ตอนที่ 4 Yogyakarta day 0.5 : Merapi tour Jejumuran and Malioboro street

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อ่านไปอ่านมาเริ่มงงกันไหมว่า ทำไมมันเที่ยวกันได้เยอะขนาดนี้นะในแต่ละวัน อย่างวันนี้ ไปมา 3 ที่เที่ยวละ ยังจะไปอีกที่เหรอ แล้วกินข้าวกลางวันกันยังไง กินตอนไหน ฯลฯแหมๆๆ ก็พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 2 ครึ่งนะค้าบ วันนี้อันตุงนัดเราตี 3 ครึ่ง คือ นอนน้อยกว่าออกมาเที่ยว ว่างั้นเถอะ เวลานอนส่วนใหญ่ อยู่ในรถน่ะสิ ที่ต่อไปที่จะไปก็คือ ภูเขาไฟ เมราปี เป็น short program โดยเราเช่ารถจี๊ป และคนขับ ซึ่งอันตุงก็เป็นผู้จองให้เรา ราคาเช็คแล้วกับเวป เท่ากันเดี๊ยะ

อันตุงพาเราไปถึงสถานีรถจี๊ป และคนขับก็พร้อมแล้ว นี่ไง จี๊ปที่จะพาเราไป

อุปกรณ์สำคัญก็คือ หมวกนิรภัย กับ mask ที่เค้ามีแจกให้ ตอนแรกรับหมวกมาก็เข้าใจนะว่า เพื่อความปลอดภัย แต่มี mask มาด้วยนี่ต้องมีอะไรแน่ๆ น่าจะเป็นฝุ่นนะ (แอบคิด) แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ใส่ทั้งสองอย่างแล้วก็ประจำตำแหน่ง ตอนแรกๆ ก็ขับบนทางลาดยางดีๆ แต่รถได้เลี้ยวลงไปทางลูกรัง คือ เข้าไปทางแบบนี้แล้ว

อันนี้เป็นรถที่เขากลับมาจาก Merapi tour

แบบพอรถขับผ่านกัน เขาก็เฮ โบกมือกัน สนุกดี นั่งบนรถจิ๊ป สนุกสานกะต๊อกกะตอนกันทั่วหน้า มาทั้งฝุ่นทั้งแดด และความแข็งแรงของแขน จับไว้ดีๆ นะ เดี๋ยวกระเด็นตกลงไปจากรถ

เส้นทางก็ประมาณนี้ เหมือนทางเข้าป่าเมืองกาญจน์บ้านเราไหม

ขับผ่านตรงนี้ไป The lost world

มาถึงละค่ะ จุด stop ที่ 1

จุดหมายแรกก็คือหมู่บ้านนี้ ถึงแล้วก็ลงจากรถ แต่แหม หมวกนิรภัยนี่ช่างถอดยากจริง ใส่เดินเที่ยวซะเลย

เป็นหมู่บ้านที่ถูกภูเขาไฟทำลาย เค้าก็ทำเหมือนพิพิธภัณฑ์ มีซากข้าวของ กระดูกของสัตว์ที่ตาย และนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่เกิดเหตุ ฯลฯ ตรงนี้เป็นมุมมหาชน มาถ่ายรูปหมูกันก่อน

และก็เริ่มเดินสำรวจ มีอะไรมั่งที่นี่ น้องคนขับรถก็พยายามมาช่วยอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร ภาษาอังกฤษน้องดีมากๆ เหมือนหน้าตา (นั่น)

มีพวกข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้าน ที่เสียหายจากภูเขาไฟแสดงไว้เยอะเลย

นี่เป็นซาก stetoscope มีคนยืนมองแล้วครุ่นคิด

ใกล้ๆ ทางออก มีร้านขายของที่ระลึก พวกเราก็เดินไปชม แต่ไม่ได้ซื้ออะไร

Next stop น้องคนขับบอกว่า เราจะไปดูก้อนหินที่ชื่อว่า Alein Rock เป็นหินหนาตาคล้ายหน้าคน ถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟเมราปี ระหว่างทางเราก็ผจญกับฝุ่นและแดดเช่นเคย แต่ก็มีขวนจี๊ปสวนเรามาตลอดทาง Merapi Tour น่าจะเป็นที่ฮิตของคนที่นี่

