๙๒๒. ห้องเรียนอนุบาล...ในวันครอบครัว

เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน นับจากวันแห่งครอบครัวไปจนถึงวันเปิดเทอม..เชื่อมั่นว่าห้องเรียนอนุบาลทั้งสองห้องต้องเสร็จอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งกำลังใจให้ผมทำงานต่อได้ในตอนบ่าย..งานที่จะทำให้แล้วเสร็จในช่วงปิดเทอม ผมขอทำให้เสร็จในวันนี้..

            ผมตื่นเช้าเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “วันแห่งครอบครัว” ความรู้สึกที่ไม่เหงาเป็นปกติ เพราะต้องเข้าไปในสวน เพื่อขุดดินมาใส่กระถางปลูกต้นไม้สำหรับการจัดสวนหย่อมเล็กๆตรงหน้าบ้าน....

  ลูกชายทั้งสองมีหน้าที่ที่ต้องไปทำ คงไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้พ่อกับแม่อยู่บ้านสักพัก แล้วค่อยไปโรงเรียน ส่วนลูกคนโตไปเตรียมเก็บข้าวเก็บของเพื่อขนย้าย ตามคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติงานที่บ้านหนองผือ ส่วนคนเล็กไปแสดงงานโขนที่สยามพารากอน

    ลูกๆมีงานการศึกษาตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ..ครอบครัวก็ยังเป็นครอบครัวที่ยังเข้าใจและสื่อสารถึงกันได้..ขอเพียงทุกคนอย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์

      ผมมองดูข้อความในไลน์แว็บนึง ก่อนที่จะดูซ้ำอีกครั้ง จากคนบ้านไกลที่อยู่ถึงต่างแดน “คุณวิกกี้” คุณแม่ของแอนฟิลด์นักเรียนชั้นอนุบาล ๒

          “คุณครูช่วยแวะไปรับเงินที่คุณพ่อด้วยค่ะ ตอนสายๆคุณพ่อจะเข้ากรุงเทพ”  คุณพ่อหมายถึงคุณตาของแอนฟิลด์นั่นเอง

          “สักสิบโมงได้ไหมครับ” ผมยังไม่ได้อาบน้ำและทานข้าวก็เลยต้องเผื่อเวลาไว้นิดหน่อย

          “ได้ค่ะ”  คุณวิกกี้ตอบกลับมา เธอทำงานที่อังกฤษ ผมพบเธอครั้งเดียวเมื่อวันประชุมผู้ปกครองเมื่อต้นปี ๒๕๖๑ จึงยังไม่ค่อยจะสนิทสักเท่าไร ผมคุยกับคุณพ่อคุณวิกกี้ว่าห้องเรียนอนุบาลเริ่มจะแออัดแล้ว อยากจะขยับขยาย หากมีใครสักคนมาให้ความอนุเคราะห์ในเรื่องนี้

          คุณวิกกี้จึงทราบเรื่องนี้จากคุณพ่อ และไลน์ถามผมว่าใช้เงินสักเท่าไหร่ในการก่อสร้าง ผมตอบไปว่า..ถ้าเป็นอาคารเรียนแล้วแยกสองห้อง ต้องใช้งบถึงแสนห้าถึงสองแสนบาท คงต้องดูงบก่อนถ้าไม่ถึงหนึ่งแสนบาท คงสร้างได้แค่ห้องเดียว

          คุณวิกกี้ส่งข่าวให้ผมทราบมาหลายวันแล้วว่า มีผู้ร่วมทำบุญเพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง ได้เงินรวมทั้งสิ้นหกหมื่นบาท ผมคิดในใจไว้แล้ว หากโรงเรียนสมทบไปอีกสามหมื่นบาท ก็จะได้ห้องเรียนอนุบาลหนึ่งห้องอย่างแน่นอน...

        สิบโมงผมรับเงินจากคุณตาเป็นแบ๊งค์พันปึกใหญ่มัดด้วยหนังยาง คุณตาถามผมว่าได้ช่างก่อสร้างหรือยัง ผมก็เลยบอกท่านว่านัดช่างไว้สิบโมงครึ่ง..ท่านยังเป็นห่วงด้วยว่า..ถ้าเงินยังไม่พอสร้าง ผอ.เก็บไว้ก่อนก็ได้

          สิบโมงครึ่งช่างมาตามนัดพอดี คุยกันอีกครั้งเป็นรอบที่สอง รอบนี้ผมมั่นใจเพราะมีเงินอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย ผมจึงหารือกับช่างว่าโรงเรียนจะออกเพิ่มอีกสามหมื่น พอจะสร้างห้องเรียนกว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตรได้ไหม?

