ผมคิดทบทวนถึงความหลัง แล้วมองไปข้างหน้า เห็นท้องฟ้าสีเหลืองเรืองรอง..ในแบบของคนที่ใกล้ชรา อีกไม่ถึง ๕ ปีก็จะเกษียณ..รวบรวมเงินสดเท่าที่มีอยู่ไม่รู้ว่าจะซื้อได้ไหม? เพราะที่ดินสมัยนี้ที่ไหนๆก็แพงมากมาย..

        “..ถ้าเรามีความตั้งใจในเรื่องใด..จะมีพลังให้สิ่งเหล่านั้นเคลื่อนเข้าหาเรา..”

    ผมเชื่อมั่นในถ้อยคำนี้มาโดยตลอด อาจจะเรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจในส่วนลึกก็ว่าได้ บางครั้งก็ลืมนึกไปบ้าง แต่มันก็ยังคงอยู่และฝังตัวลึกอยู่ในความทรงจำ...

        ผมกำลังจะพูดถึงเรื่อง”ที่ดิน” เมื่อราว ๒๐ ปีที่ผมมีโอกาสถือครองโดยบังเอิญ ที่ต้องใช้คำว่าบังเอิญเพราะในเวลานั้น ผมปฏิบัติในเรื่อง”พอเพียง”มากกว่าการศึกษาในทางทฤษฎีเสียอีก..

        พอเพียงตามสภาพและทำได้อย่างแนบเนียน ตอนนั้นเงินเดือนน้อย ต้องประหยัดและอดออม..พอเก็บเงินได้ พี่สาวชวนไปซื้อที่นาที่ อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์  

        ผมตัดสินใจซื้อเพราะยังไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และราคาก็ยังไม่แพงมาก ผมซื้อที่นา ๑ แปลงจำนวน ๕ ไร่ พี่สาวซื้อ ๒๐ ไร่ อยู่ใกล้กันและอยู่ติดคลองชลประทาน

        จากนั้น..ไม่กี่ปีต่อมา ก็เข้าสู่ยุคฟองสบู่แตก..พี่สาวลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ เดินทางไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ผมอยู่เฝ้าที่นาห่างๆอย่างห่วงๆ

        กาญจนบุรีกับศรีขรภูมิ..ไกลกันเหลือเกิน เดินทางไปปีละครั้งก็ยังรู้สึกยากเย็น แต่ที่ยิ่งยากกว่านั้นก็คือ พี่สาวจะขายที่นาให้ผมเพื่อเป็นทุนในการใช้ชีวิตที่เมืองนอก..

        จำได้อย่างชัดเจน..ด้วยความที่เป็นพี่เป็นน้อง พี่ก็รู้ว่าน้องไม่มีเงินสด แต่น้องก็อยากช่วยพี่..จึงจำเป็นต้องขอผ่อนเป็นงวดๆ ทุกเดือน ตั้งแต่เดือนละ ๒ หมื่นไปจนถึงเดือนละ ๔ หมื่น...ชื่นมื่นในหัวใจกันเลยทีเดียว

        บังเอิญใจสู้และไม่ท้อถอย..มีวินัยการเงินการคลัง ไม่นานที่นา ๒๐ ไร่ ผมก็ได้โฉนดมาไว้ครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย..

        จากนั้น..ไม่กี่ปีต่อมาอีกเหมือนกัน ผมอยากขายที่ดินทั้งหมด ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะเก็บไว้เลย เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ได้สร้างคุณูปการต่อชีวิต..เป็นมลพิษต่อจิตใจผมมาก..  

