การศึกษาในทุกวันนี้..เส้นทาง "การอ่าน" จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไปแล้ว.."นายอยากรู้อะไร นายต้องอ่าน.."เพื่อเป็น "ทักษะชีวิต" เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ ไปสู่อนาคตที่ก้าวหน้าและพึ่งพาตนเองได้..

        เมื่อก่อนคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า "ถ้านายไม่ทำงาน..แล้วนายจะได้เรียนรู้อะไร?.."เพราะเรียนมาไม่สูง..แล้วก็เรียนไม่เก่ง ต้องศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการทำงาน..

        เพราะว่า..เวลาทำงานจริงๆ แทบจะไม่ได้ใช้ตำรา และตำราที่เรียนมาก็ไม่ค่อยจะตรงกับงานเท่าไรนัก ต้องปรับตัวปรับใจและฝึกแก้ปัญหา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อยู่เสมอ..

       แต่ในความเป็นจริง..และชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ที่ปฏิบัติงานได้ตลอดรอดฝั่งก็เพราะอดีตที่ผ่านมาเคย "อ่านหนังสือ"มาอย่างหนัก..จึงหลอมรวมเป็น "ข้อมูลและหลักการ" เกิดความคิดรวบยอดในงานได้อย่างรวดเร็ว มองงานออกและเข้าใจงานที่ยากได้ตลอดแนว..

        พออ่านพบอีกประโยคหนึ่งจากบทความในเว๊บไซต์โกทูโน..จึงยอมรับและพร้อมที่จะนำไปแบ่งปันให้ลูกศิษย์ ด้วยประโยคที่ว่า.."นายไม่อ่านหนังสือ แล้วนายจะรู้อะไร.."

        ปีการศึกษา ๒๕๖๐  บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน เริ่มส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่านมากขึ้น..สื่อหนังสือและเวลาที่ใช้จัดกิจกรรมสนับสนุนให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง..

        ปีการศึกษา ๒๕๖๑  นำนักเรียนออกจาก "ห้องสมุด" เพื่อประหยัดไฟฟ้า พานักเรียนนั่งอ่านหนังสือที่ศาลา..จากเดิมที่มี ๔ ศาลา..วันนี้จัดหาเพิ่มอีก ๒ ศาลาและล่าสุดตั้งชื่อว่า "ศาลารักการอ่าน"

        ศาลา..เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการอ่าน ช่วยสร้างจุดสนใจและสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่..แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ..ครู

        การศึกษายุคใหม่..ครูไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ครูจึงต้องนั่งอ่านหนังสือไปกับนักเรียน เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ..

       การอ่านที่ต่อเนื่องจะช่วยสร้างสรรค์กิจกรรมระหว่างนักเรียนกับครู ด้วยคำถามและการเล่าเรื่องจากหนังสือ..ไปจนถึงการเขียนเรื่องจากจินตนาการ..

       ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนอ่านหนังสือตามลำพัง เด็กก็คือเด็ก..สติและสมาธิ รวมทั้งการใช้เวลาให้เกิดคุณค่า เป็นเรื่องที่นักเรียนต้องฝึกฝนจากครู..

       ถึงเวลาที่ครูต้องยอมรับว่ามีเวลาน้อยเหลือเกินที่จะให้นักเรียนได้อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน หากจะให้นักเรียน "รักการอ่าน" ต้องให้อ่านมากกว่าที่เป็น "หนังสือเรียน" นักเรียนจึงจะรอบรู้และรักการค้นคว้า..

       อย่าคิดเลยว่า นักเรียนจะอ่านหนังสือที่บ้าน..สภาพของครอบครัวและสื่อโทรทัศน์ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดูไม่เอื้อให้เด็กได้อ่านหนังสือ ซึ่งครูประจำชั้นจะทราบข้อมูลนี้เป็นอย่างดี..

       อย่าคิดว่า..นักเรียนอ่านหนังสือในโทรศัพท์ และนับว่าเขาได้อ่านแล้ว สาระในเฟสในไลน์และเกม น่าจะไม่ช่วยให้รักการอ่าน..ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การ "ใฝ่รู้ใฝ่เรียน" ได้เลย"

       ครูจึงต้องเป็นผู้คัดเลือกสื่อหนังสือที่มีคุณค่า เลือกสถานที่ที่เหมาะสม และที่ว่า "นายไม่อ่านหนังสือ แล้วนายจะรู้อะไร" จึงเป็นคำพูดที่กระตุ้นให้ครูต้องจริงจังที่จะทำเรื่อง"รักการอ่าน" ให้เกิดขึ้นในทุกระดับชั้น

       วันนี้..พร้อมแล้วทั้งศาลา มุมหนังสือใต้อาคารเรียน และกระเช้าหนังสือเคลื่อนที่..ที่อยากเห็นนักเรียนจดจ่อกับการอ่านและอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย..

       การศึกษาในทุกวันนี้..เส้นทาง "การอ่าน" จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไปแล้ว.."นายอยากรู้อะไร นายต้องอ่าน.."เพื่อเป็น "ทักษะชีวิต" เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ ไปสู่อนาคตที่ก้าวหน้าและพึ่งพาตนเองได้..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๒