25 ปี เมืองตลุงพิทยาสรรพ์

จำเดิมแต่ครั้งสมัครเรียนต่อมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 เมื่อปีการศึกษา 2539 เคยมีคำถามจากครอบครัวและคนแวดล้อมอยู่ว่าทำไมถึงไม่สมัครเข้าเรียนที่ประโคนชัยพิทยาคม โรงเรียนมธัยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษของอำเภอ แต่ไปสมัครเรียนที่เมืองตลุงพิทยาสรรพ์ โรงเรียนมัธยมขนาดเล็กพิเศษ มีนักเรียนสามสี่ร้อยคน

พอโตขึ้นก็มาวิเคราะห์ปัจจัยแห่งการตัดสินใจ โดยมีความรู้ทางการตลาดเพียงน้อยนิดว่าการตัดสินใจครั้งนั้น เป็นธรรมดาที่ช่วงเรียนจบ ไม่ว่าระดับใด เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ลุ้นไปตาม ๆ กันทั้งเด็กและผู้ปกครอง... คงมีอยู่สองสามเหตุผล หนึ่งคือ เพื่อนที่จบ ป.6 ด้วยกันส่วนหนึ่งไปสมัครเรียนที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ (ม.ต.พ.) และอีกส่วนหนึ่งสมัครที่โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม (ป.พ.)  สอง มาจากครอบครัว เพราะครอบครัวเราไม่ได้มีเงินทองมากองให้เหมือนหลาย ๆ ครอบครัว มีคนบอก (จำไม่ได้ว่าใครบอก) ว่าถ้าไปเรียน ม.ต.พ. เขาจะมีทุนการศึกษาให้ รวมถึงได้ทุนค่าชุดนักเรียนและค่าหนังสือ นี่พยายามนั่งรำลึกความหลังไปยี่สิบกว่าปี) สาม  ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นลุง เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ ญาติฝั่งแม่ โดยเฉพาะคุณตาจึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยตัดสินใจ แม้ญาติฝั่งบ้านปู่ดูจะแย้ง ๆ กับการตัดสินใจในครั้งนั้นก็ตาม เพราะทั้งตระกูลเขาเรียน ป.พ. กันทั้งนั้น... ไปโรงเรียนด้วยการปั่นจักรยานไปเรียนกับเพื่อน ๆ อีกหลายคนจากหมู่บ้าน ก่อนที่จะมีรถโดยสารรับส่งนักเรียน โรงเรียนดูกันดารมาก แม้จะอยู่ในตัวอำเภอก็ตาม อาคารเรียนไม้ 2 ชั้น  1 หลัง นักเรียน ม.1-3 จึงเห็นหน้าเห็นตากันครบ อาคารหลังใหม่กำลังจะเกิดขึ้น เราเรียนไปด้วย เสียงก่อสร้างอาคารเป็นจังหวะดนตรีให้เราไปด้วย และคิดว่าเป็นรุ่นที่อยู่กับการก่อสร้างของโรงเรียนตั้งแต่ ม.1-6   อาคารคอนกรีตหลังที่ 2 ก็เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่ออาคารหลังแรกพร้อมใช้งานและทำพิธีเปิด  แล้วอาคารไม้หลังที่พวกเรารักก็หายไปแล้วแทนที่ด้วยอาคารคอนกรีตหลังใหญ่ 4 ชั้น สนามฟุตบอล รั้ว ถนนคอนกรีต เสาธง ก็เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการเติบใหญ่ของวัยรุ่นอย่างผม รวมถึงจำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจากหลักร้อยจึงข้ามไปถึงหลักพัน โรงเรียนเริ่มเปิดสอน ม.ปลาย เมื่อเราขึ้น ม.2 พวกเรารุ่นนั้นจึงเป็น ม.ต.พ. รุ่น 4  (ม.6 รุ่น 3) พี่ ๆ รุ่นแรกไม่มี ม.ปลายให้เรียน ส่วนใหญ่คงจะไปต่อ ม.4 ที่ ป.พ.... โรงเรียนก็เติบโตตามเวลาที่ล่วงเลยไป อาคารสถานที่ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง อาคารใหม่ก็ผุดขึ้นตามจำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้น...ครู อาจารย์ ก็ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้า ออก ไม่ต่างจากนักเรียน แปรเปลี่ยนไปตามวิถี  วีรกรรมในวัยเรียนตอนมัธยมคิดว่าโชกโชนที่สุดแล้ว เพราะการถูกจำกัดกรอบมากที่สุด แต่จริตของมนุษย์วัยรุ่นคือพวกอยากออกนอกกรอบ รุ่นผมและห้องผมถูกตราหน้าว่าเป็นห้องเด้กเรียน หรือเรียกห้องคิงส์ แต่ใครจะรู้ว่าห้องคิงส์นี่แหละคือห้องที่หนีเรียนบ่อยที่สุด แค่อาจจะไม่ถูกจับตามองหรือถูกเพ่งเล็งน้อยกว่าห้องอื่น ๆ ...

