ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตโฆษกและกรรมการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ออกรายการ Sutthichai Live อธิบายวิธีคำนวณจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์ .... อยากฟังเองเชิญครับ หรือผ่านไปดูผมสรุปความเข้าใจไว้ในบันทึกนี้
ฟังจาก ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต
- สิ่งที่ท่านอธิบายต่อไปนี้ ได้คิดไว้ก่อนการเลือกตั้ง คิดไว้ตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ใช่มาคิดขึ้นภายหลัง มีเอกสารหลักฐานเก็บไว้ทั้งหมด
- สูตรการนับ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ นั้น ต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน โดยต้องพิจารณาตามลำดับดังนี้
- ส่วนที่ ๑ การคำนวณ ส.ส. ที่พึงมีก่อน โดย
- นำคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาเลือกตั้ง (เฉพาะบัตรดี จำนวน 35,532,645 ) หารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน ก่อน จะได้ 35,532,645/500 = 71,065.29 หรือก็คือ 71,065 คะแนนต่อ ส.ส. ๑ คน
- นำจำนวน 71,065 ไปหารจำนวนคะแนนที่แต่ละพรรคได้ จะได้จำนวน ส.ส. ที่พึงมี เช่น
- พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนน 8,433,137/71,065 = 118.68 คือได้ 118 คน ให้เก็บเศษ 0.68 ไว้พิจารณาต่อไป
- พรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 7,920,630/71,065 = 111.46 คือได้ 111 คน และให้เก็บเศษ 0.46 ไว้พิจารณาต่อไป
- พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนน 6,265,950/71,065 = 88.17 คือได้ 88 คน และให้เก็บเศษ 0.17 ไว้พิจารณาต่อไป
- ฯลฯ
- ส่วนที่ ๒ คำนวณว่า แต่ละพรรคจะได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ เท่าใด
- นำ ส.ส. ที่พึงมีตั้ง ลบด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ได้ จะได้จำนวน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ เช่น
- พรรคพลังประชารัฐ จะได้ 118 - 96 = 22 คือ ควรจะได้ 22 คน
- พรรคเพื่อไทย จะได้ 111 - 138 = -27 คือ ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์เลย และเนื่องจากติดลบด้วย จำนวนฐานเสียง 71,065 ต่อ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ ๑ คน ต้องไปคำนวณสัดส่วนใหม่ ...เพราะสัดส่วนเสียงต่อ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยคือ 7,920,630/138 = 57,395.87 คือ 57,395 คนต่อ ๑ ส.ส.คน ไม่ใช่ 71,065 แล้ว
- พรรคอนาคตใหม่ จะได้ 88 - 30 = 58 คือควรจะได้ 58 คน ... แต่เนื่องจากจำนวน 71,065 ต้องเปลี่ยน 58 ของพรรคนี้ และจำนวน 22 คนของพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นเพียงสัดส่วนที่จะนำไปใช้พิจารณาต่อไป
- ฯลฯ
- นำสัดส่วน ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสท์ที่ควรจะได้ของทุกพรรคที่ยื่นสมัครแบบบัญชีรายชื่อ มารวมกันทั้งหมด แล้วเทียบบัญญัติไตรยางค์ให้เหลือ 150 คน (ซึ่ง ก.ก.ต.ได้อธิบายไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง คลิกที่นี่)
- สมมติว่า รวมสัดส่วน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ของทุกพรรรคแล้วได้ 177 คน (ผมประมาณจาก 150 + 27 เสียงที่ติดลบไปของพรรคเพื่อไทย) แต่ละพรรคจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์ เท่ากับ สัดส่วนที่ได้ * 150/177 เช่น
- พรรคพลังประชารัฐ จะได้ 22*150/177 = 18.64 คือ ได้ 18 คน .... (เก็บเศษทศนิยม 0.64 ไว้หรือไม่????)
- พรรคอนาคตใหม่ จะได้ 58*150/177 = 49.15 คือ ได้ 49 คน ... (เก็บเศษทศนิยม 0.15 ไว้หรือไม่???)
- ฯลฯ
- นำจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคได้รวมกันทั้งหมด (ไม่นับทศนิยม) ลบออกจาก 150 จะได้จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์ที่เหลืออยู่ ที่ต้องนำไปปัดให้กับพรรคที่มีเศษทศนิยมที่ควรจะได้มากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปน้อย เช่น
- ถ้า พรรคพลังประชารัฐ 18 + อนาคตใหม่ 49 + ............. = 143 จะเหลือ ส.ส.อยู่ 150-143 = 7
- ให้นำ 7 คน นี้ ไปให้กับพรรคที่มีทศนิยม สูงสุดเรียงลำดับจากมากมาน้อย 7 พรรค ... (คำถามคือ ใช้เศษทศนิยมอันไหน????)
- สมมติว่า รวมสัดส่วน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ของทุกพรรรคแล้วได้ 177 คน (ผมประมาณจาก 150 + 27 เสียงที่ติดลบไปของพรรคเพื่อไทย) แต่ละพรรคจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์ เท่ากับ สัดส่วนที่ได้ * 150/177 เช่น
- นำ ส.ส. ที่พึงมีตั้ง ลบด้วยจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ได้ จะได้จำนวน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ เช่น
- ส่วนที่ ๑ การคำนวณ ส.ส. ที่พึงมีก่อน โดย

ความเห็นผม
- ปัญหามีเพียงจุดเดียว (คุณสุทธิชัย ไม่ได้ซักในรายละเอียด) คือ หลังจากที่เทียบบัญญัติไตรยางค์แล้ว จะเหลือ ส.ส. จำนวนหนึ่งที่ไม่ลงตัว และต้องนำไปพิจารณาว่า จะให้กับพรรคที่มี "เศษทศนิยม" ที่มากที่สุด ตามลำดับ
- คำถามคือ จะให้ "้เศษทศนิยม" อันไหน เพราะ มีเศษทศนิยมเกิดขึ้น ๒ ครั้ง คือ ตอนคำนวน ส.ส.ที่พึงมี และ ตอนคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสท์
- ที่ถูกต้องควรจะพิจารณาว่า ทศนิยมนั้น ๆ แปลกลับไปเป็นเสียงประชาชนได้อย่างไร ผมขอเสนอวิธีการคิดที่ควรจะเป็นดังนี้
- ให้พิจารณา แปลง "เศษทศนิยม" ตอนที่คำนวน ส.ส. ที่พึงมี กลับไปเป็นเสียงประชาชนก่อน เช่น
- พรรคพลังประชารัฐ จะได้ 0.68*71,065 = 48,324 เสียง
- พรรคอนาคตใหม่ จะได้ 0.17*71,065 = 12,081 เสียง
- ฯลฯ
- แล้วให้นำคะแนนเสียงนี้ไปเรียงลำดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ทุกพรรคการเมืองที่ยื่นสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
- แล้วจึงนำเอาจำนวน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์ที่เหลืออยู่ มาเติมให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดก่อน พรรคละ ๑ เสียง
- ให้พิจารณา แปลง "เศษทศนิยม" ตอนที่คำนวน ส.ส. ที่พึงมี กลับไปเป็นเสียงประชาชนก่อน เช่น
ทำแบบนี้ จะอธิบายได้อย่างใสสะอาดว่า ทุกเสียงไม่ตกน้ำ และเป็นธรรม นำเสียงส่วนใหญ่มาเป็นปัจจัยคำนวณ