สำนวนขนมพอสมน้ำยา บางทีก็ใช้ว่าขนมผสมน้ำยา มีความหมายว่า พอดีกัน จะว่าข้างไหนดีกว่ากันไม่ได้
ขนมคือขนมจีนซึ่งโดยปกติใช้กินกับน้ำยาหรือน้ำพริกหรือแกงเผ็ด ขนมจีนน้ำยาเป็นอาหารไทยยอดนิยมอย่างหนึ่งมาแต่โบราณ ขนมจีนน้ำยาจะอร่อยต้องมีปริมาณขนมจีนและน้ำยาเหมาะสมกัน
ขนมจีนไม่ใช่อาหารจีน หากแต่เป็นอาหารมอญ คำว่า " ขนมจีน" มาจากภาษามอญว่า "ขฺนํจิน" ออกเสียงว่า คะ- นอม-จิน คำว่า"คะนอม"มีความหมายอย่างหนึ่งว่าเส้นขนมจีน คำว่า"จิน" มีความหมายว่า"สุก"
คำว่า "ขนมจีน" หรือ "หนมจีน"พบในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกินเลี้ยง คราวที่เจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่พระพันวษา ความว่า
ถึงวังยับยั้งศาลาชัย
วิเสทในยกโภชนามา
เลี้ยงเป็นเหล่าเหล่าลาวคอยชี้
ข้าวเหนียวหักหลังดีไม่เมื่อยขา
แจ่วห้าแจ่วหกยกออกมา
ทั้งน้ำยาปลาคลุกหนมจีนพลัน..
แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นขนมแต่ขนมจีนจัดเป็นอาหารคาวชนิดหนึ่ง จัดเป็นอาหารเส้นกินคู่กับน้ำยา น้ำพริก แกงเขียวหวาน แกงไก่ แกงไตปลาในแบบอาหารใต้ น้ำเงี้ยวในแบบอาหารเหนือ หรือน้ำยาในแบบอาหารอีสานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็กล่าวถึงที่มาของขนมจีนไว้ว่า ขนมจีนเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวมอญ ซึ่งชาวมอญจะคุ้นเคยกันในชื่อ"คนอมจิน" "คนอม"หมายถึงกริยาจับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่วน "จิน"แปลว่านำไปทำให้สุกโดยการต้ม จึงสันนิษฐานว่าขนมจีนน่าจะเป็นอาหารที่มอญนิยมรับประทานและด้วยความอร่อยของขนมจีนต่อมาก็อาจจะแพร่ขยายไปยังประเทศต่างๆในละแวกใกล้เคียง จนเป็นที่รู้จักและอาจจะเรียกชื่อเพี้ยนต่อๆกันมานั่นเอง เฉพาะในประเทศเราก็เรียกขนมจีนแตกต่างกันออกไป ภาคกลางเรียกขนมจีน ภาคเหนือเรียกขนมเส้น ภาคอีสานเรียกข้าวปุ้น
ไม่ว่าขนมจีนจะอยู่ในชื่ออะไรก็เป็นอาหารเส้นจานโปรดของคนทุกยุคทุกสมัยยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน น้ำยาที่รับประทานคู่กับขนมจีนมีหลายชนิด มีทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำยาแบบอีสาน น้ำยาปู และจะให้อร่อยปริมาณของขนมจีนและน้ำยาต้องพอเหมาะพอดีกัน เช่นดังสำนวน "ขนมพอสมน้ำยา"
(ขอบคุณภาพจากอินเทอเน็ต)













