ด้วยเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นมานานและเกี่ยวข้องกับพื้นที่กว้างขวาง แนทางเหล่านี้อาจจะแก้ได้ไม่ครบทุกพื้นที่ แต่อย่างน้อยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเรื่องราวของ “ขนมจีนน้ำปลากับข้าวมันวิญญาณไก่” น่าจะช่วยให้เด็กไทยรับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพดี-ขึ้นมาได้บ้าง

แม้จะมีผู้คนกร่นด่าทั่วสารทิศ มีผู้ผิดที่ต้องรับผิดชอบหลายคน แต่กรณีของขนมจีนน้ำปลากับข้าวมันวิญญาณไก่นับว่ายังมีคุณูปการต่อสังคมอยู่ไม่น้อย เมื่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างตื่นตัว หันกลับมามองสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

มหากาพย์อาหารกลางวันของนักเรียนไทย ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว รัฐบาลในสมัยนั้นผ่านร่างกฎหมายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และระบุว่าภายในปี 2555 รัฐต้องอุดหนุนงบประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดที่แต่ละท้องถิ่นได้ตั้งไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยทำได้

กระทั่งมีนักการเมืองหัวใสคนหนึ่ง เสนอว่าถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยงบอาหารกลางวันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้กระจายไปยังสถานศึกษาต่างๆ ในท้องถิ่นสิ สังคมจะได้รู้สึกว่าเป็นเงินงบประมาณที่รัฐกระจายให้ท้องถิ่น ปรากฏว่าวิธีนี้มีคนเห็นด้วย แต่ก็เพิ่มเติมว่าวิธีการใช้เงินก็ต้องเป็นไปตามระเบียบวิธีของกรมบัญชีกลาง

สรุปตั้งแต่นั้นงบประมาณจากส่วนกลางที่กระจายไปสู่ท้องถิ่นก็เพิ่มขึ้นเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ แต่ละท้องถิ่นจะได้เงินค่าอาหารกลางวันเด็กจำนวน 20 บาทต่อหัวไปบริหาร โดยนำเงินมานั่งแบ่งเป็น 2 กองหลักๆ กองแรกสำหรับโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลของอปท. ซึ่งทั่วประเทศมีประมาณ 1,900 โรงเรียน และประมาณ 20,000 ศพด. และกองที่ 2 สำหรับโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศมีประมาณ 30,000 แห่ง

อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับอาหารกลางวันในโรงเรียนก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของโครงการเด็กไทยแก้มใส โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ค้นพบว่าปัญหาในการจัดอาหารกลางวันของเด็กไทยมีมากมาย เช่น การจัดการอาหารกลางวันยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีคุณภาพสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีครัวและจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน, ผู้บริหารโรงเรียนและหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ไม่ตระหนักต่อความสำคัญด้านอาหารและโภชนาการที่ส่งผลต่อสุขภาพของนักเรียน, ขาดการบูรณาการในการวางเป้าหมายร่วมกันในการจัดทำแผนและการติดตามประเมินผลของหน่วยงานระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง, บุคลากรที่รับผิดชอบขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ไม่มีนักโภชนาการประจำในการดูแลด้านอาหารและโภชนาการในโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

นอกจากนี้ยังพบว่า รูปแบบการบริหารงบประมาณ โรงเรียนบางแห่งต้องมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร เช่น ค่าแก๊ส ค่าแม่ครัว ขณะที่โรงเรียนขยายโอกาสจะต้องเกลี่ยเงินค่าหัว 20 บาทของเด็กอนุบาลและประถมให้นักเรียนมัธยมด้วย ที่สำคัญงบประมาณโครงการอาหารกลางวันผูกขาดอยู่ที่ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้รับผิดชอบไม่สามารถจัดการหรือบริหารได้ ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่โครงการเด็กไทยแก้มใสค้นพบ โดยรวมๆ แล้วมีมากถึง 17 ด้านด้วยกัน

