ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คุณชนะคนมาเท่าไร ไม่ได้อยู่ที่โล่ ตำแหน่งหรือเงินทอง แต่อยู่ที่คุณได้แบ่งปันกับคนมาเท่าไร ได้ช่วยเหลือคน ครอบครัวและองค์กรมาเท่าไรต่างหาก...”

            เป็นหนึ่งในศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราได้ยินกันบ่อยมากตามสื่อต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะตีความแตกต่างกันไป   

   แต่แท้ที่จริง หากใครได้เข้าถึงแล้ว จะเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องของเราทุกคนที่กำลังทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดีขึ้นได้ด้วยสองมือเล็กๆของเราเอง

            ผมเคยศึกษาด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าขาดทุนคือกำไร คืออะไรกันแน่ ผ่านการปฏิบัติและบันทึกเป็นเรื่องราวต่างๆหลายครั้ง และทุกครั้งก็บอกได้อย่างชัดเจนว่าขาดทุนจริงๆ

        ขาดทุนในเชิงรูปธรรม..แต่ในส่วนลึก ความรู้สึกที่สัมผัสได้ก็ไม่เห็นว่าจะขาดทุนแต่อย่างใด..หากแต่ว่า “กำไร” มิได้วัดที่ตัวเงิน แต่วัดกันที่ความสุข..

        ผมมองว่า “ขาดทุน” คือการให้มากกว่าการรับ หรือเข้าใจได้ด้วยภาษาบ้านๆแบบว่า..ยอมๆกันบ้าง เพื่อให้บรรยากาศสงบสุข ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบและไม่มีใครเดือดร้อนจนเกินไป..

        เคยไหม? ที่เรามักจะได้ยินว่าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล..ในกรอบหรือขอบเขตของเงินเดือน..

        ได้ค่าตอบแทนมากก็ทำมาก ได้ค่าตอบแทนน้อยก็ทำน้อย..ทำมากเกินไปก็ถือว่าขาดทุน เพราะต้องมีการลงทุนลงแรง โดยจะไม่มองที่ผลกำไรขององค์กร ว่าจะมีการเจริญเติบโตมากน้อยแค่ไหน

        ผมคิดว่า..ถ้าเด็กรุ่นใหม่คิดกันแบบนี้ ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงคำว่า “ขาดทุนคือกำไร"..ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนน่าจะไปไม่รอด อ่อนแอทั้งตัวบุคคลและองค์กร

        เรื่องแบบนี้ถือเป็นทักษะชีวิต ต้องคิดวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติตั้งแต่วัยเยาว์ ลองนึกภาพตามผมก็ได้ ในโรงเรียนชนบท ครูจะให้นักเรียนเก็บกวาดใบไม้ในตอนเช้า อาจจะเหนื่อยกันบ้างเพื่อสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน..

        เด็กอีกกลุ่มหนึ่ง..มีคนดูแลและทำแทน ถึงเวลาก็เข้าเรียนได้เลย..ผมเชื่อว่าเด็กที่เก็บกวาดช่วยครู จะทำงานเป็นแก้ปัญหาเป็น รักงานและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ อันนี้คือ “กำไร” ที่เขาจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

        ข้าราชการหรือพนักงานทุกภาคส่วน ลองนำไปใช้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถึงที่ทำงานและกลับให้ตรงเวลา ในบางวันอาจถึงก่อนและกลับทีหลัง..มองดูจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ไม่คุ้มทุน แต่หากไตร่ตรองดีๆ ไม่มีอะไรต้องขาดทุนเลย

        ทำงานแต่เช้า..บรรยากาศของการทำงานก็สดใส ได้งานและประสบการณ์เพิ่ม กลับทีหลังบางทีก็ได้ช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้เพื่อนร่วมงาน กำไรเห็นๆเลย

        สำหรับอาชีพครู อันเป็นวิชาชีพอันทรงเกียรติ น่าจะเรียนรู้และเข้าใจ “ขาดทุนคือกำไร”ได้ไม่ยาก เพราะทำงานการเรียนการสอน และทำหน้าที่ส่งลูกศิษย์ให้ถึงฝั่งของความสำเร็จ..

        เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งปี..ไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว แต่ในบางช่วงเวลาก็ “ขาดทุน”อย่างเห็นได้ชัด แต่ที่สุดแล้ว..ผลสัมฤทธิ์ของชั้นเรียนและรอยยิ้มแห่งความสำเร็จของศิษย์..ประมาณค่าไม่ได้แต่รู้ได้ว่านี่คือ..กำไร..

        ปิดเทอม..โรงเรียนปิด ครูพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว จะเป็นเวรยามหรือไม่ ลองไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนดูบ้าง..เก็บกวาดใบไม้หน้าห้องเรียนที่เกิดจากพายุฤดูร้อน ด้วยใจรักและผูกพันในองค์กร ครูจะรู้สึกว่าขาดทุนที่ไม่ได้พักผ่อน แต่ครูจะมีความสุขที่ทำสิ่งดีๆให้โรงเรียนของครู

        ผมลองทำมาแล้วหลายปี แทนที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านเลย อยู่เฉยๆก็ไม่มีใครว่า เพราะผมเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน..แต่ผมก็พร้อมที่จะหมกตัวอยู่ที่โรงเรียน ร้อนก็ร้อน เหงาก็เหงา..แต่ก็ต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้..

        ด้วยการทำงานแบบพึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยวิธีการทำงานที่ฉลาด คือทำเรื่องที่ง่ายและถนัด อาทิ ซ่อมแซมแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จัดสวนและตกแต่งสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเปิดเทอมที่จะมาถึง..

        ยิ่งทำยิ่งได้ คือความสุขและความสดใสสวยงามของโรงเรียน ขาดทุนคือกำไร อย่างที่ไม่ต้องสงสัยเลย...

        ท้ายที่สุดนี้ ขอฝากไว้ ”ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คุณชนะคนมาเท่าไร ไม่ได้อยู่ที่โล่ ตำแหน่งหรือเงินทอง แต่อยู่ที่คุณได้แบ่งปันกับคนมาเท่าไร ได้ช่วยเหลือคน ครอบครัวและองค์กรมาเท่าไรต่างหาก...”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๕  เมษายน  ๒๕๖๒