        ที่นาของพี่สาวที่ผมซื้อไว้..มีสระน้ำที่มีน้ำตลอดปี มีต้นมะม่วง ต้นยูคาและป่ารกๆ ที่นาของผมเป็นนาโล่งๆ คันนาค่อนข้างใหญ่ มีต้นมะม่วงหิมพานต์หลายสิบต้น ผมไม่เคยกินเม็ดมะม่วงของผม..ยกให้เป็นอาหารของนกกาและชาวบ้านแถวนั้น

        ในรอบ ๒๐ ปีผมเคยให้ชาวบ้านเช่าทำนา ๒ ครั้ง ผมบอกไม่ให้เขาใส่ปุ๋ยเคมี แต่เขาไม่เชื่อฟัง..แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ที่ต้องยกเลิกการเช่าไปก็เพราะคนที่เช่าบอกว่า..น้ำท่วมนา..ปีต่อมาแล้งจัด..ไม่ได้ผลผลิตแต่อย่างใด..ผมก็เชื่อเขา แต่ไม่ให้เช่าอีกแล้ว 

         พอปล่อยให้เป็นป่า...๒ ปีจะได้ไปดูนาสักครั้ง ผมได้พบไม้ยืนต้นใหญ่มาก ต้นมะม่วงเติบโต ต้นยูคาสูงใหญ่ ป่าในที่นาเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิด..

        ลูกชายเคยดูที่นาของผมทางอินเตอร์เน็ต เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียมพบว่า ที่นาเป็นพื้นที่สีดำๆ แปลงรอบๆมีสีขาวเต็มไปหมด ลูกบอกว่าสีดำของผืนนาหมายถึงสภาพสมบูรณ์เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปน..

        ผมหยุดคิดเรื่องขายที่นามากว่า ๕ ปีแล้ว..คิดไปก็เหนื่อยเปล่า..คนในบ้านไม่เคยเห็นด้วยกับแนวคิดของผมเลย...แล้วผมคิดอย่างไร?

        คือถ้าขายนาได้ทั้งหมด เงินที่ได้มาจะซื้อที่ดินแถวเลาขวัญได้ประมาณ ๕ ไร่..แต่เป็น ๕ ไร่ใกล้บ้าน..ที่เห็นทุกวัน ได้ปลูกต้นไม้ ได้รดน้ำพรวนดิน เห็นการเจริญเติบโต ได้ขุดสระเลี้ยงปลา เว้นที่ไว้ทำนาสัก ๓ ไร่..”พอเพียง” ได้ตามฝันเลย

        ชีวิตครู..เรียนรู้สู้งานหนัก เว้นวรรคกันยาวๆเรื่องขายนา ยิ่งตอนนี้มีโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ท่านมีโครงการเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ อ.ศรีขรภูมิ ใกล้จะถึงแปลงนาของผมเข้าไปทุกที มีโอกาสที่ผมจะได้เข้าร่วมโครงการฯ..อาจจะมีวาสนาก็ได้..

        เมื่อไม่ขายที่นา ก็มีเวลาศึกษา “ศาสตร์พระราชา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”อย่างจริงจังที่บ้านหนองผือ..แล้ววันหนึ่ง..ก็มีคนโทรมาบอกขายที่นา ๓ ไร่ กับ ๓๘๕ ตารางวา อยู่ห่างจากโรงเรียน ๔๐๐ เมตร ที่ดินติดถนนของเทศบาล...

        ผมคิดทบทวนถึงความหลัง แล้วมองไปข้างหน้า เห็นท้องฟ้าสีเหลืองเรืองรอง..ในแบบของคนที่ใกล้ชรา อีกไม่ถึง ๕ ปีก็จะเกษียณ..รวบรวมเงินสดเท่าที่มีอยู่ไม่รู้ว่าจะซื้อได้ไหม? เพราะที่ดินสมัยนี้ที่ไหนๆก็แพงมากมาย..

        พอคนขายบอกว่า..ขายให้ครูแบบที่ครูไม่ต้องต่อราคาเลยนะ..๖๐๐,๐๐๐ บาท พลังแห่งแรงดึงดูด..ทำให้ตัดสินใจในทันที พรุ่งนี้นัดโอนและจ่ายเงิน..เพื่อเดินสู่ฝันที่เป็นจริง...เสียที

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๗  เมษายน  ๒๕๖๒