เหตุนี้-ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดเพราะขนมจีนน้ำปลาหรือข้าวมันวิญญาณไก่ แต่มีมานานจนสังคมไทยคุ้นชินด้วยคิดว่าคุณภาพอาหารกลางวันเด็กไทย “มีได้เท่านี้” ทั้งๆ ที่คุณภาพนั้น สามารถจัดการได้

เรื่องนี้ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในฐานะผู้เป็นต้นทางของงบประมาณ จึงคิดหาทางออกร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กไทย กินอิ่ม ได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อเติบโตและเฉลียวฉลาดสมวัย

“เป็นเรื่องน่าเศร้าว่าผลการศึกษาเป็นอันดับ 8 ของอาเซียน ชนะแค่พม่ากับลาว เกิดจากเด็กเล็กกินอาหารไม่ดี เซลล์สมองไม่เติบโต โดยทางการแพทย์ระบุเด็กอายุ 0-12 ปี อาหารที่ดีมีความสำคัญจะได้มีร่างกายแข็งแรงก็ขึ้น” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เอ่ยขึ้นด้วยเชื่อว่า งบประมาณอาหารกลางวันปีละมากกว่า 22,000 ล้านบาท หัวละ 20 บาท ถือว่าเหมาะสม ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป เพียงแต่บางโรงเรียนนำงบประมาณไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ขณะที่ตัวอย่างดีๆ ก็มีอยู่มาก

การแก้ปัญหาการจัดการอาหารกลางวันจะให้ทุกโรงเรียนได้ใช้ Thai School Lunch และขยายผลในอนาคต โดยโปรแกรม Thai school lunch นี้ ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถือว่าเป็นโปรแกรมที่จัดเมนูอาหารแบบ 4.0 ตามนโยบาย คสช. แบบใช้ได้ 2 ทาง คือเข้าไปเลือกหาเมนูอาหารในโปรแกรมและสร้างเมนูเพิ่มได้เอง นอกจากนี้จะผลักดันให้มีนักโภชนาการท้องถิ่น ให้ทุก อปท.ไปดำเนินการ เพื่อให้เด็กและคนในชมชุนได้มีอาหารที่มีคุณค่า มีสารอาหารและมีความปลอดภัย

พร้อมๆ กันนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เตรียมแนวทางการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนคุณภาพอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการของเด็กนักเรียน เพื่อติดตามการดำเนินการของทุกโรงเรียนไปใช้ระบบ Thai School Lunch จะวัดได้ว่ารายการอาหารมีสารอาหารครบมีปริมาณและจำนวนที่เป็นรูปธรรม โดยคณะทำงานติดตามก็จะเข้าไปเยี่ยมเด็กนักเรียน มีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และการมีส่วนร่วมชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการศึกษา เพื่อจะช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับเด็กได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จใน 7 วันด้วย

ขณะที่ นายสง่า ดามาพงษ์ อดีตอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. มีข้อเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องสนับสนุนระบบ Thai School Lunch ให้เกิดกับโรงเรียนในสังกัดทั้งระบบ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันกำหนดทีโออาร์ในการจัดซื้ออาหารกลางวันให้เป็นรูปธรรมและใช้เหมือนกันทั่วประเทศ พร้อมกันนั้นควรเร่งรัดให้มีนักโภชนาการเกิดขึ้น อย่างน้อย อำเภอละ 1 คน 6.เปิดโอกาสให้ครอบครัวชุมชนมามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ

ด้วยเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นมานานและเกี่ยวข้องกับพื้นที่กว้างขวาง แนทางเหล่านี้อาจจะแก้ได้ไม่ครบทุกพื้นที่ แต่อย่างน้อยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเรื่องราวของ “ขนมจีนน้ำปลากับข้าวมันวิญญาณไก่” น่าจะช่วยให้เด็กไทยรับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพดี-ขึ้นมาได้บ้าง