มาถึงแล้วค่ะ ที่นี่มีรถจอดกันเรียงราย

ป่ะ ไปดูกันค่ะ

น่าจะเป็นก้อนหินก้อนนั้น (เอ๊ะ เพลงก็มา)

แอบสังเกตุว่าคนที่นี่ เวลาเค้ามาเที่ยวกัน มักจะมีเสื้อทีม

พวกเราก็มี

คือคนที่มาที่นี่ทุกคนก็จะมาถ่ายรูปกะหินก้อนนี้ น้องคนขับบอกว่า มันถูกพ่นมาจากปากปล่องภูเขาไฟเมราปีตอนที่ปะทุครั้งนั้น ดูระยะทางแล้วก็น่าจะแรงน่าดู และก้อนขนาดนี้ จะต้องมาด้วยแรงขนาดไหน ส่วนการเรียกว่าเอเลียน ร็อค น่าจะเพราะว่าก้อนหินนี่ดันบังเอิญหน้าเหมือนคน มีดวงตา จมูก ปากพร้อม

จุดนี้เป็นที่ถ่ายรูป เสียตังค์ค่ะถ้าขึ้นไปให้เค้าถ่ายให้ แต่ดูแล้วน่าจะโฟโต้ช็อปมากกว่าเพราะว่าวันนี้ มีเมฆก้อนเบ้อเร่อ บังยอดภูเขาไฟขี้อายไว้

ไม่ได้ดั่งใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง next stop ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายแล้ว เราก็ไปยังหลุมหลบภัยหรือบังเกอร์ ที่ตอนนั้นมีคนตายเพราะมีลาวาไหลเข้ามา พอเลี้ยวเข้าที่จอดรถจี๊ปที่จอดเรียงรายเช่นเคย อ้าว คันนี้ซ่อมอยู่

ทางขึ้นไปมีร้านขายของที่ระลึกด้วย แต่ก็ไม่ได้ซื้อ

เสียค่าเข้าชมด้วย ต้องซื้อตั๋วก่อนค่ะ

ที่เห็นป้าย Bunker สีส้มไกลๆ โน่น ค่ะ ต้องเดินเข้าไปอีกนิดนึกจากที่รถจอด เห็นทางลงไหมนั่น มาถึงแล้วก็ต้องลงไปดูข้างในด้วย

ด้านในมืดมากๆ

พอใจแล้วก็ออกมา แอบคิดว่า มาทำอะไร 555 แต่ก็โอเคนะ เพราะเป็นที่ประวัติศาสตร์ของคนที่นี่ ทำให้เราเห็นความพยายามของคนที่จะเอาชีวิตรอดจากธรรมชาติ

ก่อนกลับน้องคนขับพาเราไปแวะถ่ายรูป ซึ่งน่าจะเป็นแลนด์มาร์คที่ชาวรถจี๊ปจะพานักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกับเมราปี แต่วันนี้มีเมฆมาบังภูเขาไฟเมราปีขี้อาย ทำให้เราไม่เห็นอะไรเลย ได้แต่จินตนาการเอา

ออกจากจี๊ปทัวร์ก็บ่ายแก่ๆ มากแล้ว ก่อนกลับก็ถ่ายภาพร่วมกันกะสารถีหน่อยค่ะ ขับรถเก่งมาก ภาษาอังกฤษเยี่ยม

อันตุงพาเราไปกินอาหารกลางวันที่ร้าน Jejumuran เป็นร้านอาหารที่ทำทุกอย่างจากเห็ด ซึ่งเป็นร้านที่เรากะไว้ละว่าจะไปกินตามรีวิวคนอื่น โชคดีมากที่วันนี้คนไม่มาก ไม่ต้องจอง