 ม.ต.พ.  จะครบรอบ 25 ปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 เมื่อบ่ายวันที่ 15 มีนาคม 2562 ได้รับสายจากครูโชคชัย โทรมาคุยเรื่องที่ท่านต้องการข้อมูลนิดหน่อย จากนั้นก็คุยกันยาวตามประสาคนไม่ได้คุยกันนาน  จึงได้คุยกัน ถามสารทุกข์สุกดิบ แล้วก็เอ่ยถึงเรื่องห้องเรียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง นักเรียนเป็นอย่างไร จึงวกกลับมาเรื่องของสมาคมศิษย์เก่า ม.ต.พ. ผมจึงเอ่ยปากไปว่า ม.ต.พ. จะครบรอบ 25 ปี ในปีหน้านี้ ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมอะไรไหมครับที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียน ครูโชคชัย จึงเอ่ยว่า นั่นสิ ก็เคยคุยกับท่านผู้อำนวยการเหมือนกันแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่สิ่งที่คิดในใจคืออยากทำอาคารห้องสมุดที่แยกออกมาเป็นเอกเทศ แต่ห้องสมุดทุกวันนี้ก็ดูจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ ... ผมจึงรีบตอบกลับว่า เป็นสิ่งที่ดีครับ อย่างน้อยในวาระครบรอบ 25 ปี เราควรจะมีอนุสรณ์เป็นที่ระลึกสักอย่าง การสร้างถาวรวัตถุน่าจะเป็นประโยชน์ ห้องสมุดจะต้องปรับตัวให้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ต้องทำห้องสมุดให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เหมาะกับช่วงวัย แทนที่การเป็นห้องเก็บหนังสือ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนักเรียน อาจจะมีหนังสือน้อยลงแต่สื่อเพื่อการเรียนรู้มากขึ้น ผมเห็นด้วยหากทางโรงเรียนจะทำ แม้กำลังทรัพย์จะมีน้อยนิด แต่หากไม่คิดการใหญ่ เราจะไม่มีอะไรเลย ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ มีเวลาอีกประมาณ 10 เดือนนับจากนี้ไป หากเป็นไปได้ งานครบรอบ 25 ปี ม.ต.พ. คราวนี้ คงเป็นงานเพื่อระดมทุนในการสร้างอนุสรณ์สถานแห่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย และเปป็นงานที่ศิษย์เก่า ม.ต.พ. จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันอีกครั้งหนึ่ง แม้ศิษย์เก่า ม.ต.พ. รุ่นแรกจะมีอายุยังไม่ถึง 40 ปีก็ตาม แต่เชื่อว่าพลังของพี่น้องคงเข้มแข็ง เข้มข้น... ยิ่งทำให้คิดถึงวันที่เรายังเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมขนาดเล็กพิเศษ ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่าเราผ่านมันมาได้ ผ่านคำเหยียดหยามดูถูก และมองด้วยหางตาของใครหลาย ๆ คนว่าเรียนโรงเรียนบ้านนอก เรียนโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเลย... ชาวประโคนชัยในสมัยนั้นเรียกโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม แห่งที่ 2 ว่า “สาย 2” .... วันนี้สาย 2 ก็เติบโตสมวัย โดยส่วนตัวไม่เคยน้อยใจกับประโคนชัยพิทยาคม กลับชื่นชมและขอบคุณมาโดยตลอด เพราะผมก็ได้โอกาสหลาย ๆ ครั้งจาก ป.พ. ให้ก้าวต่ออย่างเข้มแข็ง ป.พ. ก็เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่อายุร่วม 60 ปี โรงเรียนน้องน้อยอย่าง ม.ต.พ. ก็เดินตามพี่เป็นเรื่องธรรมดา ครูหลายท่านที่ ม.ต.พ. ก็เป็นศิษย์เก่า ป.พ. เราจึงปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ หากแต่อยากเห็นการพัฒนา เราต้องก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อให้เกิดการพัฒนา แม้วัตถุจะไมพัฒนา หากแต่จิตใจเราพัฒนา ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคมส่วนรวม

ผมคิดถึงกลอนที่ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ประพันธ์มอบให้ ม.ต.พ. เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์  2545 ว่า

“เมืองตลุงพิทยาสรรพ์สถานสถิตย์ ศักดิ์สิทธิ์ศรีสถานการศึกษา สร้างคนดีมีธรรมประจำมา คือคุณค่าคนดีบุรีรัมย์” ...

เขียนบันทึกไว้เสียยาวยืด จริง ๆ แค่อยากชวนคิดตามแล้วชวนเพื่อนพี่น้อง ม.ต.พ. มาร่วมระดมทุนส่งเสริมการเรียนรู้ของรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่บ้านของเรา “ม.ต.พ.”

ปล. แต่ถ้าโรงเรียนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอก็คงไม่เป็นอะไร อย่างน้อยก็ได้คิดและพูดไปแล้ว

ณ มอดินแดง

15 มีนาคม 2562  

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์และแฟนเพจ โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเรื่องราวไร้สาระ(Open Diary)



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

660469

เขียน

15 Mar 2019 @ 16:18
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก