

เดินจนเหนื่อยแล้วก็หารถบัสไปเมืองเอีย เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกดิน เดินหลงไปมา ถามทางไป Bus station สุดท้ายก็หากันจนเจอ ทางผ่านมีโบสถ์นี้ ทรงเดียวกันหมดเลยโดมสีฟ้า

ตอนแรกนั่งผิดฝั่ง มานั่งตรงป้ายรถเมล์นี้ พวกก็ไปซื้อกาแฟ ซื้อน้ำมากิน

มีคุณลุงใจดีมาบอกว่า ต้องมาอยู่ฝั่งนี้ เดชะบุญจริงๆ ไม่งั้นได้กลับเข้าเมืองแทนที่จะได้ไปเมืองเอีย

พอรถบัสมาถึง เค้าไม่ให้เอาน้ำแบบถือเป็นคัพขึ้นมากินบนรถ เลยต้องทิ้งไป ขึ้นรถแล้วก็จ่ายเงินบนรถได้เลยค่ารถ 4 คน 7.2 ยูโร มาถึงละ สุดสาย

พวกไปเข้าห้องน้ำ เลยไปดูตารางรถขากลับ กันเหนียว

พร้อมแล้วก็เดินเข้าไปด้านใน ตามคนไปเรื่อยๆ

เขากำลังแอ็คท่าถ่ายรูป นี่ก็ตาดีแท้

ข้างๆ จะมีร้านขายสินค้า แบบชิคๆ

เดินต่อไปเรื่อยๆ

มาจนถึงที่คนอยู่เยอะๆ คือพวกเค้าคงมากันก่อนพวกเรานานพอสมควร ดังนั้นจึงแทบไม่มีที่แทรกตัวเข้าไปอยู่แนวหน้า

มีอีกมุมหนึ่ง ที่แปลกตาไม่แพ้กัน

เราดั้นด้นไปกันเพื่อดูวิวพระอาทิตย์ตกดินที่เขาว่ากันว่าสวยที่สุดในโลก มาถึงหมู่บ้านเอียก็ต้องฝ่าดงนักท่องเที่ยวแสนล้านที่มาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

อย่างไรก็ตามภาพที่เห็นก็อยู่เป็นภาพที่ตราตรึงใจไปแล้ว สวยจริงๆ จังหวะที่พระอาทิตย์จะลับเมฆไป นักท่องเที่ยวก็จะตบมือและบ๊ายบาย

ขากลับพวกเรากลับทางเดิม ผ่านร้านค้าอีกเช่นเคย

ออกมาขึ้นรถบัสที่เดิมที่เราลง จ่ายค่ารถเท่าเดิม กลับมาลงที่สถานีรถบัสที่ไม่ไกลเลยจากโรงแรมที่เราพัก หาอาหารจีนกินกันเช่นเคย อิ่มหนำแล้วก็เดินกลับโรงแรม แวะซื้อผลไม้ร้านของชำหน้าปากซอย แล้วก็กลับไปพักผ่อนกัน

อ้อ โรงแรมเขามีไวน์ขาวบริการให้ด้วยนะคะ จำนวน 1 เหยือก บอกเลยว่า อร่อยมาก

เครดิตรูปภาพ ซัน กิตติ วรพจน์ และตัวเราเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (1)

สวย บรรยากาศดีค่ะ