เดินตรงเข้าไปในร้านเลยค่ะ ตรงทางเข้ามีวัตถุดิบจัดวางโชว์และจำหน่าย

นั่งโต๊ะได้ ก็ออเดอร์เลย เค้าจะมีกระดาษให้ติ๊ก และเมนูให้เลือก

ลองดูราคาค่ะ สมเหตุผล ไม่แพงเลย

ด้านข้างจะมีบ่อปลาเล็กปลาน้อย เห็นคนเอาขาไปหย่อนให้ปลามากินเท้า ซันเอาเท้าไปหย่อนบอกว่าเจ็บอ่ะแม่ ในภาพคล้ายจะกรีดร้อง

พออาหารมา ก็ล้อมวงกินค่ะ อาหารหน้าตาน่ากินมาก รสชาติก็สมหน้าตาทีเดียว

กินอาหารเสร็จ พอจะจ่ายตังค์ก็ไปต่อแถวจ่ายตังค์ให้เรียบร้อย ไม่แพงค่ะ ลองไปชิมนะ ร้านนี้

ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรหรอก แต่อยากให้มาลองแค่นั้นเองค่ะ Jejumuran

กินอิ่มแล้ว ก็ไปร้านของที่ระลึกกัน แต่ตอนนั้นคือ รถติดมากถึงมากที่สุด หลับแล้วตื่น ก็ยังอยู่บนถนน รถก็เต็มท้องถนน พอๆ กันกัน กทม บ้านเรา

ขาแว้นเยอะมากๆ

พวกเราขอให้อันตุงพาไปซื้อช็อคโกแล็ต เค้าพาไปร้านช็อคโกแลต Tugu ราคาโอเค และที่สำคัญอร่อยมาก ซื้อเป็นของฝากกลับมา

จากนั้นพาไปร้านขายของพวก Souvenir shop มีร้านอาหารไฮโซอยู่ อันตุงบอกว่าเป็นร้านอาหารที่ราชวงค์ชอบมากัน

ที่นี่มีพวกได้โมเดลมังกรโคโมโด พากลับเมืองไทยด้วย

ระหว่างทางกลับ อันตุงแวะพาพวกเราชิมกาแฟขี้ชะมด ร้านนี้เลย ก็จะมีคนมาเล่าให้ฟังว่ากรรมวิธีทำการแฟ ทำยังไง พวกเลยซื้อกาแฟกิน 1 แก้ว เห็นบอกว่าอร่อย

กลับถึงโรงแรมก็เริ่มมืดละ พักแป้ปแล้วก็พากันออกมาเดินไปถนน Malioboro เป็นถนนคนเดิน อันตุงบอกว่า ของที่นี่จะราคาถูก ขึ้นอยู่กับควาสามารถในการต่อ คุณภาพของก็จะไม่ดีมาก เดินจากโรงแรมไปใกล้นิดเดียวเอง ทางไปแอบมืด แต่เราหลายคน ค่อยอุ่นใจหน่อย

ออกซอยมาก็ใช่เลย เดินมาโผล่ตรงนี้

คือของขายเยอะมาก เป็นกองๆ คนก็เยอะ แต่ไม่ถึงขั้นเบียดเสียง อันตุงเตือนพวกเราให้ระวังกระเป๋าให้ดี ตอนนี้หิวกันแล้ว หาของกินกันก่อน

อันนี้น่าจะเป็นขวดเครื่องปรุงนะ

กินอาหารเย็นกันที่นี่ตบท้ายด้วยของหวาน เดินไปสั่งแบบชี้ๆ เอา สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ร้านข้าวละ สนุกดี

แล้วก็เดินเล่นกันต่อ ก่อนกลับโรงแรมพักผ่อน

มีมหรสพ หรืองานอะไรสักอย่างนี่แหละ พวกเราก็เลี้ยวเข้าไปดู

นอกถนนก็ยังคงคึกคัก

คนก็ยังคงเดินช้อปปิ้ง

พวกเราได้ของเล็กๆ น้อยๆ เป็นที่ระลึกมา แล้วก็พากันเดินกลับโรงแรม วันนี้จะเป็นวันที่เราได้นอนเต็มอิ่มนะ พบกันในบันทึกหน้า จะพาไปเที่ยว Prambanan

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (0)