ผมใคร่ครวญการบริหารจัดการในโรงเรียนขนาดเล็ก..ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทบทวนภารกิจ ประมวลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเมินประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนประสิทธิผลที่เกิดขึ้นในแต่ละปีการศึกษา
ข้อค้นพบอย่างหนึ่ง..ที่เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ ก็คือ..ผมทำงานหนักเกินไป..ภายใต้ข้อจำกัด ผมอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็น่าจะอยู่ได้ อย่างสุขสบายและไร้กังวล
อะไรเป็นตัวผลักดัน ให้ผมสามารถขับเคลื่อนได้ตลอดเวลา พัฒนาและแก้ปัญหาอย่างไม่หยุดยั้ง ณ โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้
ผมพยายามหาเหตุและผล..ที่สู้ทนอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ จะเป็นไปได้หรือไม่? ที่ผมมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน..
ผมหาความหมายของคำว่า”ทัศนคติ” (Attitude) โดยภาพรวมหมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกของบุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อมอันมีแนวโน้มที่จะให้บุคคลแสดงปฏิกริยา และกระทำต่อสิ่งนั้น ๆ ในทางสนับสนุนหรือปฏิเสธ
ทัศนคติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การที่จะรู้ถึงทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ต้องใช้การแปลความหมายของการแสดงออก... ...
ผมแสดงออกอย่างเต็มที่..แม้ไม่มีดีกรีทางด้านบริหาร แต่ผมมีความรู้ด้านการเรียนการสอน ผมจึงจัดการได้เต็มเวลาและเต็มความสามารถ
ความรู้ทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร วิธีสอนและการประเมินผล ทำให้ผมเป็นทั้งผู้สนับสนุนและผู้ช่วยครู..กอบกู้วิกฤติให้เป็นโอกาส
เพราะผมเชื่อว่า..ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องเป็นผู้นำด้านการเรียนการสอน ทำงาน”วิชาการ”เป็นงานหลัก และทำในลักษณะบูรณาการที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับงานอื่น
การลงมือทำหรือการปฏิบัติในแหล่งเรียนรู้ ควบคู่ไปกับครูและนักเรียน จึงเป็นหัวใจสำคัญ..และนี่คือมุมมองของผม ที่ได้แสดงออกในโรงเรียนทุกวัน..
จึงทำให้ลดปัญหา”เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้” ไม่ต้องเป็นภาระของต้นสังกัด..สอบวัดและประเมินได้ผลเป็นที่น่าพอใจ..ในทุกเครื่องมือ
ผมมีความเข้าใจในบริบทของโรงเรียน..ลำพังห้องเรียนเพียงอย่างเดียว มิอาจสร้าง”คุณลักษณะที่พึงประสงค์”ให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก โรงเรียนขนาดเล็กต้องมีความหลากหลาย..
ผมหมายถึงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน..ที่ทำได้โดยไม่ต้องอ้างถึงจำนวนครูที่มีน้อย แต่ทำอย่างไร?จึงจะดึงศักยภาพครูออกมาและหาวิธีการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้เรียน..มิใช่ปล่อยให้เขาเป็นเด็กด้อยโอกาส
ผมเข้าใจในนโยบายและความต้องการของภาครัฐเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสพฐ.และ ศธ. ..ในขณะที่ทุกฝ่ายทำงานตามแผนอย่างเต็มที่ แต่ท้ายที่สุด..ไม่มีสิ่งใดให้คาดหวัง..นอกจากการพึ่งตนเอง..เป็นวิธีการที่ดีที่สุด
จากประสบการณ์ที่อยู่นานและจากความรู้ความเข้าใจของผม ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า..ต้องเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้โรงเรียนขนาดเล็ก ทำไรได้ต้องรีบทำ
ผมเลือกโรงเรียนไม่ได้..แต่ผมก็สามารถตัดสินใจเป็นครูที่ดีได้..และให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กในหมู่บ้านที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน
ผมอยากเห็นความเท่าเทียม(หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง.)ในประสบการณ์ที่เด็กควรจะได้รับจากโรงเรียนเล็กๆ..ที่ไม่ควรจะด้อยไปกว่าโรงเรียนดีมีคุณภาพประจำตำบล..
เมื่อมันไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ต้องเกิดมาในท้องถิ่นห่างไกล แต่มันเป็นโลกทัศน์ใหม่ในทางการศึกษา..ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหล่อหลอมเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดีและมีความรู้
เพราะว่าโรงเรียน..ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องมีครู มีแหล่งเรียนรู้อันเป็นที่มาของการจัดหลักสูตรและประสบการณ์
ทัศนคติ..ที่ผมยังเชื่อว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ ให้โรงเรียนขนาดเล็กก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม สำหรับผมไม่จำเป็นต้องปรับทัศนคติแต่อย่างใด เพราะทัศนคติคือทุกสิ่งทุกอย่าง...อยู่แล้ว
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๓ เมษายน ๒๕๖๒