          ช่างหยิบเอกสารที่ประมาณการไว้มาให้ผมดู เฉพาะค่าวัสดุหนึ่งแสนบาท ค่าแรงช่างแบบเกรงใจที่สุดแล้ว ตามตัวเลขที่เห็นก็สามหมื่นหกพันบาท..

          ช่างผู้รับเหมายังบอกด้วยว่า..เขาไม่ได้เอากำไรอะไรมากมายเลย เพราะเห็นว่าลูกชายของเขาได้ย้ายมาเรียนกับผมและกำลังจะเรียนดีขึ้นเป็นลำดับ...

          ช่างกลับไปแล้ว..ผมเก็บเงินใส่ตู้อย่างเลื่อนลอย แล้วเดินเลียบไปทางหลังห้องอนุบาลเพื่อดูผืนดินที่เตรียมไว้ ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย เป็นเรื่องที่ท้าทายให้ต้องคิด..

          จากที่เคยคิดว่าจะสร้างอาคารหลังเล็กๆ เปลี่ยนใจมาเป็นห้องเรียนเพียงห้องเดียว แต่ก็ยังสร้างไม่ได้เลย..ผมเฝ้าถามตัวเองว่าจะขวนขวายไปเพื่ออะไร?

          คำตอบเดิมๆกับภาพเก่าๆ ที่เห็นเด็กเกือบสามสิบคน ในอาคารเรียนรวมแคบๆ มันดูใจร้ายใจดำกับครูและนักเรียนเกินไป..ผมใกล้เกษียณแล้ว..สู้อีกสักครั้งจะเป็นไร...?

          ก็ต้องคิดเพื่อประโยชน์ของการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่ง หากสร้างได้จริง อาคารหลังเดิมจะเป็นที่เรียนดนตรีทั้งไทยและสากลแบบที่เป็นเอกเทศ..

          ผมเดินเรื่อยๆไปที่ “อาคารออมสิน” แล้วก็ตัดสินใจในวินาทีนั้นเลย ขอใช้พื้นที่ใต้อาคารราว ๔๐ % จะได้สองห้องพอดี กว้างยาวของห้องก็ได้มาตรฐาน คือ ๔ คูณ ๖ เมตร แถมพื้นที่ดูกว้างขวาง ปูกระเบื้องสะอาดตา ร่มรื่น อากาศถ่ายเทและมีบริเวณให้เด็กๆได้วิ่งเล่น..

          พอโอกาสเปิดกว้างขึ้น ผมก็เลยโทรหาช่างประจำหมู่บ้านมาช่วยออกแบบ เพื่อที่จะกั้นห้องให้ดูมิดชิด ปลอดภัย แต่ให้โปร่งและสะดวกในการจัดกิจกรรม

          ช่างคิดค่าแรงไม่แพงและให้ผมสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างได้เลย โดยจะเริ่มงานในวันพรุ่งนี้...ทำให้ผมรู้สึกใจชื้น ในท่ามกลางอากาศที่ร้อนมากมาย..

          เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน นับจากวันแห่งครอบครัวไปจนถึงวันเปิดเทอม..เชื่อมั่นว่าห้องเรียนอนุบาลทั้งสองห้องต้องเสร็จอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งกำลังใจให้ผมทำงานต่อได้ในตอนบ่าย..งานที่จะทำให้แล้วเสร็จในช่วงปิดเทอม ผมขอทำให้เสร็จในวันนี้..

          ผมนำโต๊ะเอ้าอี้ชุดใหม่ ไปจัดเป็นที่รับประทานอาหารกลางวันแห่งที่สองของนักเรียน และนำโต๊ะเก้าอี้ไปจัดวางในห้องสมุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนในการอ่านหนังสือ..ซึ่งก่อนหน้านี้นักเรียนต้องนั่งกับพื้น..

          เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นตามใบหน้าของผม ไหลย้อยผ่านแก้มไปจนถึงต้นคอ ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ผมกลับรู้สึกชื่นเย็นจับใจ ผมคิดว่าวันไหนก็ได้ถ้าเราทำดี เราก็จะมีความสุขได้ทุกวัน...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๔  เมษายน  ๒๕๖๒

เงินหกหมื่นบาท..จุดเริ่มต้นที่สำคัญ..

สถานที่ที่คิดว่าจะสร้างอาคารเรียนอนุบาล..

อาคารเรียนอนุบาล..ต่อไปจะใช้เป็นห้องดนตรี..

คุยกับช่าง...วางแผนการก่อสร้าง

บริเวณ..ที่จะใช้สร้างห้องเรียนอนุบาล

ใจบันดาลแรง..ในวันแห่งครอบครัว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

661077

เขียน

14 Apr 2019 @ 21:22
()

แก้ไข

14 Apr 2019 @ 22:18
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก