๘๘๘. "..นายไม่อ่านหนังสือ..แล้วนายจะรู้อะไร..."

การศึกษาในทุกวันนี้..เส้นทาง "การอ่าน" จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไปแล้ว.."นายอยากรู้อะไร นายต้องอ่าน.."เพื่อเป็น "ทักษะชีวิต" เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ ไปสู่อนาคตที่ก้าวหน้าและพึ่งพาตนเองได้..

        เมื่อก่อนคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า "ถ้านายไม่ทำงาน..แล้วนายจะได้เรียนรู้อะไร?.."เพราะเรียนมาไม่สูง..แล้วก็เรียนไม่เก่ง ต้องศึกษาเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการทำงาน..

        เพราะว่า..เวลาทำงานจริงๆ แทบจะไม่ได้ใช้ตำรา และตำราที่เรียนมาก็ไม่ค่อยจะตรงกับงานเท่าไรนัก ต้องปรับตัวปรับใจและฝึกแก้ปัญหา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อยู่เสมอ..

       แต่ในความเป็นจริง..และชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ที่ปฏิบัติงานได้ตลอดรอดฝั่งก็เพราะอดีตที่ผ่านมาเคย "อ่านหนังสือ"มาอย่างหนัก..จึงหลอมรวมเป็น "ข้อมูลและหลักการ" เกิดความคิดรวบยอดในงานได้อย่างรวดเร็ว มองงานออกและเข้าใจงานที่ยากได้ตลอดแนว..

        พออ่านพบอีกประโยคหนึ่งจากบทความในเว๊บไซต์โกทูโน..จึงยอมรับและพร้อมที่จะนำไปแบ่งปันให้ลูกศิษย์ ด้วยประโยคที่ว่า.."นายไม่อ่านหนังสือ แล้วนายจะรู้อะไร.."

        ปีการศึกษา ๒๕๖๐  บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน เริ่มส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่านมากขึ้น..สื่อหนังสือและเวลาที่ใช้จัดกิจกรรมสนับสนุนให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง..

        ปีการศึกษา ๒๕๖๑  นำนักเรียนออกจาก "ห้องสมุด" เพื่อประหยัดไฟฟ้า พานักเรียนนั่งอ่านหนังสือที่ศาลา..จากเดิมที่มี ๔ ศาลา..วันนี้จัดหาเพิ่มอีก ๒ ศาลาและล่าสุดตั้งชื่อว่า "ศาลารักการอ่าน"

        ศาลา..เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการอ่าน ช่วยสร้างจุดสนใจและสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่..แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ..ครู

        การศึกษายุคใหม่..ครูไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ครูจึงต้องนั่งอ่านหนังสือไปกับนักเรียน เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ..

       การอ่านที่ต่อเนื่องจะช่วยสร้างสรรค์กิจกรรมระหว่างนักเรียนกับครู ด้วยคำถามและการเล่าเรื่องจากหนังสือ..ไปจนถึงการเขียนเรื่องจากจินตนาการ..

       ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนอ่านหนังสือตามลำพัง เด็กก็คือเด็ก..สติและสมาธิ รวมทั้งการใช้เวลาให้เกิดคุณค่า เป็นเรื่องที่นักเรียนต้องฝึกฝนจากครู..

       ถึงเวลาที่ครูต้องยอมรับว่ามีเวลาน้อยเหลือเกินที่จะให้นักเรียนได้อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน หากจะให้นักเรียน "รักการอ่าน" ต้องให้อ่านมากกว่าที่เป็น "หนังสือเรียน" นักเรียนจึงจะรอบรู้และรักการค้นคว้า..

       อย่าคิดเลยว่า นักเรียนจะอ่านหนังสือที่บ้าน..สภาพของครอบครัวและสื่อโทรทัศน์ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดูไม่เอื้อให้เด็กได้อ่านหนังสือ ซึ่งครูประจำชั้นจะทราบข้อมูลนี้เป็นอย่างดี..

       อย่าคิดว่า..นักเรียนอ่านหนังสือในโทรศัพท์ และนับว่าเขาได้อ่านแล้ว สาระในเฟสในไลน์และเกม น่าจะไม่ช่วยให้รักการอ่าน..ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การ "ใฝ่รู้ใฝ่เรียน" ได้เลย"

       ครูจึงต้องเป็นผู้คัดเลือกสื่อหนังสือที่มีคุณค่า เลือกสถานที่ที่เหมาะสม และที่ว่า "นายไม่อ่านหนังสือ แล้วนายจะรู้อะไร" จึงเป็นคำพูดที่กระตุ้นให้ครูต้องจริงจังที่จะทำเรื่อง"รักการอ่าน" ให้เกิดขึ้นในทุกระดับชั้น

       วันนี้..พร้อมแล้วทั้งศาลา มุมหนังสือใต้อาคารเรียน และกระเช้าหนังสือเคลื่อนที่..ที่อยากเห็นนักเรียนจดจ่อกับการอ่านและอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย..

       การศึกษาในทุกวันนี้..เส้นทาง "การอ่าน" จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไปแล้ว.."นายอยากรู้อะไร นายต้องอ่าน.."เพื่อเป็น "ทักษะชีวิต" เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ ไปสู่อนาคตที่ก้าวหน้าและพึ่งพาตนเองได้..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๒




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ที่ยุโรป.. คนแก่อยู่เฉยก็ไปอ่านหนังสือให้เด็กๆฟัง.. พ่อแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังก่อนนอน.. ด้วย.. เจ้าค่ะ…เคยเป็นหนอนหนังสือ.. จนไป.. อยู่ที่ต่างแดน.. ตอนนั้นหนังสือแพงมากๆ.. แต่เดี๋ยวนี้.. ตำราต่างๆ.. หมดยุคอ่าน.. ขาย ถูก.. ไม่มีคนเอา.. ให้ฟรีก็ไม่เอา.. ทุกวันสิ่งพิมพ์.. เป็นขยะ….

ขอบคุณครับ คุณยาย ผมยังสะสมสิ่งพิมพ์ ขยะ อยู่นะครับ

หมายเลขบันทึก

659820

เขียน

11 Feb 2019 @ 22:41
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก