ทำแท้ง และซุปร้านเจ๊ ภาค ๓

เมื่อวานครับ

“แม่รู้สึกไม่ค่อยสบายเลยพ่อ ทำข้าวเย็นไม่ไหว และไม่อยากขับรถออกไปกินนอกบ้าน” เสียงคนสำคัญบ่นให้ฟัง 

ผมอังมือไปที่แขนและหน้าผากเธอ ก็เย็นเฉียบ ออใช่ เมียเพิ่งขับรถเข้ามา งั้นก็เอามือล้วงไปยังหลังเสื้อ สอดมือเข้าไปตามแผ่นหลัง กะจะปลดตะขอยกทรงก็กลัวถูกด่า

“ก็ไม่ร้อนนะแม่” ผมทำตัวเป็นปรอทวัดไข้

“เอางี้ บอกลูกสาวว่าป่วย ให้ทั้งคู่จัดการอาหารให้แม่ไปเลยนะ” ผมเสนอ

เมียจ้องหน้า เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง 

“ไม่ต้องงง บอกลูก ว่าแม่ป่วย” ผมตัดบท แล้วขับรถออกไปคลินิก

วันนี้แปลก คนไข้ดันเยอะ ได้ตรวจตั้ง ๕ คน แต่มันก็เพลินจนไม่ได้โทรกลับไปถามเรื่องอาหารการกินที่บ้าน แต่นั่นแหละ เมื่อคิดได้ ก็มีเสียง SMS ดังเข้ามา

“พี่แป้งทำกับข้าวให้แม่กิน พ่อจะกินอะไรคะ” 

ผมเปิดดูรูปก็เห็นแกงจืดแบบเกาหลีถ้วยนั้น แล้วผมก็ตัดสินใจเดินไปร้านของเจ๊

“เจ๊ครับ ซุปเห็ดหอม” ผมร้องขอ

“ผึ้ง เอาข้าวสวยมาให้คุณหมอ” เสียงแกตะโกนสั่งน้องสาวต่อทันที แล้วแกก็เปิดฝาหม้อรังถึงลูกใหญ่ใบนั้น 

“ซุปเห็ดหอมซี่โครงหมู” มหากาพย์ซุปถ้วยสุดท้ายของเจ๊ ที่ผมต้องตักขึ้นมาซด ซุปใสๆที่ต้นหอมซอยถูกตโปรยใส่ ๒ ช้อนพูนๆ เพียงเพราะเจ๊แกรู้ว่าผมชอบ

“เจ๊ ไอ้อักษรจีนข้างถ้วยซุปนี่มันแปลว่าอะไร” ผมสงสัยอยู่หลายวันแล้ว

“อั๊วก็ไม่รู้นะ เค้าบอกว่ามันเป็นคำที่มีความหมายดี” นั่นไง เจ๊อ่านไม่ออก

“แสดงว่าที่ซื้อมา ก็แค่เค้าว่ามันแปลว่าดีงั้นเหรอ” 

“ใช่หมอ แล้วหมอว่าดีมั้ยล่ะ” แกย้อนถาม

“เออ ถ้าคิดว่ามันดี มันก็ดีนะเจ๊นะ” ผมช่วยสรุป แล้วผมก็ใช้ช้อนคนในซุป ตั้งใจจะเคี้ยวเม็ดเก๋ากี้สักคำใหญ่ๆ เค้าว่ามันบำรุงสายตา

.....................

ผมกำลังอร่อยไปกับซุปเห็ดหอม ข้าวสวย และพริกขี้หนูสดซอย

แม่ลูกคู่นั้นเดินผ่านหน้าร้านผมมายังร้านข้าวที่ผมนั่งกินอยู่

คนเป็นแม่ก็แค่หญิงเลยวัยกลางคนไปไกล ชนิดที่ผมคงต้องเรียกเธอว่า “พี่” หรือ “น้า” เธอไม่ได้ดูเด่นสะดุดตา แต่เด็กผู้หญิงย่างเข้าวัยรุ่นคนนั้นที่เธอจูงมือมาต่างหากที่ผมรู้สึกว่าเธอพิเศษ 

สาวน้อยร่างผอม ด้วยท่าเดินกระย่องกระแย่งอย่างที่เห็น ผมคิดว่ามันไม่ปกติ และเมื่อได้เห็นหน้าก็พบว่าเธอเป็น “ดาวน์ ซินโดรม”

ดาวน์ ซินโดรม คือกลุ่มอาการของความผิดปกติที่มีโครโมโซมเกินมา ๑ อัน

เอาอย่างนี้นะ

คนเราเกิดมาได้คนหนึ่ง พ่อกับแม่ต้องมี sex กัน แล้วพ่อก็ใส่อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของแม่

ในอสุจิ จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่ง และในไข่ก็จะมีโครโมโซม ๒๓ แท่งเช่นเดียวกัน เมื่อมันผสมกัน โครโมโซมในอสุจิและไข่ก็จะมาจับคู่กัน มันไม่ได้จับคู่กันมั่วๆนะ คู่ใครคู่มัน หนึ่งคู่หนึ่ง สองคู่กับเบอร์สอง และท้ายที่สุด ๒๓ ก็ต้องคู่กับ ๒๓ 

มันน่าทึ่งที่ผมจะบอกว่า โครโมโซมแต่ละคู่มันดูเหมือนปาท้องโก๋นั่นแหละ

โครโมโซมคือพื้นฐานของชีวิตเรา

ทุกเซลล์ในร่างกายเรา

ต้องมีโครโมโซม ๒๓ คู่เสมอ เว้นแต่ไข่กับอสุจิ ที่จะมี ๒๓ แท่ง เพื่อที่มันจะได้ไปรวมคู่กันตอนผสมพันธุ์ไง งงมั้ย

โครโมโซมจะนำพันธุกรรมของพ่อและแม่มาคละเคล้ากัน แล้วก็ออกมาเป็นเราที่มีเซลล์พื้นฐานคือโครโมโซม ๒๓ คู่ แบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ ๓๒ ๖๔ ๑๒๘ และเป็นพันล้านเซลล์ ซึ่งก็คือเราตอนนี้ไง

ดาวน์ ซินโดรม มีโครโมโซม ๒๓ คู่ และเกินมา ๑ แท่ง ไอ้คู่ที่เกินมาคือคู่ที่ ๒๑ มันมี ๓ แท่ง

คนกลุ่มนี้จะเกิดมามีหน้าตาคล้ายๆกัน ตาห่าง หูต่ำ ลิ้นโต ลิ้นหัวใจรั่ว  บางคนตาเหล่ และผิดปกติคล้ายๆกันอีกหลายอย่างมาก ที่สำคัญคือปัญญาอ่อน

สาเหตุจริงๆของการเป็นดาวน์ เราไม่ทราบหรอก แต่ที่พบร่วมกันบ่อยๆก็คือแม่ที่คลอดลูกเมื่ออายุเกิน ๓๕ ปีไปแล้วนั่นไง 

แบบว่า ท้องเมื่อแก่

บ้าแล้ว ๓๕ เรียกว่าแก่เนี่ยนะ

จริงๆแล้วจะว่าแก่ก็ไม่แก่ เพราะสาวอายุ ๓๕ นั้นเธอกำลังเซ็กซี่สุดชีวิต แต่ถ้าท้องน่ะ หมอสูติจะเรียกพวกเธอว่าแม่แก่ทั้งนั้น “จำไว้” 

พูดแล้วก็ของขึ้น คนเดี๋ยวนี้มันชอบท้องกันตอนแก่ อยากทำงาน อยากเที่ยว ดูใจ อยากดูจิ๋มให้ชินๆ กันนานๆ ฯลฯ แล้วมาอยากท้องกันเมื่ออายุเข้า ๓๕ 

หึหึ แล้วก็มานั่งเครียด ว่ากลัวลูกเป็นดาวน์

นั่นก็แบบหนึ่งที่ท้องได้

แต่อีกพวกคือ พวกที่พอคิดจะท้อง อีกไม่กี่เดือนก็เข้าวัยทองแล้ว

มันจะตัดสินใจท้องอะไรกันนานนักหนาวะ

พูดแล้วของขึ้นทุกที

เอาล่ะ

เจ้าหนูน้อยนั่นคือเด็กดาวน์ และสาวเลยวัยกลางคนคนนั้นคือแม่

ใกล้จะต้องเดินลงจากฟุตบาท เจ้าหนูนั่นไม่กล้าย่าง คงจะกลัวเพราะระดับพื้นมันน่าจะสูงอยู่ เธอร้องขอให้แม่อุ้มลง

แม่ก็อุ้มลงมา และอุ้มเข้าร้านที่ผมกำลังนั่งซดซุปเห็ดหอมอยู่ตอนนี้

น้ำซุปของเจ๊ไม่คล่องคอเลยในค่ำนี้

ทำไมผมรู้สึกเห็นใจแม่ลูกคู่นี้

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว

“ทำไมเธอต้องเลี้ยงลูกที่เป็นดาวน์”

“เธอมีลูกอีกกี่คน”

“ตอนตั้งท้องเธอทราบไหม ว่ามีลูกเป็นดาวน์”

“ใครจะเลี้ยงดูเธอต่อไปเมื่อไม่มีแม่”

ฯลฯ

ผมคิดไปได้เรื่อย แต่ก็วางลง

“เธอจะให้หมอทำแท้งไหม” มันคือคำถามที่ผมใช้เป็นประจำเมื่อผลการตรวจโครโมโซมมันออกมา และพบว่าลูกของเธอเป็นดาวน์

..................

เมื่อวานผมได้ไปเยี่ยมนักเรียนแพทย์ปี ๖ ที่กำลังฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลรอบนอก

ลูกศิษย์หลายคนคุ้นเคย ได้พูดคุยซักถามถึงความสุขสบายในช่วงเรียน 

“เธอได้ทำอะไรบ้าง” ผมถามถึงงานที่พวกเขาจะต้องผ่านการปฏิบัติ เช่นการทำคลอดตามปกติ การดูดโพรงมดลูก หรือกระทั่งการเข้าช่วยผ่าตัด

“หนูได้สอดยาด้วย” เธอบอกมา และผมฉงน

“สอดยาอะไร” ผมคิดว่าเป็นการสอดยาเพื่อทำให้คลอดง่ายขึ้น

“ยาทำแท้งค่ะ” ออ ยาที่ทำแท้ง เอ๊ย..ยาทำแท้ง ผมตื่นเต้น

“หมายความว่าเธอได้ดูแลจนคนไข้แท้งเลยใช่ไหม” ผมลุ้น

“ใช่ค่ะ” หน้าตาเธอไม่ได้ดูเป็นกังวล

“แล้วรู้สึกยังไงบ้าง” นั่นคือการประเมินของครูผู้สอนเรื่องทำแท้ง

“ก็ปกตินี่คะอาจารย์ มันเป็นงาน เป็นหน้าที่” เธอมีน้ำเสียงเรียบเฉยและยิ้ม

ผมรู้สึกสุขใจ

จนกระทั่งมาถึงช่วงที่เราต้องประชุมกับอาจารย์ผู้ดูแล

“เรายังทำตามข้อตกลงนะคะ คือเด็กไม่ต้องยุ่งเรื่องทำแท้ง” อาจารย์พูดในห้องประชุม

“เดี๋ยวๆๆ คืออะไร” ผมงง

“ก็นักเรียนไม่ต้องมาข้องเกี่ยวไงคะ” อาจารย์อธิบาย

“ทำไมเด็กไม่ต้องมาข้องเกี่ยว นี่คือการเรียนนี่ครับ” ผมยังคงงงและหัวใจเริ่มเต้นเร็ว

“ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ไปตกลงเรื่องอะไรกันมา” ผมเริ่มพูดช้าๆ คนที่รู้จัก คงเข้าใจว่ามันไม่ปกติ

“เด็กรุ่นนี้ทุกคน ผมสอนเรื่องการทำแท้งมากับมือ” ใช่ ผมสอนมากับมือ พวกเค้าเป็นรุ่นแรกที่ได้เรียนเรื่องทำแท้งจากธนพันธ์ ในสไตล์ธนพันธ์

“พวกเค้าถูกผมสอนให้ดูแลรักษาคนที่มาทำแท้งเหมือนดูแลคน ไม่ใช่ดูคนไข้เหมือนหนอน นักเรียนผมเป็นเด็กรุ่นใหม่” ที่ผมพูดแบบนี้ได้ เพราะแบบประเมินทัศนะคติของพวกเขาหลังเรียนในวันนั้นยังอยู่ในมือผมทั้งหมด จึงกล้าพูดได้ไง

“เรื่องแบบนี้ เราบังคับกันไม่ได้ ขนาดหมอขนาดอาจารย์ก็ยังไม่ได้ยอมทำแท้งกันทุกคน” คนในที่ประชุมก็เสนอมา

“ครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ลูกศิษย์ผม ผมสอนมากับมือ เราให้เขามาฝึกงาน พวกเขาต้องหัดคิด หัดมีความสุขจากการร่วมดูแลคนไข้ นี่คือการปฏิบัติจริงหลังจากได้ลองฝึกการคิดมาแล้ว บางอย่างต้องปล่อยให้เขาทำ ไม่ใช่ห้ามปรามกันไปเสียก่อน” เรื่องนี้ผมก็ยอมไม่ได้

ที่ประชุมหัวเราะ เพราะทุกคนรู้ดีว่าผมซีเรียสกับเรื่องนี้มากขนาดไหน เรื่องการทำแท้งที่คนส่วนหนึ่งเข้าใจ แน่นอน ว่าส่วนใหญ่นั้นคือเด็กรุ่นใหม่ๆ และก็มีคนส่วนหนึ่ง ที่ต่อให้ตายไปชาติหนึ่งแล้วก็ยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่แท้จริงของมัน

“ทำไมอาจารย์ไม่ทำแท้งแล้วล่ะครับ” นักศึกษาแพทย์ปี ๒ คนหนึ่งถามขึ้นมาในวงสนทนาช่วงบ่ายวันนี้

หึหึ เรื่องแบบนี้ ยังเล่าไม่ได้นะครับ ไว้ให้มันสุกงอมในใจกว่านี้คงเล่าให้ฟังได้

ผมเคยคิดถึงประโยคหนึ่งที่จู่ๆก็นึกขึ้นมาลอยๆ 

เรื่องของการทำแท้ง มันเป็นศาสตร์และศิลป์ ผมเป็นหมอ ผมทำงานประกอบโรคศิลป์ ครูสอนให้ใช้ศาสตร์ร่วมกับการใช้ความเข้าใจในความเป็นคนไปพร้อมๆกัน

“การรักษาโรค ต้องใช้วิทยาศาสตร์

การรักษาคนที่เป็นโรค ก็ต้องใช้วิทยาศาสตร์นำมาก่อน แล้วใส่ใจลงไปอีกมากๆ

แต่การทำร้ายคนไข้สักคน ไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์อะไรเลย แค่ความรู้สึกเกลียดล้วนๆ ก็ทำร้ายกันได้แล้ว” 

ประโยคด้านบน ใช้ได้กับคนไข้ที่ต้องการทำแท้งจริงๆ และถูกปฏิบัติด้วยบุคลากรสาธารณสุขอย่างพวกเราบางกลุ่ม

..............................

“เจ๊ ไอ้อักษรจีนข้างถ้วยซุปนี่มันแปลว่าอะไร” ผมสงสัยอยู่หลายวันแล้ว

“อั๊วก็ไม่รู้นะ เค้าบอกว่ามันเป็นคำที่มีความหมายดี”

เรื่องทำแท้งมันก็เป็นเช่นนี้

ตัวอักษรที่มีความหมายดี อยู่ข้างโถซุปที่ต้องถูกตุ๋นอยู่ในรังถึงจนร้อน ถ้วยกระเบื้องมันร้อนนาน ร้อนแรง จับถูกด้วยมือเปล่ามันถึงกับพองไหม้

แต่ซุปมันอร่อยนะ อร่อยจริงๆ

ตัวอักษรที่ซ่อนความหมายถึงความดีมีคุณค่า อยู่บนภาชนะที่ทนความร้อนสูงรองรับน้ำซุปรสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพ

ซับซ้อนย้อนแย้ง แต่อันที่จริงแสนจะเรียบง่าย

นั่นคือเมื่อวาน ความสับสนได้ถูกจับวาง

......................

วันนี้สิ

“แม่ ค่ำนี้วิ่งกับพ่อนะ” ผมส่งเสียงไปทางโทรศัพท์

“ได้สิ” หือ ผมไม่ได้คาดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้

เธอคือนักเทนนิสสัปดาห์ละครั้ง เธอไม่ชอบวิ่ง เธอชอบเล่นเทนนิส และเป็นเทนนิสสัปดาห์ละครั้งจริงๆ

วิ่งได้สักกิโลก็จุก เธอจึงวิ่งๆเดินๆ โดยมีผัวของเธอวิ่งเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ใกล้ๆ

แบบนี้ผมชอบ

วิ่งมองตูดเมียขยับขึ้นขยับลงตามการย่างก้าว น่ารักนัก

เธอเป็นผู้หญิงคู่ชีวิตที่ยินยอมท้องกับผมโดยสมัครใจ 

เราทั้งคู่ไม่เคยรู้สึกว่าการท้องไม่พร้อมเป็นอย่างไร แต่เราทั้งคู่เลือกที่จะเข้าใจ ว่าคนที่ท้องไม่พร้อม ต้องการความช่วยเหลือเช่นไร

เมียน้อยตัวนิดจองผมวิ่งๆเดินๆได้ ๓ กิโลครึ่งจึงขอหยุด  เอาเหอะ แค่นี้ผมก็สุขใจแล้ว

เอ๊ะ..ผมเขียนอะไรผิดไปมั้ย

ธนพันธ์ ชูบุญชิมซุปหมดร้านเจ๊แล้ว

๑๕ มค ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)